ภาพข่าว "บริษัทประกันถูกเพิกถอนใบอนุญาต" ขึ้นหน้าฟีดทีไร หัวใจของคนที่จ่ายเบี้ยมาทั้งปีก็วูบไปเลยใช่ไหมคะ คำถามที่ตามมาคือ เงินก้อนที่ผ่อนส่งมาเพื่อคุ้มครองครอบครัว มันจะกลายเป็นศูนย์ไหม แล้วถ้าพรุ่งนี้มีเรื่องต้องเคลม ใครรับผิดชอบ บทความนี้อยากชวนดูระบบจริง ๆ ที่อยู่เบื้องหลังกรมธรรม์ของเรา ทีละชั้น แบบที่แม่บ้านดูแลเงินของบ้านควรรู้ไว้ เพื่อจะได้ตั้งหลักได้ถูก ไม่ใช่ตื่นตามข่าว

สรุปก่อนยาว: บริษัทประกันในไทยอยู่ใต้การกำกับของ คปภ. (สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย) และมี "กองทุน" ตามกฎหมายเป็นตาข่ายรองรับชั้นสุดท้าย เมื่อบริษัทถูกเพิกถอนใบอนุญาต กองทุนจะเข้ามาจ่ายให้ผู้มีสิทธิตามกรมธรรม์ โดยมีเพดาน ไม่เกิน 1,000,000 บาทต่อคน (รวมทุกสิทธิต่อบริษัทนั้น) — รู้ตัวเลขนี้ไว้ จะวางแผนได้ว่าทุนประกันก้อนใหญ่ควรกระจายไว้กับบริษัทที่มั่นคงแค่ไหน (ข้อมูล ณ 24 มิ.ย. 2569)

"เจ๊ง" ในข่าว กับ "เพิกถอนใบอนุญาต" ตามกฎหมาย ไม่เท่ากัน

คำว่าเจ๊งที่เราพูดกันติดปาก มักรวมหลายสถานการณ์เข้าด้วยกัน ทั้งที่ทางกฎหมายมีหลายระดับและผลต่อกรมธรรม์ต่างกันมาก บริษัทประกันไม่ได้หายไปเงียบ ๆ ในชั่วข้ามคืน เพราะ คปภ. มีเครื่องวัดฐานะการเงินที่ต้องส่งรายงานตลอด ทำให้มีสัญญาณเตือนล่วงหน้าก่อนถึงขั้นปิดกิจการเสมอ ลองไล่เป็นขั้นแบบนี้ค่ะ

ระดับสถานการณ์เมื่อบริษัทประกันมีปัญหา และผลต่อกรมธรรม์เรา
ระดับเกิดอะไรขึ้นผลต่อกรมธรรม์ของเรา
1. เฝ้าระวัง / สั่งแก้ไขคปภ. พบอัตราส่วนเงินกองทุนต่ำกว่าระดับเฝ้าระวัง สั่งเพิ่มทุน เสนอแผนแก้ไข หรือหยุดรับงานใหม่ชั่วคราวกรมธรรม์ยังคุ้มครองปกติ เคลมได้ตามเดิม
2. ควบคุมคปภ. ใช้อำนาจตามกฎหมายเข้าควบคุมกิจการ ตั้งคณะผู้ดูแลกรมธรรม์ยังมีผล แต่การพิจารณาเคลม/จ่ายอาจช้าลง ต้องติดตามประกาศ
3. เพิกถอนใบอนุญาตรัฐมนตรีสั่งเพิกถอน บริษัทเลิกประกอบธุรกิจประกันภัยกองทุนประกันวินาศภัย/ประกันชีวิตเข้ามารับช่วงจ่ายสิทธิตามเพดานที่กฎหมายกำหนด

ระหว่างทางก่อนถึงขั้นเพิกถอน คปภ. มักออกประกาศและเปิดช่องทางให้ผู้เอาประกันติดต่อเสมอ อย่าเพิ่งรีบยกเลิกกรมธรรม์เอง เพราะการบอกเลิกเองอาจทำให้เสียสิทธิบางอย่าง รอประกาศอย่างเป็นทางการจากนายทะเบียนก่อน แล้วทำตามขั้นตอนที่ระบุจะปลอดภัยกว่าค่ะ

อ่านฐานะบริษัทเองได้: CAR คือเลขที่ต้องเข้าใจให้ถูก

หัวใจที่ คปภ. ใช้ดูว่าบริษัทยัง "แข็งแรง" ไหม คือ อัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุน หรือ CAR (Capital Adequacy Ratio) ภายใต้กรอบ RBC2 พูดง่าย ๆ มันคือเงินกองทุนที่มี เทียบกับเงินกองทุนที่ต้องดำรงตามความเสี่ยงทั้งหมด ตรงนี้มีจุดที่บล็อกทั่วไปมักเข้าใจสลับกัน จนทำให้คนอ่านตกใจหรือชะล่าใจผิด ๆ เลยอยากแยกให้ชัด

เกณฑ์ CAR ตามกฎหมาย vs ระดับเฝ้าระวัง (ประกาศ คปภ. RBC2 พ.ศ. 2562, ข้อ 6)
เส้นตัวเลขความหมาย
ขั้นต่ำตามกฎหมาย (เส้นห้ามต่ำกว่า)100% และดำรงเงินกองทุนขั้นต่ำไม่น้อยกว่า 30 ล้านบาทถ้อยคำในประกาศคือ "ต้องไม่ต่ำกว่าร้อยละหนึ่งร้อย" หากต่ำกว่า 100% = ทำผิดเกณฑ์กฎหมาย ถือว่าเงินกองทุนไม่พอ
ระดับเฝ้าระวัง / ที่นายทะเบียนอาจกำหนดมาตรการ140% (ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2565 เป็นต้นไป; ช่วงปี 2562–2564 ใช้ 120%)ถ้าต่ำกว่า 140% ยังไม่ผิดกฎหมาย แต่เข้าข่ายให้ คปภ. จับตาและอาจสั่งมาตรการแก้ไข
ระดับที่อุ่นใจ (สังเกตเอง)มักเห็นบริษัทแข็งแรงอยู่ที่ 200% ขึ้นไปยิ่งสูงยิ่งมีกันชนหนา รองรับความเสี่ยง/เคลมก้อนใหญ่ได้ดีกว่า

จุดที่อยากย้ำ: ขั้นต่ำตามกฎหมายคือ 100% ไม่ใช่ 140% ค่ะ เลข 140% ที่หลายเว็บเรียกว่า "ขั้นต่ำตามกฎหมาย" จริง ๆ คือระดับเฝ้าระวัง สรุปง่าย ๆ — ต่ำกว่า 100% = ผิดเกณฑ์ (เงินกองทุนไม่พอ), 100–140% = ยังถูกกฎหมายแต่ถูกจับตา, สูงกว่า 140% โดยเฉพาะ 200%+ = สบายใจได้มากกว่า ตัวเลข CAR รายบริษัทดูได้จากงบการเงินที่บริษัทต้องเปิดเผย หรือผ่านเมนูบริษัทประกันภัยบนเว็บ คปภ. (ข้อมูล ณ 24 มิ.ย. 2569)

ใครจ่ายต่อ? รู้จักกองทุน 2 กอง และเพดาน 1 ล้านบาท

ข้อมูลที่โปร่งใสช่วยให้เปรียบเทียบได้อย่างเป็นธรรม

เมื่อบริษัทถูกเพิกถอนใบอนุญาตจริง ตัวที่เข้ามารับช่วงคือ "กองทุน" ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายเมื่อปี 2551 โดยเก็บเงินสมทบจากบริษัทประกันทุกเจ้า เพื่อนำมาดูแลผู้มีสิทธิตามกรมธรรม์ของบริษัทที่ถูกปิด ทั้งสองกองมีสถานะเป็นนิติบุคคล (ไม่ใช่หน่วยงานราชการ) แบ่งตามประเภทประกันแบบนี้ค่ะ

กองทุนที่รองรับผู้เอาประกัน เมื่อบริษัทถูกเพิกถอนใบอนุญาต
กองทุนดูแลกรมธรรม์ประเภทบทบาทหลัก
กองทุนประกันวินาศภัย (gif.or.th)ประกันรถ พ.ร.บ./ภาคสมัครใจ เดินทาง อุบัติเหตุ ทรัพย์สินจ่ายให้เจ้าหนี้ซึ่งมีสิทธิได้รับชำระหนี้ที่เกิดจากการเอาประกันภัย เช่น ค่าสินไหม/เคลมค้างจ่าย ของบริษัทวินาศภัยที่ถูกเพิกถอน
กองทุนประกันชีวิต (lifeif.or.th)ประกันชีวิต สะสมทรัพย์ สุขภาพแบบสัญญาชีวิตคืนมูลค่าเวนคืน/เงินตามสิทธิ (หักหนี้ที่ค้างบริษัท) ให้ผู้ถือกรมธรรม์ของบริษัทประกันชีวิตที่ถูกเพิกถอน

"คุ้มครองต่อ" ไม่เท่ากับ "ได้เต็มจำนวนเสมอ" นะคะ ทั้งสองกองมีเพดาน ไม่เกิน 1,000,000 บาทต่อคน โดยนับรวมทุกสิทธิที่คนคนนั้นมีต่อบริษัทที่ถูกปิด ถ้าสิทธิรวมเกิน 1 ล้าน ส่วนที่เกินจะกลายเป็นเจ้าหนี้ที่ต้องไปเฉลี่ยจากทรัพย์สินที่เหลือของบริษัท ซึ่งอาจได้ไม่ครบและใช้เวลานาน นี่คือเหตุผลที่ทุนประกันชีวิตหรือทรัพย์สินก้อนใหญ่ ๆ ควรเลือกบริษัทที่ฐานะมั่นคงเป็นพิเศษ และอาจพิจารณากระจายไว้มากกว่าหนึ่งเจ้า (ตัวเลขเพดานกำหนดตามระเบียบของกองทุน ควรยืนยันล่าสุดกับกองทุน/คปภ. 1186 · ข้อมูล ณ 24 มิ.ย. 2569)

เพื่อให้เห็นภาพว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องสมมุติ ย้อนไปกรณีบริษัทประกันภัยโควิด 4 แห่งที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาต (เอเชียประกันภัย, เดอะ วัน, ไทยประกันภัย, อาคเนย์ประกันภัย) มีเจ้าหนี้ราว 683,068 ราย ยื่นขอรับชำระหนี้ต่อกองทุนประกันวินาศภัย รวมมูลค่ากว่า 56,000 ล้านบาท ตัวเลขนี้สะท้อนว่ากองทุนทำงานจริง แต่ก็สะท้อนว่ากระบวนการใช้เวลา และเพดานต่อคนมีความหมายมากเมื่อสิทธิรวมของทั้งระบบมีขนาดใหญ่ (เป็นภาพรวมช่วงหลังการเพิกถอนปี 2564–2565)

เช็กลิสต์ตั้งสติ เมื่อบริษัทของเราถูกสั่งปิดจริง

ถ้าวันหนึ่งบริษัทที่เราถือกรมธรรม์ถูกเพิกถอนใบอนุญาต ขั้นตอนตั้งสติแบบนี้ช่วยรักษาสิทธิได้มากค่ะ

  • เก็บกรมธรรม์ ใบเสร็จ และหลักฐานการจ่ายเบี้ยทุกใบให้ครบ — เป็นหลักฐานยืนยันสิทธิเมื่อยื่นต่อกองทุน
  • ติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจาก คปภ. (oic.or.th / สายด่วน 1186) และเว็บกองทุน (gif.or.th หรือ lifeif.or.th) อย่าเชื่อเพจปลอมหรือข่าวลือ
  • ดู "กำหนดเวลายื่นขอรับชำระหนี้" ให้ดี เพราะมักมีวันปิดรับ ถ้าพลาดอาจเสียสิทธิ
  • ถ้ามีเคลมค้างอยู่ รวบรวมเอกสารเคลมให้พร้อม ยื่นต่อกองทุนตามช่องทางที่ประกาศ
  • สำหรับประกันรถ พ.ร.บ. หรือประกันรถที่ยังต้องใช้ ควรรีบทำประกันเจ้าใหม่ทันที เพื่อไม่ให้ขาดความคุ้มครองระหว่างรอกระบวนการ

ป้องกันไว้ก่อน: ดูอะไรบ้างก่อนฝากเงินก้อนของบ้านไว้กับบริษัทหนึ่ง

แม้มีกองทุนรองรับ แต่กระบวนการตอนบริษัทปิดก็ยุ่งและกินเวลา ทางที่อุ่นใจที่สุดคือเลือกบริษัทฐานะมั่นคงตั้งแต่แรก ตัวชี้วัดเหล่านี้เปิดดูเองได้ และอ่านประกอบกันจะเห็นภาพรอบด้านกว่าดูตัวใดตัวเดียวค่ะ

สิ่งที่ควรดูก่อนตัดสินใจ (น้ำหนักโดยประมาณ เพื่อการศึกษา) (%)
CAR / ความเพียงพอเงินกองทุน
35
ประวัติเคลม/สถิติเรื่องร้องเรียน
30
อันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating)
20
ขนาด/อายุกิจการ
15

เรื่อง Credit Rating มีจุดที่ควรอ่านให้เป็น อันดับที่ยังถือว่าน่าลงทุน (Investment Grade) คือ AAA ไล่ลงมาถึง BBB- ส่วนตั้งแต่ BB+ ลงไปจนถึง D ถือเป็นกลุ่มเก็งกำไร (Speculative) เส้นแบ่งสำคัญที่สุดจึงอยู่ระหว่าง BBB- กับ BB+ ในไทยมีสองสำนักที่ ก.ล.ต. รับรองสำหรับจัดอันดับในประเทศ คือ TRIS Rating และ Fitch Ratings (Thailand) ถ้าเห็นรหัสมีวงเล็บ (tha) ต่อท้าย เช่น AAA(tha) นั่นคืออันดับ National Scale ที่ใช้เทียบกันเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น เทียบข้ามประเทศหรือกับ International Scale ตรง ๆ ไม่ได้ค่ะ (สำหรับความแข็งแกร่งของบริษัทประกันระดับสากล ยังมีอันดับ Insurer Financial Strength จาก S&P/Moody's/Fitch global/AM Best อีกชั้นหนึ่ง)

อีกสองคำที่ช่วยอ่านสุขภาพการรับประกันได้ คือ อัตราส่วนค่าสินไหมทดแทน (Loss/Claim Ratio = ค่าสินไหม ÷ เบี้ยที่ถือเป็นรายได้) และ อัตราส่วนรวม (Combined Ratio = loss ratio + expense ratio) ถ้า Combined Ratio ต่ำกว่า 100% แปลว่าบริษัทมีกำไรจากการรับประกัน ถ้าเกิน 100% ติดต่อกันหลายปีคือสัญญาณที่ควรระวัง (แม้บางบริษัทอาจยังมีกำไรสุทธิจากรายได้การลงทุนชดเชยก็ตาม) ตัวเลขสถิติภาพรวมและสถิติเรื่องร้องเรียนรายปี ดูได้จากรายงานประจำปี/สถิติบนเว็บ คปภ. (oic.or.th)

วิธีเช็กใบอนุญาตและฐานะแบบทำเองที่บ้าน: เข้า OIC e-Service ที่ smart.oic.or.th — เมนูบริษัทประกันภัย (Menu12) ดูรายชื่อบริษัทที่ได้รับอนุญาต พร้อมข้อมูลการเงิน ส่วนเมนูตัวแทน/นายหน้า (Menu1) ใช้ตรวจว่าคนขายมีใบอนุญาตจริงไหม ในระบบยังมีรายชื่อใบอนุญาตที่ถูกเพิกถอนด้วย หรือโทรยืนยันที่สายด่วน คปภ. 1186 (เมนูบนเว็บอาจปรับเลขเป็นระยะ ให้ดูจากชื่อเมนูประกอบ · ข้อมูล ณ 24 มิ.ย. 2569)

ถ้าบริษัทควบรวม/เปลี่ยนมือ กรมธรรม์เราหายไหม?

อีกสถานการณ์ที่คนสับสนคือบริษัทถูกขายหรือควบรวมกับเจ้าอื่น ซึ่งต่างจากการถูกเพิกถอนใบอนุญาตมากค่ะ กรณีควบรวมหรือโอนกิจการ กรมธรรม์ของเรามักถูกโอนไปยังบริษัทใหม่ ความคุ้มครองและเงื่อนไขเดิมยังอยู่ครบ เพียงแต่ชื่อบริษัทบนกรมธรรม์อาจเปลี่ยน การโอนแบบนี้ต้องผ่านการพิจารณาของ คปภ. และบริษัทต้องแจ้งผู้เอาประกันตามขั้นตอน ไม่ใช่อยู่ ๆ ก็หายไป

ไม่ว่าจะปิดกิจการ ควบรวม หรือเปลี่ยนชื่อ ให้เก็บเลขกรมธรรม์และเอกสารต้นฉบับไว้เสมอ เพราะมันคือหลักฐานสิทธิที่ติดตัวเราไป ไม่ได้ขึ้นกับว่าบริษัทเดิมจะยังอยู่หรือไม่

สรุป: ระบบออกแบบมาให้มีตาข่ายรองรับ แต่เราเลือกตั้งแต่ต้นได้

ข่าวบริษัทประกันถูกปิดน่าตกใจก็จริง แต่กรมธรรม์ของเราไม่ได้พึ่งความมั่นคงของบริษัทเดียวลอย ๆ มีทั้ง คปภ. กำกับฐานะการเงินผ่านเกณฑ์ CAR และกองทุนประกันวินาศภัย/ประกันชีวิตเป็นตาข่ายชั้นสุดท้ายที่เพดาน 1 ล้านบาทต่อคน สิ่งที่อยู่ในมือเราคือ เลือกบริษัทที่ CAR/เรตติ้ง/ประวัติเคลมดูดีตั้งแต่แรก กระจายความเสี่ยงสำหรับทุนก้อนใหญ่ เก็บเอกสารให้ครบ และติดตามประกาศทางการ เท่านี้ก็ตั้งหลักได้อย่างมั่นใจขึ้นมากค่ะ

KUMKRONG เป็นสื่อให้ความรู้และเปรียบเทียบ ไม่ใช่นายหน้าประกันภัย บทความนี้เป็นความรู้ทั่วไปเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำรายบุคคล ตัวเลขเพดานวงเงินและเกณฑ์ต่าง ๆ มีการปรับปรุงเป็นระยะ กรุณาตรวจสอบสิทธิและเงื่อนไขล่าสุดกับ คปภ. (สายด่วน 1186) หรือกองทุนที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจทุกครั้ง