วันเงินเดือนออก ตัวเลขในบัญชีดูสบายใจดี แต่พอถึงวันที่ 25 กลับเหลือเศษ แล้วก็นั่งไล่ดูสลิปไม่ออกว่ามันหายไปกับอะไรบ้าง—เรื่องนี้เกิดกับคนเก่งเงินหลายคน ไม่ใช่เพราะใช้เงินมือเติบเสมอไปค่ะ แต่บ่อยครั้งคือเราปล่อยให้เงินทั้งก้อน 'ปนกัน' ในบัญชีเดียว เลยไม่มีเส้นแบ่งว่าตรงไหนใช้ได้ ตรงไหนต้องเก็บ บทความนี้ KUMKRONG ชวนทำความรู้จัก 'งบ 50/30/20' สูตรแบ่งเงินที่จำง่ายจนใช้ได้ตั้งแต่เดือนนี้เลยค่ะ
บทความนี้เป็นความรู้การวางแผนการเงินเบื้องต้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุนหรือการเงินเฉพาะบุคคล ตัวเลขทุกตัวเป็นตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพ ปรับให้เข้ากับชีวิตจริงของคุณได้เลยค่ะ · การลงทุนมีความเสี่ยง ผลตอบแทนไม่การันตี
งบ 50/30/20 คืออะไร
งบ 50/30/20 คือสูตรแบ่ง 'รายได้สุทธิ'—เงินที่เข้าบัญชีจริงหลังหักภาษีและประกันสังคมแล้ว—ออกเป็น 3 ก้อน ตามเปอร์เซ็นต์ที่จำขึ้นใจ ไม่ต้องจดทุกบาททุกสตางค์ จึงเหมาะกับคนที่เพิ่งเริ่มจัดการเงินและไม่อยากปวดหัวกับตารางยาว ๆ แนวคิดนี้เป็นกรอบการวางแผนการเงินส่วนบุคคลที่ใช้กันทั่วโลก และตลาดหลักทรัพย์ฯ (SET) ก็เผยแพร่เป็นความรู้พื้นฐานเรื่องการบริหารเงินส่วนตัวเช่นกัน
- 50% — สิ่งที่ 'จำเป็น' (Needs): ค่าใช้จ่ายที่ขาดไม่ได้ในการใช้ชีวิต รวมยอดผ่อนหนี้ขั้นต่ำ
- 30% — สิ่งที่ 'อยากได้' (Wants): ความสุข ความสะดวก ไลฟ์สไตล์ที่ตัดออกได้โดยไม่เดือดร้อน
- 20% — 'เก็บ + ลงทุน + ปลดหนี้เกินขั้นต่ำ' (Savings): เงินสำรองฉุกเฉิน เงินลงทุน และโปะหนี้ก้อนพิเศษ
ตัวฐานสำคัญที่สุดคือ 'เงินเข้าบัญชีจริง' ไม่ใช่เงินเดือนเต็ม—ถ้าคิด 50/30/20 จากเงินเดือนก่อนหักภาษี เป้าทั้งสามก้อนจะเพี้ยนตั้งแต่ต้น
แต่ละก้อนมีอะไรบ้าง
จุดที่คนสับสนบ่อยที่สุดคือ 'อันไหนจำเป็น อันไหนแค่อยากได้' เคล็ดลับง่าย ๆ คือ ถ้าตัดออกแล้วชีวิตยังเดินต่อได้ = Wants แต่ถ้าตัดแล้วเดือดร้อนจริง = Needs ลองดูตัวอย่างการแยกประเภทค่ะ
| ก้อน | สัดส่วน | ตัวอย่างรายการ |
|---|---|---|
| จำเป็น (Needs) | 50% | ค่าเช่า/ผ่อนบ้าน, ค่าน้ำค่าไฟ, ค่าเดินทางไปทำงาน, ค่าอาหารพื้นฐาน, ยอดผ่อนหนี้ขั้นต่ำ, เบี้ยประกันสุขภาพ-รถที่จำเป็น |
| อยากได้ (Wants) | 30% | คาเฟ่, ช้อปปิ้ง, ดูหนัง, ทริปเที่ยว, สตรีมมิ่ง, ของแต่งบ้านเสริมความสุข |
| เก็บ+ปลดหนี้ (Savings) | 20% | เงินสำรองฉุกเฉิน, กองทุน/เงินลงทุน, โปะหนี้บัตรเครดิตเกินขั้นต่ำ, ออมเผื่อเกษียณ |
ข้อควรระวัง: 'ยอดผ่อนหนี้ขั้นต่ำ' จัดอยู่ในก้อนจำเป็น 50% เพราะต้องจ่ายอยู่แล้ว แต่การ 'โปะเกินขั้นต่ำ' เพื่อปลดหนี้ให้เร็วขึ้น ให้ดึงจากก้อน 20% เพราะถือเป็นการลงทุนในความมั่นคงของตัวเองค่ะ
ลองคิดเป็นตัวเลขจริง

สมมติเงินเข้าบัญชีจริง (หลังหักแล้ว) เดือนละ 30,000 บาท แบ่งตามสูตรจะออกมาแบบนี้ จะเห็นว่าแค่เปลี่ยนวิธีคิด เงินเก็บ 6,000 บาทต่อเดือนก็เกิดขึ้นได้ทันที
| เงินเข้าบัญชีจริง/เดือน | จำเป็น 50% | อยากได้ 30% | เก็บ 20% |
|---|---|---|---|
| 18,000 บาท | 9,000 | 5,400 | 3,600 |
| 25,000 บาท | 12,500 | 7,500 | 5,000 |
| 30,000 บาท | 15,000 | 9,000 | 6,000 |
| 45,000 บาท | 22,500 | 13,500 | 9,000 |
ตารางนี้เป็นเพียงตัวอย่างการคำนวณ (× 0.5 / 0.3 / 0.2) ไม่ใช่ค่าครองชีพมาตรฐาน—ค่าใช้จ่ายจริงของแต่ละบ้านต่างกันมาก
จัดเงินตามสูตรนี้ทีละสเต็ป
- 1. หา 'เงินเข้าบัญชีจริง' — ยอดหลังหักภาษีและประกันสังคม ไม่ใช่เงินเดือนเต็ม
- 2. คำนวณ 3 ก้อน — เอายอดจริงคูณ 0.5, 0.3 และ 0.2 จดไว้เป็นเป้าของเดือนนั้น
- 3. 'จ่ายตัวเองก่อน' — โอนก้อนเก็บ 20% ออกไปอีกบัญชีทันทีวันเงินเดือนออก ก่อนจะเผลอใช้
- 4. จ่าย Needs จากก้อน 50% — ถ้าจ่ายแล้วเกิน แปลว่าค่าใช้จ่ายจำเป็นสูงไป ต้องหาทางลด
- 5. ใช้ Wants อย่างสบายใจ — ก้อน 30% ใช้ได้เต็มที่ไม่ต้องรู้สึกผิด เพราะวางแผนไว้แล้ว
- 6. ทบทวนทุกสิ้นเดือน — ดูว่าก้อนไหนล้น แล้วค่อย ๆ ปรับสัดส่วนให้พอดีกับชีวิตเรา
หัวใจคือ 'จ่ายตัวเองก่อน' (pay yourself first)—โอนเงินเก็บออกก่อน แล้วค่อยใช้ส่วนที่เหลือ ไม่ใช่ 'เก็บสิ่งที่เหลือ' วิธีนี้ทำให้ก้อน 20% รอดทุกเดือน เพราะเราจะไม่เห็นมันในบัญชีใช้จ่ายเลย
ถ้าสูตรนี้ไม่พอดีกับเราล่ะ
ความจริงคือสำหรับคนเมืองที่ค่าเช่าแพง ก้อน 'จำเป็น' อาจพุ่งไปถึง 60-65% ทำให้เก็บได้น้อยลง—อันนี้ไม่ผิดค่ะ สูตร 50/30/20 เป็น 'เป้าหมาย' ไม่ใช่กฎตายตัว ช่วงแรกถ้าทำได้แค่ 60/30/10 ก็ถือว่าเริ่มดีแล้ว ค่อย ๆ ขยับก้อนเก็บขึ้นทีละนิดเมื่อรายได้โตขึ้นหรือหนี้ลดลง สิ่งที่สำคัญกว่าความเป๊ะคือ 'ทำสม่ำเสมอ' เพราะเงินที่เก็บต่อเนื่องจะได้พลังของดอกเบี้ยทบต้นมาช่วยให้งอกเงยในระยะยาว
ถ้ามีหนี้บัตรเครดิตหรือสินเชื่อส่วนบุคคล การโปะให้หมดเร็วมักคุ้มกว่าการรีบเอาเงินไปลงทุน เพราะดอกเบี้ยหนี้กลุ่มนี้สูง—เพดานเบี้ยปรับ+ดอกเบี้ย+ค่าธรรมเนียมรวม (effective rate) บัตรเครดิตอยู่ที่ไม่เกิน 16% ต่อปี และสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับไม่เกิน 25% ต่อปี (เกณฑ์ ธปท. · ตรวจ 2026-06-25) ซึ่งมักสูงกว่าผลตอบแทนการลงทุนทั่วไปที่ไม่การันตี · การลงทุนมีความเสี่ยง
เวลาเลือกว่าจะโปะหนี้ก้อนไหนก่อน มีสองวิธีหลักที่ ธปท. เผยแพร่ในเรื่องการจัดการหนี้: แบบ Snowball (ก้อนหิมะ) ปิดยอดน้อยที่สุดก่อนเพื่อสร้างกำลังใจจากชัยชนะเล็ก ๆ และแบบ Avalanche (หิมะถล่ม) ปิดก้อนดอกเบี้ยสูงสุดก่อนเพื่อประหยัดดอกเบี้ยรวมได้มากที่สุด ทั้งสองวิธีจ่ายขั้นต่ำทุกก้อนแล้วทุ่มเงินส่วนเกินจากก้อน 20% ไปที่ก้อนเป้าหมาย เลือกแบบที่เราทำต่อเนื่องไหวค่ะ
แล้วก้อน 20% เอาไปทำอะไรต่อ
เมื่อเก็บก้อน 20% ได้แล้ว ลำดับที่หลายแหล่งการเงินแนะนำเป็นกรอบทั่วไปคือ: (1) สร้างเงินสำรองฉุกเฉินให้ครบประมาณ 3-6 เดือนของรายจ่ายก่อน เก็บในที่ถอนง่าย เช่น บัญชีเงินฝากที่สภาพคล่องสูง เพื่อรับมือเหตุไม่คาดฝัน เช่น ตกงานหรือเจ็บป่วย (2) จากนั้นค่อยแบ่งไปลงทุนระยะยาวตามความเสี่ยงที่รับได้ ส่วนจะเลือกผลิตภัณฑ์ลงทุนตัวไหนนั้น การลงทุนมีความเสี่ยง ควรศึกษาเพิ่มและปรึกษาผู้ได้รับใบอนุญาต เพราะ KUMKRONG ให้ข้อมูลเชิงความรู้เท่านั้น ไม่ได้แนะนำหลักทรัพย์เฉพาะตัว
ทำไมต้องรีบให้เงินเก็บไปต่อยอด? เพราะ 'เงินเฟ้อ' ค่อย ๆ กัดอำนาจซื้อทุกปี—ธปท. ใช้กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อทั่วไปที่ราว 1-3% ต่อปี (กรอบอาจปรับรายปี · ตรวจล่าสุดที่ bot.or.th) เงินที่นอนเฉย ๆ จึงซื้อของได้น้อยลงเมื่อเวลาผ่านไป การให้เงินก้อนเก็บทำงานต่อจึงสำคัญพอ ๆ กับการเก็บได้
อีกทางที่ช่วยให้เหลือเงินเติมก้อน 20% ได้ คือการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีให้ครบ เช่น เบี้ยประกันชีวิต (กรมธรรม์อายุ 10 ปีขึ้นไป กับบริษัทในไทย) ลดหย่อนได้ตามจ่ายจริงสูงสุด 100,000 บาท และเบี้ยประกันสุขภาพตนเองสูงสุด 25,000 บาท (รวมกับประกันชีวิตแล้วไม่เกิน 100,000 บาท) ตามเกณฑ์กรมสรรพากร (ปีภาษี 2567 · ตรวจ 2026-06-25) เงินภาษีที่ได้คืนมาถือเป็นเงินก้อนพิเศษที่นำกลับไปเติมก้อนเก็บได้อีกทางหนึ่ง
สรุปสั้น ๆ: 50% จำเป็น · 30% อยากได้ · 20% เก็บและปลดหนี้ — เริ่มจากแยกบัญชีและ 'จ่ายตัวเองก่อน' สร้างเงินสำรองฉุกเฉิน 3-6 เดือน แล้วค่อยปรับสัดส่วนให้พอดีกับชีวิตจริง ทำสม่ำเสมอสำคัญกว่าทำเป๊ะค่ะ








