ตอนนั่งเปิดบิลค่าเบี้ยประกันของทั้งบ้านมากองรวมกัน หลายคนถึงกับสะดุ้ง — ประกันสุขภาพแม่ ประกันชีวิตของเรา ประกันอุบัติเหตุของลูก รวม ๆ แล้วมันกินรายได้ไปเดือนละเท่าไรกันแน่ และตัวเลขนี้ "มากไป" หรือ "น้อยไป"? บทความนี้ชวนคุณวางกรอบงบประกันของครอบครัวแบบเป็นระบบ ด้วยหลักคิดที่นักวางแผนการเงินมักใช้ พร้อมตารางตัวอย่างและเช็กลิสต์ ขอย้ำตั้งแต่ต้นว่าตัวเลขทุกอย่างในนี้เป็น *กรอบให้เริ่มคิด* ไม่ใช่กฎตายตัว ต้องปรับตามภาระและช่วงชีวิตจริงของแต่ละบ้านเสมอ
บทความนี้เป็นความรู้ทั่วไปเรื่องการจัดงบ ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุนหรือคำแนะนำให้ซื้อแบบประกันใดเป็นรายบุคคล การตัดสินใจซื้อประกันชีวิต/สุขภาพ ควรปรึกษาตัวแทนหรือนายหน้าที่มีใบอนุญาตจาก คปภ. และอ่านเงื่อนไขกรมธรรม์ก่อนทุกครั้ง
หลักนิ้วโป้ง: 5-10-15% ของรายได้
แนวทางที่นักวางแผนมักใช้เป็นจุดตั้งต้นคือ เบี้ยประกันรวมทุกกรมธรรม์ (สุขภาพ + ชีวิต + อุบัติเหตุ) ควรอยู่ราว 5-15% ของรายได้ต่อปี โดยขยับขึ้นลงตามภาระและช่วงชีวิต ตัวเลขนี้ไม่ใช่กฎหมายและไม่มีหน่วยงานใดบังคับ — มันเป็นเพียงกรอบช่วยให้คุณรู้ว่ากำลัง "ต่ำเกินจนเสี่ยงเปลือย" หรือ "สูงเกินจนเบียดเงินใช้จ่ายอื่น" คนโสดไม่มีภาระอาจอยู่ปลายล่าง ส่วนคนที่เป็นเสาหลักของบ้าน มีลูกเล็ก มีหนี้บ้าน อาจขยับขึ้นมาที่ปลายบน
กรอบ 5-10-15% เป็นแนวทางคร่าว ๆ ไม่ใช่ตัวเลขที่ใช้ได้กับทุกคน รายได้ ภาระหนี้ จำนวนคนที่ต้องดูแล สวัสดิการที่มีอยู่ (เช่น ประกันกลุ่มจากที่ทำงาน สิทธิประกันสังคม/บัตรทอง) และเงินสำรองที่มี ล้วนทำให้ตัวเลขที่ "พอดี" ของแต่ละบ้านต่างกันมาก
จัดลำดับความคุ้มครองก่อนคิดว่าจ่ายกี่บาท
ก่อนถามว่า "จ่ายกี่บาท" ให้ถามก่อนว่า "คุ้มครองอะไรก่อน" เพราะงบที่มีจำกัดควรไปลงกับความเสี่ยงที่ *กระทบหนักที่สุด* ก่อน หลักที่นักวางแผนใช้คือกันความเสี่ยงใหญ่ที่อาจทำให้ครอบครัวสะเทือนเงินก้อนโตก่อน แล้วค่อยเสริมส่วนอื่นเมื่อเหลือเงิน
- เสาหลักที่ 1 — สุขภาพ: ค่ารักษาพยาบาลเป็นความเสี่ยงที่เกิดได้กับทุกคนและเป็นค่าใช้จ่ายที่พุ่งเร็ว ทำความเข้าใจเงื่อนไขสำคัญอย่าง[การเคลม/สำรองจ่าย](/blog/health-insurance-claim-guide)และ[ระยะเวลารอคอย](/blog/waiting-period-explained)ให้ชัดก่อนตัดสินใจ
- เสาหลักที่ 2 — ชีวิต (สำหรับคนที่มีคนต้องดูแล): ถ้าคุณเป็นผู้หารายได้หลัก ความคุ้มครองชีวิตช่วยให้คนข้างหลังมีเงินก้อนประคองตัวเมื่อขาดคุณไป ส่วนจะเลือกแบบใด (ชั่วระยะเวลา/ตลอดชีพ/สะสมทรัพย์/บำนาญ) ขึ้นกับเป้าหมายและควรปรึกษาผู้มีใบอนุญาต
- เสริม — อุบัติเหตุ (PA) และโรคร้ายแรง: เบี้ยมักไม่แพงเมื่อเทียบกับความคุ้มครอง เติมได้เมื่อเสาหลักครบแล้ว
- ท้ายสุด — ออม/ลงทุนผ่านประกัน (เช่น สะสมทรัพย์ บำนาญ ยูนิตลิงค์): เป็นเรื่องเป้าหมายระยะยาว ไม่ควรเบียดงบความคุ้มครองพื้นฐาน และถ้าเป็นยูนิตลิงค์ ผู้เอาประกันต้องรับความเสี่ยงการลงทุนเอง ผลตอบแทนไม่การันตี
จำง่าย ๆ ว่า "คุ้มครองก่อน ออมทีหลัง" ประกันที่เน้นออม/ลงทุนมักมีเบี้ยสูง ถ้ารีบทุ่มเบี้ยก้อนใหญ่ไปก่อนมีประกันสุขภาพที่ดีพอ อาจกลายเป็นจ่ายเยอะแต่ความเสี่ยงที่กระทบจริงยังเปิดอยู่
งบประกันอยู่ตรงไหนของรายได้ทั้งก้อน

ถ้าลองมองภาพใหญ่ผ่านกรอบงบประมาณ 50/30/20 — แบ่งรายได้สุทธิเป็น 50% ความจำเป็น (ที่อยู่ อาหาร สาธารณูปโภค หนี้ขั้นต่ำ) · 30% ความต้องการ (บันเทิง ท่องเที่ยว) · 20% ออม-ลงทุน-ปลดหนี้เกินขั้นต่ำ — เบี้ยประกันคุ้มครอง (สุขภาพ/ชีวิต/อุบัติเหตุ) จัดเป็น "ความจำเป็น" ส่วนหนึ่ง เพราะมันคือการป้องกันไม่ให้เงินก้อนใหญ่หลุดมือ ขณะที่ประกันแนวออม/ลงทุนจะใกล้กับโซน 20% มากกว่า การมองแบบนี้ช่วยให้เห็นว่างบเบี้ยไม่ได้ลอยอยู่เดี่ยว ๆ แต่ต้องแชร์พื้นที่กับค่าใช้จ่ายและเงินออมส่วนอื่นของบ้าน
กรอบ 50/30/20 เป็นแนวคิดการจัดงบส่วนบุคคลที่ใช้กันแพร่หลาย (เผยแพร่เป็นภาษาไทยโดย ตลาดหลักทรัพย์ฯ Happy Money) เป็นเครื่องมือช่วยคิด ไม่ใช่สัดส่วนบังคับ ปรับให้เข้ากับชีวิตจริงได้ · as-of 2026-06-24
ตารางจัดสรรงบประกันตัวอย่าง
สมมติครอบครัวหนึ่งมีรายได้รวม 600,000 บาทต่อปี และตั้งกรอบเบี้ยรวมไว้ราว 10% (= 60,000 บาท/ปี ≈ 5,000 บาท/เดือน) ตารางด้านล่างเป็น *ตัวอย่างสมมติเพื่ออธิบายแนวคิดการแบ่งสัดส่วน* ไม่ใช่สูตรสำเร็จและไม่ใช่ราคาจริง ตัวเลขจริงขึ้นกับอายุ สุขภาพ แผนที่เลือก และบริษัทที่ทำ
| ความคุ้มครอง | สัดส่วนงบ (ตัวอย่าง) | เบี้ย/ปี (ประมาณการสมมติ) |
|---|---|---|
| สุขภาพ (เสาหลัก) | ~45% | 27,000 บาท |
| ชีวิต (เสาหลัก) | ~30% | 18,000 บาท |
| อุบัติเหตุ/โรคร้ายแรง | ~15% | 9,000 บาท |
| ออม/บำนาญ/ลดหย่อนเพิ่ม | ~10% | 6,000 บาท |
ตัวเลขในตารางเป็นเพียงตัวอย่างสมมติเพื่ออธิบายแนวคิด ไม่ใช่ราคาจริงและไม่ใช่คำแนะนำให้ซื้อแบบใด เบี้ยจริงต้องดูจากกรมธรรม์และเงื่อนไขของแต่ละบริษัท สามารถตรวจข้อมูลสิทธิและประเภทประกันได้ที่ คปภ. (oic.or.th) · as-of 2026-06-24
ระวัง! อย่าให้เบี้ยกินสภาพคล่อง
กับดักที่พบบ่อยคือ "ซื้อเกินตัว" — รับเบี้ยก้อนใหญ่เพราะความคุ้มครองดูสวย แต่พอเจอปีที่รายได้สะดุดก็จ่ายไม่ไหว เสี่ยงต้องเวนคืนกรมธรรม์ก่อนกำหนดและขาดทุน หัวใจคือเบี้ยต้องจ่าย *ไหวระยะยาว* ไม่ใช่แค่ปีแรก ลองถามตัวเองว่า ถ้ารายได้หายไป 6 เดือน ยังจ่ายเบี้ยชุดนี้ได้โดยไม่ต้องล้วงเงินสำรองฉุกเฉินไหม
- มี[เงินสำรองฉุกเฉิน](/blog/emergency-fund-vs-insurance) 3-6 เดือนของค่าใช้จ่ายก่อน แล้วค่อยขยับเพิ่มเบี้ย
- เลือกเบี้ยที่จ่ายไหวแม้รายได้ลดลง ไม่ใช่ตัวเลขเพดานสูงสุดที่เซลล์เสนอ
- ระวังกรมธรรม์ที่ผูกชำระยาวหลายสิบปี — ลองถามว่าจ่ายต่อเนื่องไหวตลอดสัญญาจริงไหม
- ถ้าเพิ่งซื้อแล้วรู้สึกเบี้ยหนักเกินไป อย่าลืมสิทธิ[Free Look Period](/blog/free-look-period-explained) (โดยทั่วไป 15 วันสำหรับการซื้อผ่านตัวแทน) ที่ขอคืนกรมธรรม์ได้
หักสิทธิลดหย่อนภาษี แล้วดู "เบี้ยสุทธิ" จริง
ข่าวดีคือเบี้ยประกันบางส่วนนำไป *ลดหย่อนภาษี* ได้ ทำให้ "ต้นทุนสุทธิ" ของงบประกันเบาลงตามฐานภาษีของคุณ ตัวเลขเพดานหลัก ๆ ที่กรมสรรพากรกำหนด (ปีภาษี 2567 ยื่นต้นปี 2568) มีดังนี้ — ใช้เป็นกรอบคิดงบ ไม่ใช่เหตุผลหลักในการซื้อ
| รายการเบี้ย | เพดานลดหย่อน | เงื่อนไขย่อ |
|---|---|---|
| เบี้ยประกันชีวิต | ≤ 100,000 บาท | กรมธรรม์อายุ 10 ปีขึ้นไป กับบริษัทในไทย |
| เบี้ยประกันสุขภาพตนเอง | ≤ 25,000 บาท | เมื่อรวมกับเบี้ยประกันชีวิตแล้วต้องไม่เกิน 100,000 บาท |
| เบี้ยประกันสุขภาพบิดามารดา | ≤ 15,000 บาท | บิดามารดามีเงินได้ไม่ถึงเกณฑ์ที่กำหนด |
| เบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ | ≤ 15% ของเงินได้ และ ≤ 200,000 บาท | อยู่ในเพดานรวมกลุ่มเกษียณ (RMF+บำนาญ+PVD+SSF ฯลฯ) ≤ 500,000 บาท |
ตัวเลขเพดานข้างต้นอ้างอิงเอกสารกรมสรรพากร "ผู้มีเงินได้มีสิทธิหักลดหย่อนอะไรได้บ้าง" (ปีภาษี 2567 · rd.go.th) · สิทธิและเงื่อนไขปรับได้ทุกปี ตรวจฉบับล่าสุดที่ rd.go.th ก่อนยื่นเสมอ · as-of 2026-06-24
คิดงบเป็น "เบี้ยสุทธิหลังลดหย่อน" จะเห็นภาพจริงขึ้น เช่น ถ้าได้คืนภาษีบางส่วน เบี้ยที่จ่ายจริงก็เบาลง — แต่อย่าซื้อประกันเพียงเพื่อ "ลดภาษี" ความคุ้มครองต้องตอบโจทย์ชีวิตจริงก่อนเสมอ ลองคำนวณคร่าว ๆ ได้ที่เครื่องคำนวณลดหย่อนและอ่านเงื่อนไขเต็มที่เงื่อนไขลดหย่อนประกันชีวิต
เช็กลิสต์ก่อนล็อกงบประกัน
- ☐ มีเงินสำรองฉุกเฉิน 3-6 เดือนของค่าใช้จ่ายแล้วหรือยัง
- ☐ มีประกันสุขภาพเป็นเสาหลักก่อนซื้ออย่างอื่นหรือยัง
- ☐ ถ้าเป็นเสาหลักของบ้าน มีความคุ้มครองชีวิตเพียงพอไหม (ปรึกษาผู้มีใบอนุญาต)
- ☐ เบี้ยรวมยังอยู่ในกรอบที่จ่ายไหวระยะยาวหรือไม่ (ลองสมมติรายได้ลด 6 เดือน)
- ☐ นำสิทธิลดหย่อนภาษีมาคิดเป็น "เบี้ยสุทธิ" แล้วหรือยัง
- ☐ ทบทวนงบใหม่ทุกครั้งที่ชีวิตเปลี่ยน (แต่งงาน มีลูก ซื้อบ้าน เปลี่ยนงาน)
สรุปคือ ไม่มีตัวเลข % เดียวที่ใช้ได้กับทุกคน หลัก 5-10-15% เป็นแค่กรอบให้เริ่มคิด สิ่งที่สำคัญกว่าคือ *จัดลำดับความคุ้มครองให้ถูก* และ *จ่ายไหวจริงในระยะยาว* เมื่อชีวิตเปลี่ยน อย่าลืมกลับมาทบทวนงบใหม่ และเก็บกรมธรรม์ทั้งหมดไว้ในที่เดียวเพื่อดูภาพรวมงบประกันทั้งบ้านได้ง่าย ๆ
KUMKRONG เป็นสื่อให้ความรู้ ไม่ใช่นายหน้าประกันภัย เนื้อหานี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำรายบุคคล และเราไม่เก็บข้อมูลส่วนตัวของคุณ การทำธุรกรรมประกันทั้งหมดดำเนินการบนเว็บไซต์ของบริษัทประกันที่มีใบอนุญาต








