พนักงานคนแรกเซ็นสัญญาเข้าทำงานวันนี้ พรุ่งนี้เขาขับรถไปส่งของแล้วเกิดอุบัติเหตุ — ใครเป็นคนจ่ายค่ารักษา และคุณในฐานะนายจ้างมีหน้าที่อะไรบ้าง คำตอบไม่ได้อยู่ที่เงินประกันสังคมที่หักจากเงินเดือนทุกเดือนอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่อยู่ที่อีกกองหนึ่งชื่อ "กองทุนเงินทดแทน" ที่เงียบกว่ามาก เพราะลูกจ้างไม่เคยเห็นในสลิป — นายจ้างจ่ายให้ฝ่ายเดียว บทความนี้จะอธิบายว่ามันคืออะไร นายจ้างจ่ายเท่าไหร่ ลูกจ้างได้อะไรเมื่อเกิดเหตุ และทำไมมันถึงคนละกองกับประกันสังคมที่คุณรู้จัก

สรุปสั้น: กองทุนเงินทดแทน = คุ้มครองลูกจ้างเมื่อเจ็บ/ทุพพลภาพ/ตาย "เนื่องจากการทำงาน" · นายจ้างจ่ายเข้ากองทุนเป็นรายปี อัตรา 0.2-1.0% ของค่าจ้างรวมทั้งปี (นับคนละไม่เกิน 240,000 บาท/ปี) · ลูกจ้างไม่ต้องจ่ายแม้แต่บาทเดียว ส่วนกองทุนประกันสังคม คุ้มครอง 7 กรณีที่ไม่เกี่ยวกับงาน (เจ็บป่วยทั่วไป คลอดบุตร ชราภาพ ว่างงาน ฯลฯ) และหารจ่ายกัน 3 ฝ่าย (ลูกจ้าง+นายจ้าง+รัฐ) · ข้อมูล ณ มิ.ย. 2569

กองทุนเงินทดแทนคืออะไร

กองทุนเงินทดแทน (Workers' Compensation Fund) เป็นกองทุนภายใต้สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน เพื่อเป็นหลักประกันให้ลูกจ้างเมื่อ "ประสบอันตราย เจ็บป่วย ทุพพลภาพ สูญเสียอวัยวะ ตาย หรือสูญหาย อันเนื่องมาจากการทำงานให้นายจ้าง" คำที่ต้องขีดเส้นใต้คือ เนื่องมาจากการทำงาน เช่น พนักงานโรงงานบาดเจ็บจากเครื่องจักร พนักงานส่งของชนระหว่างวิ่งงาน หรือป่วยเป็นโรคที่เกิดจากสภาพการทำงานโดยตรง หากเหตุนั้นไม่เกี่ยวกับงาน (เช่น ลื่นล้มที่บ้านวันหยุด) จะไม่เข้ากองนี้

หัวใจของกองทุนนี้คือ นายจ้างเป็นผู้จ่ายเงินสมทบแต่เพียงฝ่ายเดียว เป็นการกระจายความเสี่ยงร่วมกัน แทนที่นายจ้างรายเดียวจะต้องแบกค่ารักษาก้อนโตเองเมื่อลูกจ้างเกิดอุบัติเหตุ ก็ให้กองทุนกลางเป็นคนจ่ายค่าทดแทนแทน ลูกจ้างจึงได้รับการดูแลทันทีโดยไม่ต้องรอฟ้องร้องหรือพิสูจน์ว่าใครผิด

นายจ้างต้องจ่ายเท่าไหร่

เงินสมทบกองทุนเงินทดแทนเก็บจากนายจ้างเป็นรายปี (คนละจังหวะกับเงินสมทบประกันสังคมที่หักจากเงินเดือนทุกเดือน) วิธีคิดคือ นำค่าจ้างรวมทั้งปีของลูกจ้างทุกคน — โดยนับค่าจ้างของแต่ละคนสูงสุดไม่เกิน 240,000 บาท/ปี — มาคูณกับอัตราเงินสมทบของประเภทกิจการ ซึ่งอยู่ระหว่าง 0.2% ถึง 1.0%

สูตรคำนวณ: (ค่าจ้างรวมทั้งปีของลูกจ้างทุกคน โดยนับคนละไม่เกิน 240,000 บาท/ปี) × อัตราเงินสมทบของประเภทกิจการ (0.2%-1.0%) = เงินสมทบที่นายจ้างต้องจ่ายต่อปี

อัตรา 0.2%-1.0% ไม่เท่ากันทุกธุรกิจ ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงของลักษณะงาน งานออฟฟิศที่เสี่ยงต่ำได้อัตราต่ำ ส่วนงานก่อสร้างหรือโรงงานที่เสี่ยงสูงได้อัตราสูงกว่า ตารางด้านล่างเป็นตัวอย่างสมมติเพื่อให้เห็นภาพการคำนวณเท่านั้น — อัตราจริงของกิจการคุณต้องดูจากใบประเมินของ สปส. เพราะ สปส. เป็นผู้กำหนดรหัสประเภทกิจการและอัตราให้แต่ละนายจ้าง

ตัวอย่างการคำนวณเงินสมทบรายปี (ตัวเลขสมมติเพื่อให้เห็นภาพ ไม่ใช่อัตราจริงของกิจการคุณ)
ประเภทกิจการ (ตัวอย่าง)อัตราโดยประมาณค่าจ้างรวมทั้งปีเงินสมทบโดยประมาณ
ออฟฟิศ/ที่ปรึกษา (เสี่ยงต่ำ)0.2%1,000,000 บาท2,000 บาท/ปี
ร้านค้า/ค้าปลีกทั่วไป0.3-0.5%1,000,000 บาท3,000-5,000 บาท/ปี
โรงงานผลิต (เสี่ยงปานกลาง)0.6-0.8%1,000,000 บาท6,000-8,000 บาท/ปี
ก่อสร้าง (เสี่ยงสูง)1.0%1,000,000 บาท10,000 บาท/ปี

กลไกลดอัตราเมื่อดูแลความปลอดภัยดี: ช่วงปีแรก ๆ นายจ้างจ่ายตามอัตราหลักของประเภทกิจการ เมื่อขึ้นปีที่ 5 เป็นต้นไป สปส. จะนำ "อัตราส่วนการสูญเสีย" (ประวัติการเคลม) มาประเมินอัตราใหม่ บริษัทที่อุบัติเหตุน้อย อัตราอาจ "ลดลง" แต่ถ้าเคลมเยอะ อัตราอาจ "เพิ่มขึ้น" การลงทุนเรื่องความปลอดภัยในที่ทำงานจึงประหยัดเงินสมทบได้จริง · เงื่อนไขรายละเอียดตรวจล่าสุดกับ สปส. 1506

เปรียบเทียบเงินสมทบโดยประมาณ ที่ค่าจ้างรวม 1 ล้านบาท/ปี (ตัวเลขสมมติ) (บาท/ปี)
ออฟฟิศ 0.2%
2,000
ค้าปลีก 0.4%
4,000
โรงงาน 0.7%
7,000
ก่อสร้าง 1.0%
10,000

แล้วต่างจากประกันสังคมยังไง

สิทธิและความคุ้มครองของแรงงานมีรายละเอียดที่ควรตรวจสอบ

นี่คือจุดที่คนสับสนมากที่สุด เพราะทั้งสองกองอยู่ใต้สำนักงานประกันสังคมเหมือนกัน แต่แยกบทบาทชัดเจน เส้นแบ่งง่าย ๆ คือ "เหตุนั้นเกิดจากงานหรือไม่" ถ้าบาดเจ็บ/ป่วย/ตายเพราะการทำงาน = ใช้สิทธิกองทุนเงินทดแทน ถ้าเป็นเรื่องทั่วไปที่ไม่เกี่ยวกับงาน (เช่น เป็นไข้หวัด คลอดลูก ชราภาพ ตกงาน) = ใช้สิทธิกองทุนประกันสังคม

กองทุนเงินทดแทน vs กองทุนประกันสังคม
หัวข้อกองทุนเงินทดแทนกองทุนประกันสังคม
คุ้มครองเรื่องเจ็บ/ทุพพลภาพ/ตาย "เนื่องจากการทำงาน"เจ็บป่วยทั่วไป คลอดบุตร ทุพพลภาพ ตาย สงเคราะห์บุตร ชราภาพ ว่างงาน (ไม่เกี่ยวกับงาน)
จำนวนกรณีคุ้มครอง4 กรณีค่าทดแทนจากการทำงาน7 กรณี
ใครจ่ายเงินสมทบนายจ้างจ่ายฝ่ายเดียวลูกจ้าง + นายจ้าง + รัฐบาล ร่วมกัน
จ่ายรายปีหรือรายเดือนรายปีรายเดือน (หักจากเงินเดือน)
ลูกจ้างเห็นในสลิปไหมไม่เห็น (นายจ้างจ่ายเอง)เห็น (ยอดหักประกันสังคม)

ข้อสังเกตสำคัญ: ทั้งสองกองทำงานคู่กันเพื่อให้ลูกจ้างไม่ตกหล่น แต่ใช้คนละกรณี การเข้าใจตรงนี้ช่วยให้ "เบิกถูกกอง" เวลาเกิดเหตุจริง — อุบัติเหตุจากงานต้องเบิกกองทุนเงินทดแทน ไม่ใช่จากเงินสมทบประกันสังคมรายเดือน

ลูกจ้างได้รับความคุ้มครองอะไรบ้าง

เมื่อลูกจ้างประสบเหตุจากการทำงาน กองทุนเงินทดแทนดูแล 4 กรณีหลัก ได้แก่ (1) ค่ารักษาพยาบาล (2) ค่าทดแทนการขาดรายได้ (3) ค่าทำศพ และ (4) ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงาน โดยค่าทดแทนการขาดรายได้คิดเป็น 70% ของค่าจ้างรายเดือน (ฐานคำนวณค่าจ้างสูงสุด 20,000 บาท จึงได้ค่าทดแทนสูงสุดไม่เกิน 14,000 บาท/เดือน) ระยะเวลาการจ่ายต่างกันตามความรุนแรง ดูตารางด้านล่าง

ค่าทดแทนการขาดรายได้ 4 กรณี (ข้อมูล ณ มิ.ย. 2569 · ตรวจล่าสุดกับ สปส.)
กรณีอัตราระยะเวลาจ่าย
หยุดงานรักษาตัว (ทำงานไม่ได้)70% ของค่าจ้างรายเดือนตั้งแต่วันแรกที่แพทย์ให้หยุด รวมไม่เกิน 1 ปี
สูญเสียอวัยวะ/สมรรถภาพในการทำงาน70% ของค่าจ้างรายเดือนไม่เกิน 10 ปี (ตามประเภทการสูญเสีย)
ทุพพลภาพ70% ของค่าจ้างรายเดือนไม่น้อยกว่า 15 ปี
ตายหรือสูญหายเนื่องจากการทำงาน70% ของค่าจ้างรายเดือน10 ปี (จ่ายแก่ทายาทผู้มีสิทธิ)

ส่วนค่ารักษาพยาบาล กองทุนดูแลตามที่จ่ายจริง โดยมีโครงสร้างเพดานแบบขั้น เริ่มต้นไม่เกิน 65,000 บาท หากบาดเจ็บรุนแรงหรือต้องรักษาต่อเนื่องสามารถเบิกเพิ่มได้เป็นขั้น ๆ จนถึงเพดานสูงสุดไม่เกิน 1,000,000 บาท และมีค่าทำศพ 50,000 บาท จ่ายแก่ผู้จัดการศพกรณีลูกจ้างเสียชีวิตจากการทำงาน

เพดานค่ารักษาพยาบาลกรณีเจ็บป่วย/ประสบอันตรายจากการทำงาน (ข้อมูล ณ มิ.ย. 2569)
ขั้นวงเงินเงื่อนไขโดยสรุป
เริ่มต้นไม่เกิน 65,000 บาทค่ารักษาตามที่จ่ายจริง กรณีทั่วไป
บาดเจ็บรุนแรง/รักษาต่อเนื่องเบิกเพิ่มได้อีกไม่เกิน 100,000 บาท (รวม ~165,000 บาท)ตามหลักเกณฑ์ที่กฎกระทรวงกำหนด
กรณีจำเป็นยิ่งขึ้นขยายต่อได้เป็นขั้น (เช่น ถึง 300,000 / 500,000 บาท)ตามความเห็นแพทย์และหลักเกณฑ์ สปส.
เพดานสูงสุดไม่เกิน 1,000,000 บาทกรณีรุนแรงที่สุดตามที่จ่ายจริง

ตัวเลขเหล่านี้ปรับปรุงเป็นระยะตามกฎกระทรวง (วงเงินค่ารักษาเคยปรับจากเดิม 50,000 → 65,000 บาท และขยายเพดานสูงสุดถึง 1,000,000 บาท) ก่อนใช้คำนวณสิทธิจริง แนะนำให้ตรวจเงื่อนไขล่าสุดกับสายด่วนประกันสังคม 1506 หรือเว็บไซต์ สปส. (wcfp.sso.go.th) เสมอ

นายจ้างมือใหม่ต้องทำอะไรบ้าง

  • ขึ้นทะเบียนนายจ้างกับสำนักงานประกันสังคมภายใน 30 วัน นับแต่วันที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป (พร้อมกับขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน)
  • รอใบประเมินเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนประจำปีจาก สปส. แล้วชำระภายในกำหนด (โดยทั่วไปคือช่วงต้นปีถัดไป)
  • ยื่นแบบแสดงเงินค่าจ้างประจำปี (แบบ กท.20ก) ตามที่ สปส. กำหนด เพื่อให้ สปส. คำนวณเงินสมทบและปรับปรุงอัตรา
  • เมื่อลูกจ้างประสบเหตุจากงาน รีบแจ้งและยื่นเอกสารขอรับเงินทดแทน (เช่น แบบ กท.16) ภายในกำหนด อย่าปล่อยให้เกินเวลา
  • เก็บเอกสาร ใบเสร็จ และข้อมูลค่าจ้างให้ครบ เผื่อมีการตรวจสอบหรือคำนวณอัตราใหม่
  • ลงทุนเรื่องความปลอดภัยในที่ทำงาน เพราะอุบัติเหตุน้อย = อัตราเงินสมทบในปีหลัง ๆ มีโอกาสลดลง

จุดที่คนเข้าใจผิดบ่อย: "จ่ายประกันสังคมรายเดือนแล้ว = คุ้มครองอุบัติเหตุจากงานครบ" — ไม่ใช่ค่ะ อุบัติเหตุจากการทำงานใช้สิทธิจากกองทุนเงินทดแทน (ที่นายจ้างจ่ายแยกเป็นรายปี) ไม่ใช่จากเงินสมทบรายเดือน เข้าใจตรงนี้ช่วยให้เบิกถูกกอง ไม่เสียเวลาและไม่เสียสิทธิ

สรุปง่าย ๆ กองทุนเงินทดแทนคือเกราะป้องกันความเสี่ยง "จากการทำงาน" ที่นายจ้างจ่ายให้ลูกจ้างฝ่ายเดียว คิดเป็นรายปีในอัตรา 0.2-1.0% ของค่าจ้าง (นับคนละไม่เกิน 240,000 บาท/ปี) ตามความเสี่ยงของงาน เมื่อเกิดเหตุ ลูกจ้างได้ค่ารักษาตามจริงสูงสุดถึง 1 ล้านบาท ค่าทดแทน 70% ของค่าจ้าง และค่าทำศพ 50,000 บาท ส่วนกองทุนประกันสังคมดูแลชีวิตด้านอื่นที่ไม่เกี่ยวกับงาน เมื่อแยกสองกองนี้ออกจากกันชัด คุณจะดูแลทั้งธุรกิจและทีมงานได้อย่างมั่นใจมากขึ้น มีคำถามเฉพาะเคส โทรสายด่วน สปส. 1506 หรือเรื่องสิทธิแรงงานอื่น ๆ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน 1546 ได้เลย

KUMKRONG เป็นสื่อให้ความรู้ ไม่ใช่นายหน้าประกันหรือที่ปรึกษากฎหมาย/แรงงาน บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำเฉพาะราย ตัวเลขและเงื่อนไขกองทุนเงินทดแทนปรับปรุงตามกฎกระทรวงเป็นระยะ ก่อนตัดสินใจหรือดำเนินการจริง โปรดตรวจสอบล่าสุดกับสำนักงานประกันสังคม (สายด่วน 1506 · wcfp.sso.go.th) หรือกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (สายด่วน 1546) · ข้อมูล ณ มิ.ย. 2569