จอดรถหน้าบ้านทุกเช้า สตาร์ทไปส่งลูกที่โรงเรียน แวะตลาด แล้ววนกลับมาทำงาน — มอเตอร์ไซค์คันเดียวทำหน้าที่ตั้งหลายอย่างในหนึ่งวัน แต่พอถึงรอบต่อภาษีทีไร คำถามเดิมก็โผล่มา: จ่ายค่า พ.ร.บ. ไปแล้ว ทำไมเขายังชวนให้ซื้อประกันเพิ่มอีก? แล้วถ้ารถล้มเองหรือโดนขโมยขึ้นมา ใครจ่าย? บทความนี้ KUMKRONG ขอชวนแยกให้ชัดทีละชั้น ด้วยตัวเลขจริงและวงเงินล่าสุด เพื่อให้เราตัดสินใจจากความเข้าใจ ไม่ใช่จากความกลัวหรือคำเชียร์ที่หน้าเคาน์เตอร์

สรุปก่อนเริ่ม: พ.ร.บ. = ประกันภาคบังคับตามกฎหมาย คุ้มครอง "คน" (ค่ารักษาคนที่บาดเจ็บจากอุบัติเหตุ) เท่านั้น ไม่จ่ายค่าซ่อมรถ · ประกันภาคสมัครใจ = ซื้อเพิ่มเอง ช่วยอุดช่องว่างเรื่อง "รถ" และความเสียหายอื่นที่ พ.ร.บ. ไม่ครอบคลุม

KUMKRONG เป็นสื่อให้ความรู้ ไม่ใช่นายหน้าหรือบริษัทประกัน บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำให้ซื้อแผนใดแผนหนึ่ง · ตัวเลขเบี้ยและวงเงินบางส่วนเปลี่ยนแปลงได้ ข้อมูล ณ มิ.ย. 2569 · ตรวจล่าสุดกับ คปภ. หรือบริษัทประกันก่อนตัดสินใจทุกครั้ง

พ.ร.บ. คืออะไร ทำไมกฎหมายบังคับให้ทุกคันต้องมี

พ.ร.บ. ย่อมาจาก "พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535" เป็นประกันภาค "บังคับ" ที่กฎหมายกำหนดให้รถทุกคันที่จดทะเบียนต้องมี ไม่ว่าจะมอเตอร์ไซค์หรือรถยนต์ หัวใจของมันคือ ทำให้ "คน" ที่ประสบอุบัติเหตุจากรถได้รับการรักษาเบื้องต้นทันที โดยไม่ต้องรอพิสูจน์ว่าใครถูกใครผิด เพราะตอนเจ็บจริง สิ่งที่ต้องการคือเงินค่ารักษาที่มาถึงมือเร็ว ไม่ใช่การถกเถียงว่าใครผิด

จุดที่คนเข้าใจผิดบ่อยที่สุดคือ พ.ร.บ. คุ้มครอง "คน" ไม่ใช่ "รถ" ถ้ารถเราล้มพัง ไฟไหม้ หรือถูกขโมย พ.ร.บ. จะไม่จ่ายค่าซ่อมหรือค่ารถให้แม้แต่บาทเดียว มันออกแบบมาเพื่อดูแลร่างกายและชีวิตของผู้ประสบภัยล้วน ๆ ส่วนตัวรถเป็นคนละเรื่องที่ต้องไปพึ่งประกันภาคสมัครใจ

พ.ร.บ. มอเตอร์ไซค์ จ่ายอะไรให้บ้าง และเท่าไร

ความคุ้มครองของ พ.ร.บ. แบ่งเป็น 2 ส่วนที่ต้องแยกให้ออก ส่วนแรกคือ "ค่าเสียหายเบื้องต้น" ที่จ่ายทันทีโดยไม่ต้องรอพิสูจน์ถูกผิด และส่วนที่สองคือ "ค่าสินไหมทดแทน" ที่จ่ายเพิ่มเมื่อพิสูจน์แล้วว่าเราเป็นฝ่ายถูก (มีคู่กรณีที่ต้องรับผิด) วงเงินชุดนี้ปรับเพิ่มและมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 เมษายน 2563 เป็นต้นมา

วงเงินคุ้มครอง พ.ร.บ. มอเตอร์ไซค์ (ต่อคน) — มีผลตั้งแต่ 1 เม.ย. 2563
รายการค่าเสียหายเบื้องต้น (จ่ายทันที ไม่รอพิสูจน์)ค่าสินไหมสูงสุด (เมื่อพิสูจน์ว่าเป็นฝ่ายถูก)
ค่ารักษาพยาบาล (ตามจริง)ไม่เกิน 30,000 บาทไม่เกิน 80,000 บาท
เสียชีวิต / ทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง35,000 บาท500,000 บาท
สูญเสียอวัยวะ / ทุพพลภาพ35,000 บาท200,000–500,000 บาท (ตามระดับ)
ชดเชยรายวัน กรณีนอนโรงพยาบาล (ผู้ป่วยใน)200 บาท/วัน (สูงสุด 20 วัน = 4,000 บาท)

อ่านตารางนี้แล้วระวังจุดสับสนยอดฮิต: ตัวเลขทางซ้าย (เบื้องต้น) กับทางขวา (สูงสุด) ไม่ได้บวกกันเสมอไป — เบื้องต้นคือเงินก้อนแรกที่จ่ายให้ก่อนเพื่อไม่ให้สะดุด ส่วนสูงสุดคือเพดานรวมที่จะได้เมื่อพิสูจน์ความรับผิดเสร็จ เช่น กรณีบาดเจ็บแล้วต่อมาเสียชีวิต ค่าเสียหายเบื้องต้นจะรวมกันได้ไม่เกิน 65,000 บาท (ค่ารักษา 30,000 + เสียชีวิต 35,000)

อย่าจำตัวเลขเก่า: เดิมวงเงินกรณีเสียชีวิต/ทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิงคือ 300,000 บาท แต่ปรับเป็น 500,000 บาท ตั้งแต่ 1 เม.ย. 2563 โดยไม่ได้ขึ้นเบี้ย ถ้าเจอแหล่งไหนยังบอก 300,000 อยู่ แสดงว่าเป็นข้อมูลก่อนปี 2563 · ข้อมูล ณ มิ.ย. 2569 ตรวจล่าสุดกับ คปภ.

เบี้ย พ.ร.บ. มอเตอร์ไซค์ ปีละเท่าไร

ตรวจความคุ้มครองบ้านและทรัพย์สินให้ตรงกับมูลค่าจริง

ข่าวดีคือ พ.ร.บ. ไม่แพงอย่างที่กลัว เพราะเป็นอัตราที่กำหนดเป็นมาตรฐาน คิดตามขนาดเครื่องยนต์ (cc) ทุกบริษัทคิดเท่ากัน (อัตรานี้รวมอากรแสตมป์และภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว) ต่างจากประกันภาคสมัครใจที่เบี้ยขึ้นกับรุ่นรถและเงื่อนไข

เบี้ย พ.ร.บ. มอเตอร์ไซค์ส่วนบุคคล ตามขนาดเครื่องยนต์ (ข้อมูลปี 2568 · รวมอากร+VAT)
ขนาดเครื่องยนต์เบี้ยต่อปี (โดยประมาณ)
ไม่เกิน 75 cc≈ 161.57 บาท
เกิน 75–125 cc≈ 323.14 บาท
เกิน 125–150 cc≈ 430.14 บาท
เกิน 150 cc ขึ้นไป≈ 645.21 บาท
มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า≈ 323.14 บาท

จะเห็นว่าแม้รถ cc สูงสุด เบี้ย พ.ร.บ. ก็ยังไม่ถึง 700 บาทต่อปี เฉลี่ยแล้วตกราว ๆ วันละไม่ถึง 2 บาท ตัวเลขนี้เป็นข้อมูลปี 2568 และเปลี่ยนแปลงได้ ควรตรวจราคาล่าสุดกับ คปภ. หรือบริษัทประกันก่อนต่อทุกครั้ง

พ.ร.บ. ขาดต่อมีโทษ: การไม่จัดให้มี พ.ร.บ. และการใช้รถที่ไม่มี พ.ร.บ. เป็นความผิดตามกฎหมาย มีโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท (และเป็นคนละความผิดกัน) อีกทั้ง พ.ร.บ. ขาดจะต่อภาษีประจำปีไม่ได้ด้วย จึงควรต่อให้ทันก่อนหมดอายุเสมอ

ประกันภาคสมัครใจ คืออะไร เข้ามาอุดช่องตรงไหน

ประกันภาคสมัครใจคือประกันที่เรา "เลือกซื้อเพิ่มเอง" ไม่มีกฎหมายบังคับ หน้าที่ของมันคืออุดทุกช่องที่ พ.ร.บ. ไม่เอื้อม โดยเฉพาะค่าซ่อม "รถเราเอง" ความเสียหายต่อทรัพย์สินของคู่กรณี (เช่น ไปเฉี่ยวรถคันอื่นหรือรั้วบ้านคน) และวงเงินคนภายนอกในส่วนที่เกินเพดาน พ.ร.บ. มอเตอร์ไซค์ภาคสมัครใจมักแบ่งเป็นชั้น คล้ายประกันรถยนต์ (ชั้น 1, 2+, 3+, 3) แต่ชื่อเรียกและรายละเอียดต่างกันไปตามบริษัท

คิดเป็นภาพง่าย ๆ: พ.ร.บ. คือ "ค่ารักษาพยาบาลขั้นพื้นฐาน" ที่กฎหมายให้ทุกคนต้องมีติดตัวรถ ส่วนประกันภาคสมัครใจคือ "ตัวเสริม" ที่เราเลือกเองว่าจะคุ้มครองรถเรา รถคนอื่น หรือตัวเราเพิ่มได้แค่ไหน

พ.ร.บ. กับประกันภาคสมัครใจ ต่างกันยังไง

เปรียบเทียบ พ.ร.บ. (ภาคบังคับ) กับ ประกันภาคสมัครใจ
หัวข้อพ.ร.บ. (ภาคบังคับ)ภาคสมัครใจ (ซื้อเพิ่ม)
กฎหมายบังคับบังคับ ต้องมีทุกคันไม่บังคับ เลือกซื้อเอง
คุ้มครองอะไรชีวิต/ร่างกายของ "คน""รถ" + ทรัพย์สินคู่กรณี + อื่น ๆ
ซ่อมรถเราเองไม่คุ้มครองคุ้มครอง (แล้วแต่ชั้น)
รถหาย / ไฟไหม้ไม่คุ้มครองบางชั้นคุ้มครอง
เบี้ยต่อปีคงที่ตาม cc (หลักร้อย)ขึ้นกับรุ่นรถ/เงื่อนไข (หลักพันขึ้นไป)
ผลถ้าไม่มีต่อภาษีไม่ได้ + ปรับสูงสุด 10,000ไม่ผิดกฎหมาย แต่รับความเสี่ยงเอง

เห็นภาพชัดขึ้นไหมคะ พ.ร.บ. คือ "พื้นขั้นต่ำตามกฎหมาย" ที่ทุกคนต้องมี ส่วนภาคสมัครใจคือสิ่งที่ช่วยปกป้อง "กระเป๋าเงิน" ของเราเองเมื่อเกิดเหตุ เพราะถ้าไม่มีแล้วรถพังหรือเราไปทำคนอื่นเสียหาย เงินก้อนที่ต้องควักจ่ายเองอาจหนักกว่าค่าเบี้ยทั้งปีหลายเท่า

ประกันภาคสมัครใจมีกี่แบบ แต่ละแบบเหมาะกับใคร

ภาพรวมของระดับความคุ้มครองเป็นแบบนี้ ขอย้ำว่าเป็นภาพกว้างเพื่อความเข้าใจ รายละเอียดจริงต่างกันตามบริษัทและแผน

ภาพรวมระดับความคุ้มครองภาคสมัครใจ (โดยทั่วไป)
ระดับซ่อมรถเราเองคน/ทรัพย์สินภายนอกมักเหมาะกับ
ชั้น 1 (สูงสุด)คุ้มครองครบ รวมล้มเองคุ้มครองรถใหม่/ราคาสูง อยากอุ่นใจเต็มที่
ชั้น 2+ / 3+คุ้มครองบางส่วน (มักต้องมีคู่กรณี)คุ้มครองอยากคุ้มครองคู่กรณี + งบจำกัด
ชั้น 3ไม่คุ้มครองรถเราคุ้มครองเน้นรับผิดต่อคนอื่น เบี้ยถูก

ข้อควรระวัง: เงื่อนไขแต่ละชั้น เช่น คุ้มครองเฉพาะตอนมีคู่กรณี หรือรวมรถหาย/ไฟไหม้หรือไม่ ต่างกันมากในรายละเอียด ตารางนี้เป็นภาพรวมเพื่อความเข้าใจเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำให้ซื้อแผนใดแผนหนึ่ง ก่อนตัดสินใจควรอ่านกรมธรรม์ให้ละเอียดและเทียบเงื่อนไขจริงหลายเจ้า

5 คำถามที่ควรถามก่อนตัดสินใจ

แทนที่จะถามว่า "ซื้อแผนไหนดี" ซึ่งคำตอบขึ้นกับการใช้รถของแต่ละคน ลองเปลี่ยนเป็นถามตัวเองและถามบริษัทประกันด้วย 5 คำถามนี้ จะช่วยให้เลือกได้ตรงกับชีวิตจริงมากกว่า

  • ถ้ารถเราพังเอง (ล้มเอง ไม่มีคู่กรณี) แผนนี้ซ่อมให้ไหม หรือต้องมีคู่กรณีก่อน?
  • ครอบคลุมรถหาย/ไฟไหม้หรือเปล่า — และมีเงื่อนไขอะไรบ้าง?
  • วงเงินคุ้มครองคนภายนอกและทรัพย์สินคู่กรณี (ถ้าเราไปชนคนอื่น) เท่าไร?
  • มี "ค่าเสียหายส่วนแรก" (Excess) ที่ต้องจ่ายเองต่อครั้งเคลมไหม กี่บาท?
  • ถ้าคนในบ้านยืมขี่ (ไม่ใช่ชื่อในกรมธรรม์) ยังได้รับความคุ้มครองหรือเปล่า?

ระวังเงื่อนไขยกเว้นที่ทำให้เคลมไม่ได้ เช่น ขับขี่ขณะเมาสุราเกินกฎหมายกำหนด ไม่มีใบขับขี่ หรือนำรถไปใช้ผิดประเภท (เช่น รถส่วนบุคคลเอาไปรับจ้าง) มักไม่ได้รับความคุ้มครอง — อ่านหมวด "ข้อยกเว้น" ในกรมธรรม์ให้ครบก่อนเซ็น เพื่อไม่ให้พลาดตอนเคลมจริง

วางเงินค่าเบี้ยอย่างไรให้ไม่เป็นภาระ

ค่า พ.ร.บ. และเบี้ยภาคสมัครใจเป็น "ค่าใช้จ่ายประจำปี" ที่รู้ล่วงหน้าอยู่แล้วว่าต้องจ่ายทุกปี วิธีที่ทำให้ไม่สะดุดคือเอาเบี้ยรวมทั้งปีหารด้วย 12 แล้วทยอยกันเงินจำนวนนั้นเข้าบัญชีแยกไว้ทุกเดือน พอถึงรอบต่อก็มีเงินพร้อมจ่ายโดยไม่ต้องไปดึงจากเงินใช้จ่ายส่วนอื่น หลักคิดนี้ใช้ได้กับค่าใช้จ่ายประจำทุกอย่างในบ้าน ไม่ใช่แค่ค่ารถ

และอย่าลืมว่าประกันไม่ได้มาแทน "เงินสำรองฉุกเฉิน" ทั้งสองทำหน้าที่คนละด้าน ประกันช่วยเรื่องค่าซ่อม/ค่ารักษาตามเงื่อนไขกรมธรรม์ ส่วนเงินสำรองช่วยเรื่องค่าใช้จ่ายจิปาถะที่ประกันไม่ครอบคลุม เช่น ค่าเดินทางระหว่างรถเข้าอู่ หรือค่าเสียหายส่วนแรกที่เราต้องออกเอง

สรุป: เลือกความคุ้มครองให้ตรงกับวิธีใช้รถของเรา

พ.ร.บ. คือสิ่งที่กฎหมายบังคับให้มี และคุ้มครอง "คน" ด้วยวงเงินมาตรฐานในราคาหลักร้อยต่อปี ส่วนประกันภาคสมัครใจคือทางเลือกที่ช่วยปกป้อง "รถ" และกระเป๋าเงินเราเพิ่มเติม ไม่มีแผนไหนเหมาะกับทุกคนเหมือนกันหมด มีแต่แผนที่ตรงกับวิธีใช้รถ ราคารถ และระดับความเสี่ยงที่เรารับได้ ลองตอบ 5 คำถามข้างบนให้ครบ แล้วใช้เป็นโจทย์ไปเทียบเงื่อนไขจริงหลายเจ้าก่อนตัดสินใจ จะได้ความคุ้มครองที่คุ้มค่าและสบายใจในระยะยาวค่ะ