ตอนที่ธุรกิจเริ่มไปได้สวย หรือรายได้ฟรีแลนซ์เริ่มก้อนโตขึ้นทุกปี มักมีคำถามหนึ่งโผล่มาในหัวเสมอ — เรายังเสียภาษีในนาม "บุคคลธรรมดา" ต่อไปดี หรือถึงเวลาจดบริษัทเป็น "นิติบุคคล" แล้วนะ คำตอบไม่ได้มีสูตรเดียวที่ใช้ได้กับทุกคน เพราะมันขึ้นกับ 3 อย่างหลัก ๆ คือ กำไรของคุณ ต้นทุนจริงของธุรกิจ และความพร้อมเรื่องเอกสาร บทความนี้จะพาแยกให้เห็นทีละชั้น พร้อมตัวเลขจริงจากกรมสรรพากร เพื่อให้คุณคำนวณเองได้ว่าแบบไหนเข้าทางคุณมากกว่า

อ่านจบแล้วคุณจะ: เข้าใจว่าภาษี 2 แบบนี้คิดคนละฐานกันยังไง, เห็นว่าจุดที่ควรเริ่มนั่งคำนวณเรื่องจดบริษัทอยู่ราวไหน, และรู้ว่าต้นทุนแฝงของการเป็นนิติบุคคลมีอะไรบ้าง — ตัวเลขในบทความเป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการศึกษา (ข้อมูล ณ มิ.ย. 2569) ควรคำนวณจากตัวเลขจริงของคุณและปรึกษานักบัญชี/ผู้สอบบัญชีก่อนตัดสินใจเสมอ

ความต่างที่ตัวจริง: คนละ "นิติฐานะ" กันเลย

บุคคลธรรมดา คือ ตัวคุณเอง รายได้ที่เข้ามาถือเป็นเงินของคุณโดยตรง และเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแบบขั้นบันได ส่วนนิติบุคคล (บริษัทจำกัด หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล) คือการสร้าง "บุคคลตามกฎหมาย" ขึ้นมาใหม่ แยกออกจากตัวคุณ บริษัทมีเงินของบริษัท มีภาษีของบริษัท (ภาษีเงินได้นิติบุคคล) และถ้าคุณอยากดึงเงินบริษัทออกมาใช้ส่วนตัว ต้องจ่ายให้ตัวเองเป็นเงินเดือนหรือเงินปันผล ซึ่งเงินก้อนนั้นจะถูกคิดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอีกชั้นหนึ่ง จุดนี้คือหัวใจที่หลายคนมองข้าม

เทียบภาพรวม บุคคลธรรมดา vs นิติบุคคล
ประเด็นบุคคลธรรมดานิติบุคคล (บริษัท)
ฐานที่ใช้คิดภาษีเงินได้สุทธิ (หลังหักค่าใช้จ่าย+ค่าลดหย่อน)กำไรสุทธิทางภาษีของบริษัท
อัตราภาษีขั้นบันได 0–35%SME ขั้นบันได 0/15/20% · ทั่วไป 20% ตั้งแต่บาทแรก
การหักค่าใช้จ่ายเลือกหักเหมา หรือหักตามจริงหักตามจริงเท่านั้น (ต้องมีบิล/เอกสาร)
งานเอกสารน้อย ยื่นปีละ 1–2 ครั้ง (ภ.ง.ด.90/94)ทำบัญชี+ปิดงบทุกปี มีผู้สอบบัญชีเซ็น
ต้นทุนดูแลต่อปีต่ำมากมีค่าทำบัญชี+ค่าสอบบัญชีทุกปี
ความรับผิดไม่จำกัด (ถึงทรัพย์สินส่วนตัว)จำกัดตามทุนที่ยังส่งใช้ไม่ครบ

ภาษีคิดต่างกันยังไง — ดูตัวเลขจริง

บุคคลธรรมดาเสียภาษีแบบ "ขั้นบันได" คือยิ่งเงินได้สุทธิเยอะ อัตราของส่วนที่เกินขั้นก็ยิ่งสูงขึ้นเป็นชั้น ๆ ตั้งแต่ยกเว้น (0%) ไปจนสูงสุด 35% โครงสร้างนี้เป็นกฎหมายปัจจุบันและค่อนข้างนิ่ง (ข้อมูล ณ มิ.ย. 2569)

อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ขั้นบันได)
เงินได้สุทธิ (บาท/ปี)อัตราภาษีของส่วนนั้น
0 – 150,000ยกเว้น
150,001 – 300,0005%
300,001 – 500,00010%
500,001 – 750,00015%
750,001 – 1,000,00020%
1,000,001 – 2,000,00025%
2,000,001 – 5,000,00030%
5,000,001 ขึ้นไป35%

ส่วนนิติบุคคลคิดภาษีจาก "กำไรสุทธิทางภาษี" ของบริษัท (รายได้หักค่าใช้จ่ายที่กฎหมายให้หักได้) ถ้าบริษัทเข้าเงื่อนไข SME — คือทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว ไม่เกิน 5 ล้านบาท และมีรายได้ทั้งปี ไม่เกิน 30 ล้านบาท (ต้องเข้าทั้งสองข้อ) — จะได้อัตราขั้นบันไดที่ต่ำกว่าด้านล่างนี้ แต่ถ้าไม่เข้าเงื่อนไข SME จะเสีย 20% ตั้งแต่บาทแรกของกำไร

อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับ SME (เข้าเงื่อนไขทุน ≤5 ล้าน และรายได้ ≤30 ล้าน/ปี)
กำไรสุทธิ (บาท/ปี)อัตราภาษี
0 – 300,000ยกเว้น
300,001 – 3,000,00015%
3,000,001 ขึ้นไป20%

จุดต่างที่สำคัญที่สุด: บุคคลธรรมดาคิดจาก "เงินได้สุทธิ" หลังหักค่าใช้จ่าย (เลือกหักเหมา หรือหักตามจริง) และค่าลดหย่อน — ส่วนนิติบุคคลคิดจาก "กำไรสุทธิ" ที่ต้องพิสูจน์ด้วยเอกสารจริงทุกบาท ดังนั้นการเทียบสองแบบให้แฟร์ ต้องเทียบบนฐานหลังหักค่าใช้จ่ายแล้วทั้งคู่ ไม่ใช่จากยอดรายได้ทั้งก้อน

ลองเทียบภาระภาษีเมื่อกำไรเพิ่มขึ้น

สิทธิและความคุ้มครองของแรงงานมีรายละเอียดที่ควรตรวจสอบ

ตารางนี้คือ "ตัวอย่างเพื่อการศึกษา" สมมติให้ตัวเลขฐานหลังหักค่าใช้จ่ายแล้วเท่ากันทั้งสองฝั่ง (ฝั่งบุคคลคิดเป็นเงินได้สุทธิก่อนหักค่าลดหย่อนส่วนตัว ฝั่งนิติคิดเป็นกำไรสุทธิ) เพื่อให้เห็น "รูปทรง" ของภาษีล้วน ๆ ของจริงจะต่างออกไปตามค่าลดหย่อน เงินเดือนกรรมการ และเงินปันผลที่ดึงออกมา

ตัวอย่างภาระภาษีโดยประมาณ (ข้อมูล ณ มิ.ย. 2569 · เพื่อการศึกษา) (บาท)
กำไร 5 แสน · บุคคล
27,500
กำไร 5 แสน · นิติ SME
30,000
กำไร 1.5 ล้าน · บุคคล
240,000
กำไร 1.5 ล้าน · นิติ SME
180,000
กำไร 3 ล้าน · บุคคล
665,000
กำไร 3 ล้าน · นิติ SME
405,000

อ่านกราฟนี้ยังไง: ตอนกำไรยังน้อย (เช่น 5 แสน) บุคคลธรรมดามักได้เปรียบเล็กน้อย เพราะมีช่วงยกเว้น 150,000 แรกและขั้นบันไดต่ำ (เสียราว 27,500 บาท เทียบกับนิติ 30,000 บาท) แต่พอกำไรขยับขึ้น อัตราขั้นบันไดของบุคคลธรรมดาจะไต่เร็วกว่า — ที่กำไร 1.5 ล้าน บุคคลเสียราว 240,000 ขณะที่นิติ SME เสีย 180,000 และยิ่งห่างที่กำไร 3 ล้าน (ราว 665,000 เทียบ 405,000) นี่คือเหตุผลที่หลายคนเริ่มคิดเรื่องจดบริษัทเมื่อกำไรแตะหลักล้าน

ตัวเลขในกราฟเป็นภาษีฝั่งเดียวเท่านั้น ยังไม่รวม "ภาษีชั้นที่สอง" ของนิติบุคคล: เวลาดึงกำไรออกจากบริษัทมาใช้ส่วนตัวเป็นเงินปันผล จะถูกหัก ณ ที่จ่าย 10% และอาจต้องนำไปคำนวณภาษีบุคคลธรรมดาอีก ฉะนั้นภาพ "นิติถูกกว่า" จะจริงก็ต่อเมื่อคุณเก็บกำไรไว้ลงทุนต่อในบริษัท ไม่ได้ดึงออกมาใช้หมด

แล้วจุดคุ้มทุนอยู่ตรงไหน

ตัวเลขคร่าว ๆ ที่นักบัญชีหลายคนใช้เป็นจุดเริ่มคิดคือ เมื่อกำไรสุทธิแตะราว 1 ล้านบาท/ปี ก็ควรนั่งคำนวณจริงจังว่าจดบริษัทคุ้มไหม แต่ย้ำว่านี่เป็น "จุดเริ่มคิด" ไม่ใช่กฎตายตัว เพราะการเป็นนิติบุคคลมีต้นทุนแฝงที่ต้องเอามาหักลบจากภาษีที่ประหยัดได้ด้วยเสมอ

  • ค่าทำบัญชีรายเดือน + ค่าปิดงบและสอบบัญชีปลายปี (เป็นค่าใช้จ่ายประจำทุกปี)
  • แบบที่ต้องยื่นเพิ่ม เช่น ภ.ง.ด.50 (ภาษีประจำปี), ภ.ง.ด.51 (ครึ่งปี), และ ภ.พ.30 ถ้าจดทะเบียน VAT
  • วินัยเอกสาร: ทุกค่าใช้จ่ายต้องมีบิล/ใบกำกับภาษี มิฉะนั้นหักเป็นต้นทุนไม่ได้
  • เวลาและความใส่ใจในการแยกเงินบริษัทกับเงินส่วนตัวให้ขาดจากกัน

เกร็ดที่เกี่ยวข้อง: ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล ถ้ามีรายรับจากการขายสินค้า/บริการ เกิน 1.8 ล้านบาท/ปี ต้องยื่นจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT, แบบ ภ.พ.01) ภายใน 30 วันนับจากวันที่รายรับเกินเกณฑ์ และเริ่มเก็บ VAT 7% — เกณฑ์นี้ผูกกับ "รายรับ" ไม่ใช่รูปแบบนิติฐานะ (ข้อมูล ณ มิ.ย. 2569)

แบบไหนเหมาะกับใคร

แทนที่จะถามว่า "แบบไหนดีกว่า" ลองถามว่า "ตอนนี้ธุรกิจเราอยู่ตรงไหน" สองชุดด้านล่างช่วยจับสัญญาณได้

  • เหมาะกับบุคคลธรรมดา: ฟรีแลนซ์/ธุรกิจเล็กที่กำไรยังไม่สูงมาก, อยากเริ่มง่าย เอกสารน้อย ไม่ต้องจ้างนักบัญชีประจำ, ใช้สิทธิหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ (เช่น เงินได้ธุรกิจตามมาตรา 40(8) หลายประเภทหักเหมาได้ ไม่ต้องเก็บบิลทุกใบ) — ข้อควรระวัง: พอกำไรโต ภาษีขั้นบันไดไต่เร็ว และคุณรับผิดด้วยทรัพย์สินส่วนตัว
  • เหมาะกับนิติบุคคล: ธุรกิจที่กำไรแตะหลักล้านและมีแนวโน้มโตต่อ, ต้องการแยกเงินบริษัทออกจากเงินส่วนตัวชัดเจน, ต้องการความน่าเชื่อถือเวลาทำงานกับคู่ค้า/ลูกค้าองค์กร — ข้อควรระวัง: มีต้นทุนบัญชี-สอบบัญชีทุกปี และต้องมีวินัยเอกสารสูง

การจดบริษัทไม่ได้แปลว่าเสียภาษีน้อยลงเสมอไป ถ้าธุรกิจไม่มีระบบเอกสารที่ดี หรือดึงกำไรออกมาใช้ส่วนตัวเกือบทั้งหมด คุณอาจเจอภาษีซ้อน (ภาษีบริษัท + ภาษีเงินปันผล/เงินเดือน) จนรวมแล้วไม่ได้ถูกลงอย่างที่หวัง การจดบริษัทให้คุ้มจึงมาคู่กับ "การวางระบบ" เสมอ

สรุป: ตัดสินใจจากตัวเลขจริงของคุณ

ถ้ากำไรยังไม่สูงและอยากเริ่มแบบเบา ๆ บุคคลธรรมดายังตอบโจทย์ แต่ถ้ากำไรเริ่มแตะหลักล้าน ธุรกิจโตต่อเนื่อง และคุณพร้อมดูแลเรื่องเอกสาร การจดนิติบุคคลอาจช่วยให้บริหารภาษีได้คล่องขึ้นและเพิ่มความน่าเชื่อถือ ทางที่ดีที่สุดคือเอาตัวเลขจริงของคุณ — รายได้ ค่าใช้จ่ายที่พิสูจน์ได้ และเงินที่ต้องดึงออกมาใช้ส่วนตัว — ไปลองคำนวณทั้งสองแบบ แล้วคุยกับนักบัญชี เพราะแต่ละธุรกิจมีรายละเอียดต่างกัน ส่วนเรื่องจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท สามารถดูขั้นตอนได้ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (สายด่วน DBD 1570)

KUMKRONG เป็นสื่อให้ความรู้เพื่อการศึกษา ไม่ใช่ที่ปรึกษาภาษีหรือนายหน้า บทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำภาษีหรือการลงทุนรายบุคคล ตัวเลขทั้งหมดเป็นตัวอย่าง/ประมาณการ (ข้อมูล ณ มิ.ย. 2569) อัตราและเงื่อนไขอาจเปลี่ยนแปลง โปรดตรวจสอบล่าสุดกับกรมสรรพากร (rd.go.th) หรือปรึกษานักบัญชี/ผู้สอบบัญชีที่มีใบอนุญาตก่อนตัดสินใจจริง