ตัวเลขทุนประกันที่เราเซ็นในใบคำขอ ส่วนใหญ่ตั้งต้นจากคำถามผิดข้อ — "จ่ายเบี้ยเดือนละเท่าไหร่ไหว" แทนที่จะเป็น "ถ้าวันหนึ่งเราไม่อยู่ คนข้างหลังต้องใช้เงินเท่าไหร่จึงจะเดินต่อได้" สองคำถามนี้ให้ตัวเลขคนละโลก บทความนี้ขอชวนคิดจากคำถามหลัง คือคำนวณ "ทุนประกันชีวิต" จากภาระจริงที่เราทิ้งไว้และคนที่ยังต้องพึ่งรายได้ของเรา ด้วยสูตรเดียวที่จำง่าย กรอกเองได้ในกระดาษแผ่นเดียว
KUMKRONG เป็นสื่อให้ความรู้ ไม่ใช่นายหน้าหรือตัวแทนประกัน บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำเฉพาะบุคคล ตัวเลขทั้งหมดเป็นตัวอย่างเพื่อสอนวิธีคิด ไม่ใช่ราคาเบี้ยหรือการชี้นำให้ซื้อแผนใด ก่อนตัดสินใจทำประกันควรปรึกษาตัวแทน/นายหน้าที่มีใบอนุญาตจาก คปภ.
ทุนประกันคือ "เงินแทนตัวเรา" ไม่ใช่ตัวเลขที่เบี้ยถูกที่สุด
ทุนประกันชีวิต (Sum Assured) คือเงินก้อนที่บริษัทประกันจ่ายให้ผู้รับผลประโยชน์เมื่อผู้เอาประกันเสียชีวิต หน้าที่ของมันคือทำงานแทนรายได้ของเราต่อไปอีกระยะ จนกว่าครอบครัวจะตั้งหลักได้ ดังนั้นทุนที่ "พอ" จึงไม่ใช่เลขกลม ๆ ที่ฟังดูดี แต่เป็นเลขที่ครอบสองอย่าง คือ (1) ภาระที่เราทิ้งไว้ — หนี้ก้อนต่าง ๆ และ (2) ค่าใช้จ่ายที่คนข้างหลังต้องใช้ต่อ — ค่ากินอยู่ในบ้าน ค่าเล่าเรียนลูก ค่าดูแลพ่อแม่
ถ้าทุนน้อยเกินไป ครอบครัวอาจต้องขายบ้าน ถอนเงินเก็บก้อนสุดท้าย หรือลูกต้องย้ายโรงเรียน แต่ถ้าทุนสูงเกินจำเป็น เบี้ยก็กินสภาพคล่องวันนี้โดยไม่จำเป็น เป้าหมายจึงเป็นการหา "จุดพอดี" ที่อิงชีวิตจริงของเรา ไม่ใช่ของใครคนอื่น
สูตรเดียวที่ต้องจำ: หนี้ + (ค่าใช้จ่ายครอบครัวต่อปี × จำนวนปี) − สินทรัพย์ที่มี
แทนที่จะท่องหลายสูตร ขอชวนยึดโครงเดียวที่ครอบคลุมและตรงเหตุผลที่สุด นั่นคือมองว่าทุนประกัน = เงินที่ครอบครัวต้องใช้ทั้งหมด ลบด้วยเงินที่มีอยู่แล้ว ส่วนที่ "ขาด" คือทุนที่ควรซื้อเพิ่ม เขียนเป็นบรรทัดเดียวได้ว่า:
ทุนประกันที่ควรมี = หนี้สินคงค้างทั้งหมด + (ค่าใช้จ่ายครอบครัวต่อปี × จำนวนปีที่อยากให้มีเวลาตั้งหลัก) + ก้อนเป้าหมายระยะยาว (เช่น ค่าเรียนลูกจนจบ) − สินทรัพย์/ความคุ้มครองที่มีอยู่แล้ว
สามก้อนแรกคือ "ความต้องการ" ก้อนสุดท้ายคือ "สิ่งที่มีอยู่แล้ว" หัวใจที่หลายคนลืมคือการ "ลบสินทรัพย์ที่มี" ออก — เงินเก็บ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ประกันกลุ่มจากที่ทำงาน หรือกรมธรรม์เดิม ล้วนช่วยดูแลครอบครัวได้อยู่แล้ว ยิ่งมีมาก ทุนที่ต้องซื้อเพิ่มก็ยิ่งน้อยลง เบี้ยก็เบาลงตาม
กรอกทีละช่อง: เวิร์กชีตคำนวณทุนของคุณเอง

ลองทำตามตารางนี้ทีละบรรทัด คอลัมน์ขวาคือตัวอย่างของครอบครัวสมมติ — พ่อบ้าน/แม่บ้านที่เป็นเสาหลัก มีลูกเล็กหนึ่งคนและกำลังผ่อนบ้าน เพื่อให้เห็นภาพว่าตัวเลขแต่ละก้อนมาจากไหน
| ขั้น | รายการ | ที่มาของตัวเลข | ตัวอย่าง (บาท) |
|---|---|---|---|
| A | หนี้สินคงค้าง (ไม่รวมบ้าน) | หนี้รถ + บัตรเครดิต + สินเชื่อส่วนบุคคล | 300,000 |
| B | หนี้บ้านคงเหลือ | ยอดผ่อนคงค้างทั้งหมด เพื่อให้ครอบครัวอยู่บ้านเดิมได้ | 1,500,000 |
| C | ค่าใช้จ่ายครอบครัวต่อปี × จำนวนปี | ค่ากินอยู่ 30,000/เดือน = 360,000/ปี × 6 ปี (จนลูกโตพอ) | 2,160,000 |
| D | ก้อนเป้าหมายระยะยาว | ค่าเล่าเรียนลูกจนจบ + ค่าจัดงาน/ฉุกเฉิน | 1,000,000 |
| E | รวมความต้องการ | A + B + C + D | 4,960,000 |
| F | หักสินทรัพย์/ความคุ้มครองที่มี | เงินเก็บ + กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ + ประกันกลุ่ม/กรมธรรม์เดิม | 1,200,000 |
| G | ทุนที่ควรซื้อเพิ่ม | E − F | 3,760,000 |
ในตัวอย่างนี้ ความต้องการรวม (E) อยู่ที่ 4.96 ล้านบาท แต่เพราะครอบครัวมีเงินเก็บและกองทุนสำรองเลี้ยงชีพรวม 1.2 ล้านบาทอยู่แล้ว ทุนที่ต้อง "ซื้อเพิ่ม" จริง (G) จึงเหลือราว 3.76 ล้านบาท ตัวเลขนี้ต่างกันมากกับการเดาเป็นเลขกลม ๆ และต่างกับการลบสินทรัพย์หรือไม่ — นี่คือเหตุผลที่ขั้น F สำคัญที่สุด
อยากได้เลขเร็ว ๆ ก่อน? ลองตัวคูณรายได้เป็นจุดตั้งต้น
ถ้ายังไม่มีเวลานั่งกรอกทุกช่อง วิธีหยาบที่สุดคือเอารายได้ต่อปีคูณด้วยจำนวนปีที่อยากให้ครอบครัวมีเวลาปรับตัว ตำราการเงินส่วนใหญ่ใช้ช่วงราว 5–10 เท่าของรายได้ต่อปี ยิ่งมีคนพึ่งพิงมากและลูกยังเล็ก ยิ่งควรใช้ตัวคูณสูง วิธีนี้ดีไว้ "เช็กคร่าว ๆ" ว่าเลขจากเวิร์กชีตข้างบนเข้าเค้าไหม แต่ไม่ควรใช้แทน เพราะมันมองไม่เห็นหนี้บ้านและค่าเล่าเรียนลูก
| ตัวคูณ | ทุนโดยประมาณ | พอเหมาะกับสถานการณ์ |
|---|---|---|
| 5 เท่า | 1,800,000 บาท | โสด ไม่มีคนพึ่งพิง หนี้น้อย |
| 7 เท่า | 2,520,000 บาท | มีคู่หรือพ่อแม่ที่ต้องช่วยดูแลบ้าง |
| 10 เท่า | 3,600,000 บาท | มีลูกเล็ก เป็นเสาหลักหารายได้คนเดียว |
วิธีเช็กตัวเอง: คำนวณทั้งสองทาง (ตัวคูณรายได้ + เวิร์กชีต) ถ้าได้เลขใกล้กัน แปลว่ามาถูกทาง ถ้าต่างกันมาก ให้ย้อนดูว่าลืมภาระก้อนไหน (มักเป็นหนี้บ้านหรือค่าเรียนลูก) หรือลืมหักสินทรัพย์ก้อนใดไป
สี่จุดที่คนคำนวณพลาดบ่อย
- ลืมหักสินทรัพย์ที่มีอยู่ (ขั้น F) แล้วซื้อทุนเกินจริง จ่ายเบี้ยหนักโดยไม่จำเป็น
- นับรายได้แต่ลืมว่าเมื่อเราไม่อยู่ ค่าใช้จ่ายบางส่วนก็หายไปด้วย — ใช้ "ค่าใช้จ่ายครอบครัวต่อปี" ที่เหลือ ไม่ใช่รายได้เต็มจำนวน
- ลืมเงินเฟ้อ: ค่ากินอยู่ในอีกหลายปีข้างหน้าจะแพงขึ้น ธปท. ตั้งกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อทั่วไปไว้ที่ 1–3% ต่อปี (ตรวจกรอบปีล่าสุดที่ bot.or.th) เผื่อตัวเลขปีหลัง ๆ ไว้บ้าง
- ตั้งทุนครั้งเดียวแล้วลืม — ภาระเปลี่ยนทุกปี ทุนที่ใช่เมื่อ 5 ปีก่อนอาจมาก/น้อยเกินไปในวันนี้
ทบทวนทุนใหม่เมื่อชีวิตเปลี่ยน
ทุนประกันไม่ใช่เลขที่ตั้งครั้งเดียวจบ ภาระเปลี่ยน ทุนก็เปลี่ยน ควรกลับมาทบทวนทุก 2–3 ปี หรือเมื่อมีเหตุการณ์สำคัญ บางช่วงทุนที่ต้องการเพิ่มขึ้น บางช่วง (เช่น ผ่อนบ้านหมด ลูกเรียนจบ) ก็ลดลงได้จริง การลดทุนลงเมื่อภาระเบาลงไม่ใช่เรื่องเสียหาย — มันคือการคืนสภาพคล่องให้ตัวเองในวันที่ไม่ต้องแบกหนักเท่าเดิม
- มีลูกคนใหม่ → เพิ่มค่าเลี้ยงดูและก้อนค่าการศึกษา (ขั้น C และ D)
- ผ่อนบ้านหมด → ตัดก้อนหนี้บ้าน (ขั้น B) ออกได้ทั้งก้อน
- รายได้/ค่าครองชีพในบ้านสูงขึ้น → ขั้น C เพิ่มตาม
- พ่อแม่เริ่มต้องพึ่งพิงเรา → เพิ่มค่าดูแลระยะยาวเข้าไปในขั้น C
ประกันชีวิตมีหลายแบบ (ชั่วระยะเวลา/Term, ตลอดชีพ, สะสมทรัพย์, บำนาญ ตามการแบ่งของ คปภ. และยังมีแบบควบการลงทุน/ยูนิตลิงค์) แต่ละแบบให้ "ทุนต่อเบี้ย" ไม่เท่ากัน บทความนี้โฟกัสที่การหา "ตัวเลขทุน" ไม่ใช่การเลือกแบบหรือบริษัท เรื่องเลือกแบบให้เหมาะกับงบและเป้าหมาย ควรปรึกษาตัวแทน/นายหน้าที่มีใบอนุญาต และหากเป็นแบบควบการลงทุน โปรดจำไว้ว่าการลงทุนมีความเสี่ยง ผลตอบแทนไม่การันตี
สรุป: เริ่มจากตัวเลข แล้วค่อยไปหาแผน
ลำดับที่ถูกคือคำนวณ "ทุนที่ต้องการ" ก่อน แล้วค่อยไปดูว่าแบบประกันและเบี้ยแบบไหนพาเราไปถึงทุนนั้นในงบที่จ่ายไหว ไม่ใช่ตั้งต้นจากเบี้ยที่จ่ายได้แล้วยอมรับทุนเท่าที่เหลือ ถ้าคำนวณแล้วทุนที่ต้องการสูงจนเบี้ยแบบสะสมทรัพย์หรือตลอดชีพแพงเกินงบ ประกันแบบชั่วระยะเวลา (Term) ซึ่งเป็นความคุ้มครองล้วน มักให้ทุนสูงในเบี้ยที่เบากว่า เป็นจุดตั้งต้นที่หลายครอบครัวเลือก
อีกตัวช่วยลดต้นทุนสุทธิคือสิทธิภาษี — เบี้ยประกันชีวิต (กรมธรรม์คุ้มครอง 10 ปีขึ้นไป กับบริษัทในไทย) นำไปลดหย่อนได้ตามจ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาทต่อปีภาษี (ที่มา: กรมสรรพากร, สิทธิปีภาษี 2567 ยื่นต้นปี 2568 — ตรวจเพดานปีล่าสุดที่ rd.go.th ก่อนใช้สิทธิ) ทำให้ความคุ้มครองมีต้นทุนสุทธิเบาลง ดูรายละเอียดสิทธิทั้งหมดได้ที่คู่มือลดหย่อนภาษีของเรา
และเมื่อได้ทุนที่พอดีแล้ว สิ่งที่ทำให้ประกันมีค่าจริงคือ "ตอนเคลม" คนข้างหลังต้องรู้ว่ามีกรมธรรม์อยู่และทำเรื่องเป็น ลองศึกษาขั้นตอนการเคลมและเก็บข้อมูลกรมธรรม์ไว้ในที่ที่ครอบครัวหาเจอ เพื่อให้ทุนที่เราอุตส่าห์คำนวณมาถึงมือคนที่เรารักจริง ๆ








