เวลาเปิดดูตารางผลประโยชน์ของประกันสุขภาพหลายบริษัทพร้อมกัน หลายคนเจอปัญหาเดียวกัน คือแต่ละเจ้าตั้งชื่อหมวดและเขียนเงื่อนไขไม่เหมือนกัน จนเทียบไม่ถูกว่าตกลงแผนไหนคุ้มกว่ากัน นี่คือโจทย์ที่ คปภ. (สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย) ต้องการแก้ ด้วยกติกาที่เรียกว่า New Health Standard หรือ "มาตรฐานประกันสุขภาพแบบใหม่" ซึ่งบังคับให้กรมธรรม์ที่ออกใหม่ทุกบริษัทจัดผลประโยชน์ให้อยู่ในโครงเดียวกัน บทความนี้สรุปให้เห็นภาพว่ามาตรฐานนี้คืออะไร เปลี่ยนอะไรไปบ้าง และเงื่อนไขที่บังคับใช้แล้วอย่าง "ส่วนร่วมจ่าย" มีหลักเกณฑ์ตัวเลขที่แน่นอนแค่ไหน เพื่อให้คุณตั้งคำถามเป็นก่อนเลือกแผน

New Health Standard คืออะไร และเริ่มมีผลเมื่อไหร่

New Health Standard คือถ้อยคำกรมธรรม์ประกันสุขภาพมาตรฐานที่ คปภ. ออกผ่านคำสั่งนายทะเบียน เพื่อให้โครงสร้างผลประโยชน์ของทุกบริษัทเป็นแบบเดียวกัน จัดผลประโยชน์ที่คุ้มครองออกเป็น 13 หมวดมาตรฐาน แบ่งเป็นกลุ่มผู้ป่วยใน (IPD) และกลุ่มผู้ป่วยนอก/ค่ารักษาเฉพาะ พร้อมขยายความคุ้มครองให้ครอบคลุมการรักษาและโรคสมัยใหม่มากขึ้น เป้าหมายหลักคือทำให้ผู้บริโภค "เปรียบเทียบข้ามบริษัทได้" เพราะหัวข้อและคำนิยามตรงกัน

วันที่บังคับใช้ (สำคัญและมักจำสับสน): กรมธรรม์ประกันสุขภาพ "รายบุคคล" ที่เสนอขายใหม่ ต้องใช้มาตรฐานใหม่นี้ตั้งแต่ 8 พฤศจิกายน 2564 ส่วนแบบเดิมยังเสนอขายได้ถึง 30 มิถุนายน 2565 เท่านั้น กำกับด้วยคำสั่งนายทะเบียนที่ 14/2564 (สำหรับบริษัทประกันชีวิต) และที่ 15/2564 (สำหรับบริษัทประกันวินาศภัย) ทั้งสองมีผล 8 พ.ย. 2564 (ที่มา: คปภ. ข่าวเลขที่ 92489) — ใครเคยได้ยินตัวเลขช่วงกลางปี 2564 ขอให้ยึดวันที่ 8 พ.ย. 2564 เป็นวันเริ่มของมาตรฐานนี้

คำว่า "ออกใหม่" สำคัญมาก กรมธรรม์แบบเดิมที่ถืออยู่ก่อนหน้านี้ยังใช้เงื่อนไขเดิมต่อไปได้ตามสัญญาเดิม มาตรฐานใหม่มีผลกับแผนที่สมัครใหม่ตั้งแต่วันบังคับใช้เป็นต้นไป ใครกำลังจะซื้อใหม่ในตอนนี้จะได้แบบ New Health Standard อยู่แล้ว

13 หมวดผลประโยชน์มาตรฐาน มีอะไรบ้าง

หัวใจของมาตรฐานใหม่คือการแบ่งผลประโยชน์เป็น 13 หมวดเหมือนกันทุกบริษัท กลุ่มผู้ป่วยใน (IPD) คือหมวด 1–5 ส่วนกลุ่มผู้ป่วยนอกและค่ารักษาเฉพาะคือหมวด 6–13 ตารางด้านล่างเรียงตามถ้อยคำกรมธรรม์มาตรฐานของ คปภ. โดยตรง หากยังไม่คุ้นคำว่า IPD/OPD แนะนำให้อ่าน ศัพท์ IPD OPD ฉบับเข้าใจง่าย ควบคู่กัน

หมวดกลุ่มชื่อผลประโยชน์ (ตามมาตรฐาน)คุ้มครองอะไร แบบเข้าใจง่าย
1IPDค่าห้องและค่าอาหารค่าห้องพัก ค่าอาหาร และค่าบริการในโรงพยาบาลต่อวันตอนเป็นผู้ป่วยใน
2IPDค่าบริการทางการแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยค่าตรวจวินิจฉัย เช่น แล็บ เอกซเรย์ ค่ายา ค่าเวชภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
3IPDค่าธรรมเนียมแพทย์ / ค่าแพทย์ผู้ทำการรักษาค่าตรวจเยี่ยมและค่าธรรมเนียมแพทย์ตอนเป็นผู้ป่วยใน
4IPDค่ารักษาพยาบาลโดยการผ่าตัดและหัตถการค่าผ่าตัด ค่าหัตถการ ค่าแพทย์ผ่าตัด ค่าวิสัญญี
5IPDการผ่าตัดใหญ่ที่ไม่ต้องนอนโรงพยาบาล (Day Surgery)ผ่าตัดใหญ่ที่ทำเสร็จกลับบ้านได้ ไม่ต้องนอนค้างคืน
6OPD/เฉพาะค่าตรวจวินิจฉัยก่อน/หลังเข้าพักรักษาตัวเป็นผู้ป่วยในค่าตรวจที่เกี่ยวเนื่องก่อนแอดมิตและหลังออกจากโรงพยาบาล
7OPD/เฉพาะค่ารักษาผู้ป่วยนอกต่อเนื่องจากผู้ป่วยใน / อุบัติเหตุฉุกเฉินภายใน 24 ชม.มาทำแผล-ตรวจติดตามแบบ OPD หลังนอน รพ. และอุบัติเหตุฉุกเฉินที่รักษาภายใน 24 ชม.
8OPD/เฉพาะค่าเวชศาสตร์ฟื้นฟูหลังเข้าพักรักษาตัวเป็นผู้ป่วยในกายภาพบำบัด/ฟื้นฟูหลังออกจากโรงพยาบาล
9OPD/เฉพาะค่าบริการรักษาโรคไตวายเรื้อรังค่าฟอกไต/ล้างไตสำหรับผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง
10OPD/เฉพาะค่ารักษามะเร็งโดยรังสีรักษาค่าฉายแสง/รังสีรักษาสำหรับผู้ป่วยมะเร็ง
11OPD/เฉพาะค่ารักษามะเร็งโดยเคมีบำบัดค่าเคมีบำบัด (คีโม) สำหรับผู้ป่วยมะเร็ง
12OPD/เฉพาะค่าบริการรถพยาบาลฉุกเฉินค่ารถพยาบาลฉุกเฉินรับ-ส่งผู้ป่วย
13OPD/เฉพาะค่ารักษาพยาบาลโดยการผ่าตัดเล็กผ่าตัดเล็ก เช่น เย็บแผล ตัดชิ้นเนื้อ ที่ทำแบบไม่ต้องนอน รพ.

ข้อมูลในตาราง: เรียงตามถ้อยคำกรมธรรม์มาตรฐาน New Health Standard ของ คปภ. (คำสั่งนายทะเบียน 14/2564 และ 15/2564, มีผล 8 พ.ย. 2564; อ้างอิงเอกสารกรมธรรม์มาตรฐานของ คปภ./TGIA) ณ 24 มิ.ย. 2569 ขอชี้สองจุดที่คนมักเข้าใจผิด คือ (1) การรักษามะเร็งด้วยรังสีรักษา (หมวด 10) กับเคมีบำบัด (หมวด 11) เป็นคนละหมวดแยกกัน ไม่ใช่หมวดเดียว และ (2) ใน 13 หมวดนี้ไม่มีหมวด "OPD ทั่วไป" (ค่าพบแพทย์ผู้ป่วยนอกทั่วไป) — ความคุ้มครอง OPD ทั่วไปเป็นความคุ้มครองเสริม/สัญญาเพิ่มเติมแยกต่างหาก ไม่ใช่ 1 ใน 13 หมวดมาตรฐาน

เคล็ดลับเวลาดูแผน: ทั้ง 13 หมวดเป็นโครงผลประโยชน์มาตรฐาน แต่ "วงเงิน" ของแต่ละหมวดต่างกันมากตามแผน บางแผนให้วงเงินบางหมวดสูง บางหมวดต่ำ หรือมีเงื่อนไขจำกัดต่างกัน (เช่น วงเงินมะเร็ง วงเงินฟอกไต ค่ารถพยาบาล) จึงควรเทียบทีละหมวดว่าวงเงินแต่ละหมวดเท่าไหร่ ไม่ใช่ดูแค่ว่า "มีหมวดนั้นไหม"

มาตรฐานใหม่ช่วยอะไรเราบ้าง

ความคุ้มครองสุขภาพมีเงื่อนไขและข้อยกเว้นที่ต่างกันในแต่ละแผน

ข้อดีที่ชัดที่สุดคือ "เปรียบเทียบง่ายขึ้น" เพราะทุกบริษัทใช้ 13 หมวดและคำนิยามกลางเดียวกัน เราจึงเอาแผน A กับแผน B มาวางเทียบทีละหมวดได้ตรงๆ ไม่ต้องเดาว่าคำศัพท์ที่ต่างกันหมายถึงสิ่งเดียวกันหรือไม่ นี่คือเหตุผลที่เครื่องมือ เปรียบเทียบแผนประกันสุขภาพ ทำงานได้ดีขึ้น เพราะของที่นำมาเทียบอยู่บนมาตรฐานเดียวกันแล้ว

  • เทียบแผนข้ามบริษัทได้ง่าย เพราะใช้หมวดและคำนิยามกลางเดียวกัน
  • มีนิยามกลางของคำสำคัญ เช่น "ผู้ป่วยใน" และ "การผ่าตัด" ทำให้ตอนเคลมตีความตรงกันมากขึ้น
  • ขยายความคุ้มครองให้ครอบคลุมการรักษา/โรคสมัยใหม่ตามมาตรฐานกลาง
  • มีกติกาเรื่องการต่ออายุที่ชัดขึ้น เช่น สิทธิขอกลับมามีผลคุ้มครอง (reinstatement) ภายใน 90 วันหากกรมธรรม์ขาดอายุ และบริษัทต้องแจ้งล่วงหน้าเป็นลายลักษณ์อักษรไม่น้อยกว่า 30 วันเมื่อจะปรับเบี้ยหรือไม่ต่ออายุ

เรื่องการต่ออายุที่มากับมาตรฐานนี้ มี 2 กติกาที่ควรแยกให้ชัด ไม่ปนกัน: (1) สิทธิขอกลับมามีผลคุ้มครอง (reinstatement) — ถ้ากรมธรรม์ขาดอายุเพราะไม่ได้จ่ายเบี้ย ผู้เอาประกันสามารถขอต่อให้กลับมามีผลได้ภายใน 90 วันนับจากวันครบกำหนดชำระเบี้ย โดยไม่ต้องเริ่มนับระยะรอคอยหรือเงื่อนไขโรคที่เป็นมาก่อนใหม่ และ (2) การแจ้งล่วงหน้า — เมื่อบริษัทจะปรับอัตราเบี้ยประกัน (เช่น ตามค่ารักษาพยาบาลที่สูงขึ้น) หรือจะไม่ต่ออายุ บริษัทต้องแจ้งผู้เอาประกันเป็นลายลักษณ์อักษรล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน (ที่มา: ถ้อยคำกรมธรรม์มาตรฐาน New Health Standard) ทั้งนี้การต่ออายุไม่ใช่การรับประกันแบบไม่มีเงื่อนไข บริษัทยังอาจกำหนดเงื่อนไขได้ภายในกรอบมาตรฐาน

เงื่อนไขสำคัญที่บังคับใช้แล้ว: ส่วนร่วมจ่าย (Copayment)

เรื่องที่ต้องเข้าใจให้ชัดที่สุดคือ "ส่วนร่วมจ่าย" หรือ copayment เพราะตอนนี้เป็นเกณฑ์ที่บังคับใช้แล้ว ไม่ใช่แค่ "แล้วแต่บริษัท" สมาคมประกันชีวิตไทยและ คปภ. กำหนดให้กรมธรรม์ประกันสุขภาพ "แบบใหม่" ที่เสนอขายตั้งแต่ 20 มีนาคม 2568 มีกลไกส่วนร่วมจ่ายที่พิจารณา "ตอนต่ออายุ" ตามพฤติกรรมการเคลมของปีกรมธรรม์ก่อนหน้า สิ่งสำคัญคือเกณฑ์นี้ไม่มีผลย้อนหลัง กรมธรรม์ที่ออก/อนุมัติก่อนวันดังกล่าวไม่ได้รับผลกระทบ

กรณีเงื่อนไขในปีกรมธรรม์ปัจจุบันผลในปีต่ออายุถัดไป
กรณีที่ 1โรคเล็กน้อย/ไม่จำเป็นทางการแพทย์ที่ไม่ต้องนอน รพ.: เคลม ≥ 3 ครั้ง/ปี และอัตราเคลม ≥ 200% ของเบี้ยสุขภาพรายปีร่วมจ่าย 30% ของค่ารักษาทุกครั้ง
กรณีที่ 2โรคทั่วไป (ไม่รวมผ่าตัดใหญ่และโรคร้ายแรง/รุนแรง): เคลม ≥ 3 ครั้ง/ปี และอัตราเคลม ≥ 400% ของเบี้ยสุขภาพรายปีร่วมจ่าย 30% ของค่ารักษาทุกครั้ง
กรณีที่ 3เข้าเงื่อนไขทั้งกรณีที่ 1 และกรณีที่ 2 พร้อมกันร่วมจ่าย 50% ของค่ารักษาทุกครั้ง

ข้อมูลในตาราง: เกณฑ์ส่วนร่วมจ่ายตามที่สมาคมประกันชีวิตไทยประกาศ มีผลกับกรมธรรม์ใหม่ตั้งแต่ 20 มี.ค. 2568 (ที่มา: สมาคมประกันชีวิตไทย ผ่าน InfoQuest) ณ 24 มิ.ย. 2569 "อัตราเคลม" = (ผลประโยชน์ค่ารักษาที่จ่ายต่อกรมธรรม์ต่อปี ÷ เบี้ยประกันสุขภาพรายปี) × 100 ทั้งนี้การผ่าตัดใหญ่และโรคร้ายแรง/รุนแรงไม่ถูกนับเป็นเหตุให้เกิดส่วนร่วมจ่าย

จุดที่น่าอุ่นใจและมักถูกมองข้าม: ส่วนร่วมจ่ายนี้ทบทวนทุกปีกรมธรรม์ ถ้าปีถัดไปพฤติกรรมการเคลมกลับมาต่ำกว่าเกณฑ์ เงื่อนไขร่วมจ่ายก็สามารถถูกยกเลิกได้ ไม่ใช่ติดตัวไปตลอด และตามข้อมูลของสมาคมฯ คาดว่ามีผู้เอาประกันราว 5% ที่เข้าเกณฑ์ กลไกนี้มุ่งจัดการการเคลมที่ถี่เกินจำเป็น ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อลงโทษคนป่วยหนักหรือผ่าตัดใหญ่

นิยามและเงื่อนไขกลางที่ควรรู้ก่อนเคลม

นอกจากโครง 13 หมวด มาตรฐานใหม่ยังมีนิยามและระยะเวลาเงื่อนไขกลางที่ใช้ตรงกันทุกบริษัท ซึ่งช่วยลดข้อโต้แย้งตอนเคลม สรุปตัวเลขสำคัญไว้ในตาราง

ประเด็นหลักเกณฑ์มาตรฐาน
ผู้ป่วยใน (IPD)เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 6 ชั่วโมง (รวมกรณีลงทะเบียนเป็นผู้ป่วยในแล้วเสียชีวิตในช่วงเวลานั้น)
ผู้ป่วยนอก (OPD)รับการรักษาที่แผนกผู้ป่วยนอก/คลินิกของสถานพยาบาล โดยไม่ได้เข้าเป็นผู้ป่วยใน (ไม่ถึงเกณฑ์ ≥ 6 ชม.)
ระยะรอคอย โรคทั่วไป30 วันแรกนับจากวันเริ่มมีผลคุ้มครองครั้งแรก โดยทั่วไปอุบัติเหตุคุ้มครองทันที
ระยะรอคอย โรคเฉพาะกลุ่ม120 วัน สำหรับกลุ่มโรคที่ระบุ เช่น เนื้องอก/ถุงน้ำ/มะเร็งทุกชนิด ริดสีดวงทวาร ไส้เลื่อน ต้อเนื้อ/ต้อกระจก การตัดทอนซิล/อะดีนอยด์ นิ่วทุกชนิด เส้นเลือดขอดที่ขา และเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่
โรคที่เป็นมาก่อนทำประกันไม่คุ้มครองโรค/อาการที่เป็นมาก่อนและยังไม่หาย เว้นแต่แถลงและบริษัทรับเสี่ยงไว้แล้ว หรือไม่มีอาการ-ไม่ได้รักษา/วินิจฉัยในช่วง 5 ปีก่อนทำสัญญา และไม่ปรากฏอาการในช่วง 3 ปีแรกหลังทำสัญญา

ข้อมูลในตาราง: ตามถ้อยคำกรมธรรม์มาตรฐาน New Health Standard (อ้างอิงเอกสารกรมธรรม์มาตรฐานของ คปภ./TGIA) ณ 24 มิ.ย. 2569 รายการกลุ่มโรค 120 วันเป็นกลุ่มมาตรฐาน บางผลิตภัณฑ์อาจระบุเพิ่ม ควรตรวจกับกรมธรรม์ฉบับจริง

เรื่องการแถลงสุขภาพต้องจริงจัง: ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 865 หากตอนทำสัญญาผู้เอาประกันรู้แล้วปกปิด หรือแถลงข้อความเท็จในสาระสำคัญที่ทำให้บริษัทคิดเบี้ยสูงขึ้นหรือไม่รับประกัน สัญญาจะตกเป็น "โมฆียะ" บริษัทมีสิทธิบอกล้างและปฏิเสธการจ่ายได้ จึงควรแถลงตามจริงเสมอ

แล้วเรื่องลดหย่อนภาษีล่ะ

เบี้ยประกันสุขภาพยังใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ แต่ต้องเข้าใจเพดานให้ถูก เพื่อไม่วางแผนพลาด ตารางนี้สรุปสิทธิหลักที่เกี่ยวข้อง

ประเภทเบี้ยเพดานลดหย่อนหมายเหตุสำคัญ
ประกันสุขภาพของตนเองตามจ่ายจริง สูงสุด 25,000 บาท/ปีภาษีปรับเพิ่มจากเดิม 15,000 เป็น 25,000 บาท ตั้งแต่ปีภาษี 2563 (กฎกระทรวง ฉบับที่ 365)
รวมกับประกันชีวิตของตนเองรวมกันแล้วไม่เกิน 100,000 บาท/ปีภาษีเบี้ยสุขภาพ 25,000 ไม่ได้บวกเพิ่มบนเพดานชีวิต 100,000 แต่ "ใช้เพดานรวม 100,000 เดียวกัน"
ประกันสุขภาพบิดามารดาตามจ่ายจริง สูงสุด 15,000 บาท/ปีภาษีเป็นสิทธิแยกต่างหากจากเพดานข้างต้น บิดามารดาต้องมีเงินได้ไม่เกิน 30,000 บาท/ปี (กฎกระทรวง ฉบับที่ 162)

ข้อมูลในตาราง: ตามกรมสรรพากร (rd.go.th/60058.html) และกฎกระทรวง ฉบับที่ 365 และ 162 ณ 24 มิ.ย. 2569 กรมธรรม์ต้องทำกับบริษัทที่ได้รับอนุญาตในประเทศไทย สิทธิลดหย่อนอาจปรับได้ ควรตรวจกับประกาศกรมสรรพากรปีภาษีนั้นก่อนยื่นจริง

เปรียบเทียบ: ก่อนและหลังมีมาตรฐานใหม่

ประเด็นแบบเดิม (ก่อน 8 พ.ย. 2564)New Health Standard
โครงสร้างผลประโยชน์แต่ละบริษัทจัดหมวดและคำเอง ต่างกัน13 หมวดมาตรฐานเหมือนกันทุกบริษัท
การเปรียบเทียบแผนยาก ต้องแกะคำศัพท์เองเทียบทีละหมวดได้ตรงกัน
นิยามกลาง (IPD/ผ่าตัด)หลากหลายตามบริษัทใช้นิยามกลางเดียวกัน เช่น IPD ≥ 6 ชม.
การกลับมามีผลคุ้มครอง (reinstatement) เมื่อขาดอายุไม่มีกรอบกลางชัดเจนขอกลับมามีผลได้ภายใน 90 วันจากวันครบกำหนดชำระเบี้ย โดยไม่ต้องเริ่มนับระยะรอคอย/เงื่อนไขโรคที่เป็นมาก่อนใหม่
การแจ้งปรับเบี้ย/ไม่ต่ออายุไม่มีกรอบกลางชัดเจนบริษัทต้องแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรล่วงหน้า ≥ 30 วัน
ส่วนร่วมจ่าย (copayment)แล้วแต่แบบ ไม่มีเกณฑ์กลางมีเกณฑ์กลางสำหรับกรมธรรม์ใหม่ตั้งแต่ 20 มี.ค. 2568

ข้อมูลในตาราง: สรุปจาก คปภ. ข่าวเลขที่ 92489, ถ้อยคำกรมธรรม์มาตรฐาน และเกณฑ์ copayment ของสมาคมประกันชีวิตไทย ณ 24 มิ.ย. 2569

สรุปและคำถามที่ควรถามก่อนเลือกแผน

New Health Standard ทำให้ตลาดประกันสุขภาพโปร่งใสและเทียบง่ายขึ้น ซึ่งเป็นประโยชน์กับคนที่กำลังเลือกแผน วิธีใช้ให้เกิดประโยชน์คือเริ่มจากเข้าใจว่าครอบครัวเราต้องการคุ้มครองหมวดไหนเป็นพิเศษ แล้วเทียบวงเงินทีละหมวด พร้อมเช็กเงื่อนไขส่วนร่วมจ่ายและการต่ออายุก่อนตัดสินใจ ถ้าอยากเข้าใจภาพใหญ่ว่าแผนแบบเหมาจ่ายกับแบบแยกค่าใช้จ่ายต่างกันอย่างไร ลองอ่าน เหมาจ่าย vs แยกค่าใช้จ่าย และเรื่องวงเงินที่ เลือกวงเงินเท่าไหร่ดี

ก่อนเซ็น ควรถามและอ่านในกรมธรรม์ให้ชัดว่า 1) แผนนี้อยู่ภายใต้เกณฑ์ส่วนร่วมจ่าย 20 มี.ค. 2568 หรือไม่ และเงื่อนไขเป็นอย่างไร 2) วงเงินแต่ละหมวดใน 13 หมวดเป็นเท่าไหร่ โดยเฉพาะหมวดโรคใหญ่ (มะเร็ง/ไต) 3) ระยะรอคอยและเงื่อนไขโรคที่เป็นมาก่อนของแผนนี้ระบุไว้อย่างไร

หมายเหตุด้านสุขภาพ: บทความนี้เป็นความรู้เรื่องเงื่อนไขประกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ และไม่มีผลิตภัณฑ์ประกันใดรักษาหรือป้องกันโรคได้ สำหรับคำถามด้านการตรวจคัดกรอง การรักษา หรือสุขภาพส่วนบุคคล โปรดปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร และอ้างอิงข้อมูลทางการแพทย์จากหน่วยงานที่เชื่อถือได้ เช่น กรมการแพทย์ สปสช. หรือราชวิทยาลัยที่เกี่ยวข้อง

บทความนี้เป็นความรู้ทั่วไปเพื่อให้ตั้งคำถามเป็น ไม่ใช่คำแนะนำให้ซื้อแผนใดแผนหนึ่ง ตัวเลขและหลักเกณฑ์อ้างอิงประกาศ/คำสั่งที่บังคับใช้ ณ วันที่ระบุ และอาจเปลี่ยนแปลงได้ ควรตรวจสอบกับกรมธรรม์ฉบับจริงและประกาศล่าสุดของ คปภ./กรมสรรพากรก่อนตัดสินใจ เมื่อพร้อมแล้ว ลองใช้ 13 หมวดนี้เป็นรายการตรวจสอบ แล้วใช้เครื่องมือของเราช่วยเทียบแบบไม่ต้องกรอกข้อมูลส่วนตัว