ยอดโอนเด้งเข้าบัญชีทุกวันจากการขายเสื้อผ้าใน IG ปิดออเดอร์ขนมในไลน์ หรือรับพรีออเดอร์กระเป๋า พอใกล้ต้นปีทีไรก็มีเสียงในใจถามว่า "แบบนี้สรรพากรจะตามมาไหม ต้องเสียภาษีเท่าไหร่" ข่าวดีคือเรื่องภาษีแม่ค้าออนไลน์ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด ถ้าเข้าใจหลักไม่กี่ข้อ และที่สำคัญ คำว่า "ยื่น" กับ "เสีย" เป็นคนละเรื่องกัน หลายคนยื่นแบบแล้วเสียจริงศูนย์บาทด้วยซ้ำ บทความนี้ชวนไล่ทีละขั้น ตั้งแต่รายได้เท่าไหร่ถึงเข้าข่าย ไปจนถึงเรื่อง VAT ที่หลายคนมองข้าม
KUMKRONG เป็นสื่อให้ความรู้ ไม่ใช่ที่ปรึกษาภาษีหรือนายหน้า บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำเฉพาะบุคคล ตัวเลขเกณฑ์ อัตรา และค่าลดหย่อนเปลี่ยนได้ตามกฎหมาย ก่อนยื่นจริงควรตรวจล่าสุดกับกรมสรรพากร (สายด่วน 1161 / rd.go.th) หรือปรึกษาผู้ทำบัญชี/ที่ปรึกษาภาษีที่มีใบอนุญาต เราไม่เก็บข้อมูลส่วนตัวหรือข้อมูลการเงินของคุณ
"ยื่น" กับ "เสีย" ไม่เหมือนกัน
กฎเหล็กข้อแรกที่ทำให้สบายใจขึ้นมาก คือ มีรายได้ = มี "หน้าที่ยื่น" แบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แต่จะ "เสียจริง" ไหม ขึ้นกับรายได้สุทธิ (หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน) ว่าถึงเกณฑ์ที่ต้องเสียหรือไม่ ถ้ารายได้สุทธิไม่เกิน 150,000 บาท กฎหมายยกเว้นภาษีให้ เท่ากับเสียศูนย์บาท แต่ยังต้องยื่นแบบอยู่ดี เพื่อให้ข้อมูลครบและไม่เป็นปัญหาภายหลัง
รายได้เท่าไหร่ถึง "ต้องยื่น"
กรมสรรพากรกำหนด "เงินได้ขั้นต่ำที่ต้องยื่นแบบ" โดยดูที่ยอดรายได้รวมทั้งปี (เงินได้พึงประเมิน ก่อนหักค่าใช้จ่าย) ไม่ใช่กำไร จุดนี้คนพลาดกันเยอะ เพราะคิดว่าขายแทบไม่เหลือกำไรเลยคงไม่ต้องยื่น แต่ความจริงคือถ้ายอดขายรวมถึงเกณฑ์ ก็มีหน้าที่ยื่นแล้ว รายได้จากการขายของออนไลน์ถือเป็น "เงินได้ประเภทอื่น" (ไม่ใช่เงินเดือน) เกณฑ์จึงต่ำกว่าเงินเดือนล้วน
| สถานะ | ประเภทเงินได้ | รายได้รวมทั้งปีที่ทำให้ต้องยื่น |
|---|---|---|
| โสด | เงินเดือนอย่างเดียว (40(1)) | เกิน 120,000 บาท |
| โสด | เงินได้อื่น เช่น ค้าขายออนไลน์ | เกิน 60,000 บาท |
| สมรส | เงินเดือนอย่างเดียว (รวมสองฝ่าย) | เกิน 220,000 บาท |
| สมรส | เงินได้อื่น เช่น ค้าขาย (รวมสองฝ่าย) | เกิน 120,000 บาท |
ดูที่ "รายได้รวม" ไม่ใช่กำไร เช่น ขายของได้ทั้งปี 200,000 บาท ต้นทุน 150,000 บาท เหลือกำไร 50,000 บาท ก็ยังต้องยื่น เพราะรายได้รวมเกิน 60,000 บาทแล้ว (สำหรับคนโสด) ส่วนจะเสียภาษีจริงเท่าไหร่ค่อยไปคำนวณจากรายได้สุทธิอีกที
ขายออนไลน์คือ "เงินได้ประเภทที่ 8"

รายได้จากการค้าขาย ทั้งซื้อมาขายไป ขายของที่ผลิตเอง หรือรับพรีออเดอร์ จัดเป็น "เงินได้ประเภทที่ 8" ตามมาตรา 40(8) จุดเด่นที่ช่วยวางแผนได้คือ เลือกวิธีหักค่าใช้จ่ายได้ 2 แบบ แล้วเลือกแบบที่ทำให้รายได้สุทธิ (และภาษี) น้อยกว่า
| วิธีหักค่าใช้จ่าย | หักได้เท่าไหร่ | เหมาะกับใคร |
|---|---|---|
| หักแบบเหมา | 60% ของรายได้ (ไม่ต้องมีเอกสาร) | ต้นทุนจริงต่ำกว่า 60% หรือเก็บบิลไม่ครบ |
| หักตามจริง | เท่าที่จ่ายจริง (ต้องมีหลักฐาน/ใบเสร็จครบ) | ต้นทุนสูงกว่า 60% และเก็บเอกสารได้ครบ |
อัตราเหมา 60% เป็นอัตราสำหรับ "การขายของที่ผู้ขายไม่ได้เป็นผู้ผลิตเอง" (พ่อค้าแม่ค้าซื้อมาขายไปทั่วไป) ตามพระราชกฤษฎีกาฯ ฉบับที่ 629 พ.ศ. 2560 ที่ปรับลดอัตราเหมาลงมา ทั้งนี้เงินได้ 40(8) บางประเภทมีอัตราเฉพาะที่ต่างออกไป ถ้าธุรกิจของคุณเป็นแบบเฉพาะ (เช่น โรงงานผลิต รับเหมา) ควรตรวจอัตราของกิจการคุณกับกรมสรรพากรอีกครั้ง
เคล็ดเลือกวิธีหัก: สินค้าต้นทุนสูง กำไรต่อชิ้นน้อย เช่น มือถือ ทอง อุปกรณ์ไอที การหักตามจริงมักคุ้มกว่า แต่ต้องเก็บใบเสร็จซื้อของให้ครบ ส่วนงานแฮนด์เมดหรือของต้นทุนต่ำ หักเหมา 60% มักง่ายและคุ้มกว่า ลองคำนวณทั้งสองแบบแล้วเทียบก่อนตัดสินใจ
คำนวณคร่าว ๆ ว่าต้องเสียเท่าไหร่
หลังหักค่าใช้จ่ายแล้ว ยังหัก "ค่าลดหย่อน" ได้อีก เช่น ค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท เงินสมทบประกันสังคม เบี้ยประกัน กองทุนต่าง ๆ เหลือเท่าไหร่จึงเป็น "รายได้สุทธิ" ที่นำไปเข้าอัตราภาษีแบบขั้นบันได ใครรายได้สุทธิไม่เกิน 150,000 บาท ได้รับยกเว้น เสียศูนย์บาท
ตัวอย่าง: ขายของออนไลน์ทั้งปี 500,000 บาท → หักเหมา 60% = 300,000 บาท เหลือ 200,000 บาท → หักลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท เหลือรายได้สุทธิ 140,000 บาท → ไม่เกิน 150,000 บาท จึงเสียภาษีศูนย์บาท แต่ยังต้องยื่นแบบนะคะ (ตัวอย่างนี้คิดเฉพาะลดหย่อนส่วนตัว ของจริงอาจมีลดหย่อนอื่นอีก)
ยื่นปีละ 2 รอบ อย่าลืมรอบกลางปี
จุดที่แม่ค้าออนไลน์พลาดบ่อยที่สุดคือ คิดว่ายื่นแค่ต้นปีรอบเดียวเหมือนมนุษย์เงินเดือน แต่ผู้มีเงินได้ 40(8) (รวมถึง 40(5)-(7)) ต้องยื่น "ครึ่งปี" ด้วย คือแบบ ภ.ง.ด.94 ที่นับเฉพาะรายได้ ม.ค.–มิ.ย. ข่าวดีคือ ภาษีที่จ่ายไปตอนยื่น ภ.ง.ด.94 นำมาเป็น "เครดิต" หักออกตอนยื่นภาษีทั้งปี (ภ.ง.ด.90) ได้ ไม่ได้เสียซ้ำซ้อน
| แบบ | นับรายได้ช่วง | ช่วงเวลายื่น |
|---|---|---|
| ภ.ง.ด.94 (ครึ่งปี) | ม.ค.–มิ.ย. | 1 ก.ค.–30 ก.ย. ปีเดียวกัน |
| ภ.ง.ด.90 (ทั้งปี) | ม.ค.–ธ.ค. | ม.ค.–มี.ค. ปีถัดไป |
ภาษีที่ชำระตอนยื่น ภ.ง.ด.94 (ครึ่งปี) นำไปเครดิตในการคำนวณภาษีตามแบบ ภ.ง.ด.90 (ทั้งปี) ได้ตามที่กรมสรรพากรระบุ ดังนั้นยื่นครึ่งปีไม่ใช่การเสียเพิ่ม แต่เป็นการทยอยจ่ายล่วงหน้า
แล้ว VAT ล่ะ ต้องจดไหม
ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เป็นคนละเรื่องกับภาษีเงินได้ ไม่เกี่ยวกับกำไร แต่ดูที่ "ยอดขาย" ถ้ารายรับจากการขายสินค้า/บริการเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี มีหน้าที่ยื่นคำขอจดทะเบียน VAT (แบบ ภ.พ.01) ภายใน 30 วันนับแต่วันที่รายรับเกินเกณฑ์ จากนั้นต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 เป็นรายเดือน และเรียกเก็บ VAT อัตรามาตรฐาน 7% จากลูกค้า ใครยอดยังไม่ถึง 1.8 ล้านก็ยังไม่ต้องจด
ปัจจุบันสถาบันการเงินมีหน้าที่ส่งข้อมูลธุรกรรมลักษณะเฉพาะให้กรมสรรพากร (เช่น ฝาก/รับโอนเข้าบัญชีถี่มาก หรือยอดรวมสูงถึงเกณฑ์ที่กำหนด) การยื่นให้ถูกต้องครบถ้วนจึงสบายใจกว่าในระยะยาว เกณฑ์รายละเอียดอาจปรับได้ ตรวจล่าสุดกับกรมสรรพากร · ข้อมูล ณ มิ.ย. 2569
เริ่มจัดระเบียบง่าย ๆ ได้เลยวันนี้
ไม่ต้องรอให้ถึงสิ้นปีค่อยปวดหัว เริ่มจาก 3 อย่างนี้ก่อน: หนึ่ง แยกบัญชีร้านออกจากบัญชีส่วนตัว จะดูยอดและพิสูจน์รายได้/ต้นทุนง่ายขึ้นมาก สอง เก็บยอดขายและบิลซื้อของให้เป็นระบบทุกเดือน (ถ่ายรูป/สแกนเก็บไว้ก็ได้) เผื่อเลือกหักตามจริง สาม ลองประมาณการภาษีของตัวเองด้วยตัวเลขจริง เทียบทั้งหักเหมาและหักตามจริง จะได้รู้ล่วงหน้าว่าปลายปีต้องเตรียมเงินไว้เท่าไหร่
เช็กลิสต์แม่ค้าออนไลน์: 1) รวมยอดขายทั้งปี เกิน 60,000 บาท (โสด) → ต้องยื่น 2) เลือกวิธีหักค่าใช้จ่าย (เหมา 60% หรือตามจริง) 3) อย่าลืมรอบกลางปี ภ.ง.ด.94 (ก.ค.–ก.ย.) 4) ยอดขายเกิน 1.8 ล้าน/ปี → จด VAT ภายใน 30 วัน 5) ตัวเลขเกณฑ์/อัตราทั้งหมด ตรวจล่าสุดกับกรมสรรพากร 1161
บทความนี้เป็นข้อมูลเพื่อการศึกษา ตัวเลขเกณฑ์ อัตราภาษี และค่าลดหย่อนอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามกฎหมาย กรุณาตรวจสอบเงื่อนไขล่าสุดกับกรมสรรพากร (สายด่วน 1161 / rd.go.th) ก่อนยื่นจริง หรือปรึกษาผู้ทำบัญชี/ที่ปรึกษาภาษีที่มีใบอนุญาตสำหรับกรณีเฉพาะของคุณ




