ตอนเซ็นกรมธรรม์ เราเชื่อใจบริษัทประกันด้วยเงินที่ตั้งใจกันไว้ให้ครอบครัว — แต่สัญญานี้จะมีความหมายก็ต่อเมื่อ "อีกฝ่าย" ยังอยู่และมีเงินจ่ายในวันที่เราเดือดร้อนจริง ซึ่งอาจเป็นอีก 5 ปี 10 ปี หรือ 20 ปีข้างหน้า ข่าวดีคือ เราไม่ต้องเดาเรื่องนี้เอง เพราะบริษัทประกันทุกแห่งต้องเปิดเผยฐานะการเงินตามกฎ คปภ. และมีเลขไม่กี่ตัวที่บอกได้ค่อนข้างชัดว่าบริษัทนั้น "แข็งแรงพอจะอยู่ยาวกับเราไหม" บทความนี้จะพาอ่านตัวเลขเหล่านั้นทีละขั้น ภาษาคนธรรมดา ไม่ต้องจบบัญชีก็ทำตามได้ค่ะ
KUMKRONG เป็นสื่อให้ความรู้ ไม่ใช่นายหน้าหรือที่ปรึกษาการลงทุน บทความนี้เป็นความรู้ทั่วไปเพื่อให้อ่านงบเองเป็น ไม่ใช่คำแนะนำให้เลือกซื้อบริษัทใดบริษัทหนึ่ง ตัวเลข "บริษัท ก./ข./ค." ทุกจุดเป็นค่าสมมุติเพื่อสอนวิธีอ่านเท่านั้น ก่อนตัดสินใจจริงให้ดูงบฉบับล่าสุดของบริษัทนั้นๆ จากเว็บ คปภ. (smart.oic.or.th) หรือเว็บบริษัทเสมอ
ทำไมคนซื้อประกัน (ไม่ใช่นักลงทุน) ก็ควรเปิดงบดู
คนมักคิดว่างบการเงินเป็นเรื่องของนักลงทุนหุ้น แต่สำหรับคนซื้อประกัน มันคือ "หลักประกันว่าจะได้เคลม" โดยตรง บริษัทที่ขายเบี้ยถูกที่สุดแต่ฐานะการเงินสั่นคลอน อาจกลายเป็นปัญหาใหญ่ตอนเราต้องการใช้เงินมากที่สุด เราเห็นบทเรียนนี้ชัดมากตอนวิกฤตประกันโควิด ที่บริษัทประกันวินาศภัยถูกเพิกถอนใบอนุญาตถึง 4 แห่ง (เอเชียประกันภัย, เดอะวันประกันภัย, ไทยประกันภัย, อาคเนย์ประกันภัย) เหลือเจ้าหนี้ที่ยื่นขอรับชำระหนี้ราว 683,068 ราย รวมยอดกว่า 56,000 ล้านบาท ที่ต้องไปตามทวงกับกองทุนประกันวินาศภัยแทน (ข้อมูลสะสมหลังเพิกถอน, ณ ช่วงปี 2565-2566) งบการเงินไม่ได้รับประกันอนาคต 100% แต่ช่วยให้เราหลีกเลี่ยงบริษัทที่ส่งสัญญาณเสี่ยงตั้งแต่เนิ่นๆ ได้
งบการเงินจริงหนาเป็นร้อยหน้า แต่คนทั่วไปโฟกัส 4 จุดก็พอ — เงินกองทุน (CAR), อัตราส่วนค่าสินไหม (Loss/Combined Ratio), สภาพคล่อง และผลกำไร แล้วเสริมด้วยเครดิตเรตติ้งอีกตัวหนึ่ง ที่เหลือปล่อยให้นักวิเคราะห์มืออาชีพดูแทนได้
ภาพรวม 5 จุดที่ต้องดู
| ตัวเลข | บอกอะไร | ดูแล้วสบายใจเมื่อ |
|---|---|---|
| อัตราส่วนเงินกองทุน (CAR) | บริษัทมีเงินกองทุนหนาแค่ไหนเทียบกับความเสี่ยง | สูงกว่าระดับเฝ้าระวัง 140% มากๆ (เช่น 200%+) |
| อัตราส่วนค่าสินไหม / อัตราส่วนรวม (Loss / Combined Ratio) | จ่ายเคลม+ค่าใช้จ่ายเทียบกับเบี้ยที่ถือเป็นรายได้ | Combined Ratio ต่ำกว่า 100% = มีกำไรจากการรับประกัน |
| สภาพคล่อง (Liquidity) | มีเงินสด/สินทรัพย์พร้อมจ่ายระยะสั้นพอไหม | สินทรัพย์หมุนเวียนมากกว่าหนี้ระยะสั้นสบายๆ |
| ผลกำไร (Net Profit) | ทำกำไรต่อเนื่องหรือขาดทุนสะสม | กำไรสม่ำเสมอหลายปีติดต่อกัน |
| เครดิตเรตติ้ง (Credit Rating) | มุมมองของสำนักจัดอันดับต่อความสามารถชำระหนี้ | อยู่ใน Investment Grade (BBB- ขึ้นไป) |
1) อัตราส่วนเงินกองทุน (CAR) — เลขที่ต้องดูเป็นอันดับแรก

CAR (Capital Adequacy Ratio / อัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุน) คือหัวใจค่ะ มันเทียบ "เงินกองทุนที่บริษัทมี" กับ "เงินกองทุนที่ต้องดำรงตามความเสี่ยงทุกประเภทรวมกัน" ภายใต้กรอบ RBC2 ของ คปภ. พูดง่ายๆ ยิ่ง CAR สูง แปลว่าบริษัทมีกันชนรองรับเหตุไม่คาดฝันหนากว่า
จุดที่บล็อกทั่วไปมักเข้าใจผิด: หลายที่บอกว่า "ขั้นต่ำตามกฎหมายคือ 140%" — ไม่ถูกค่ะ ตามประกาศ คปภ. RBC2 พ.ศ. 2562 ข้อ 6 ระบุชัดว่า "อัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุนต้องไม่ต่ำกว่าร้อยละหนึ่งร้อย" คือ ขั้นต่ำตามกฎหมาย = 100% (และต้องมีพื้นเงินกองทุนไม่ต่ำกว่า 30 ล้านบาทเสมอ) ส่วน 140% เป็น "ระดับเฝ้าระวัง" ที่หากต่ำกว่านี้ นายทะเบียนอาจกำหนดมาตรการที่จำเป็น (ทยอยปรับจาก 120% ช่วง 31 ธ.ค. 2562–2564 เป็น 140% ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2565) สรุปคือ ต่ำกว่า 100% = ผิดกฎหมาย / 100–140% = ถูกกฎหมายแต่ถูกจับตา / สูงกว่า 140% มากๆ = สบายใจ
จากกราฟ (ค่าสมมุติ ก./ข./ค. เพื่อสอนอ่าน) จะเห็นว่าบริษัท ก. และ ข. ยืนเหนือระดับเฝ้าระวัง 140% สบายๆ ส่วนบริษัท ค. ที่ 135% ยัง "ถูกกฎหมาย" เพราะเกิน 100% แต่หล่นต่ำกว่าระดับเฝ้าระวัง — ไม่ได้แปลว่าจะล้มทันที แต่เป็นจุดที่ควรเปิดอีก 4 ข้อที่เหลือดูให้ละเอียดขึ้น และติดตามว่าแนวโน้มดีขึ้นหรือแย่ลง
2) อัตราส่วนค่าสินไหม และอัตราส่วนรวม (Loss & Combined Ratio)
Loss Ratio (อัตราส่วนค่าสินไหมทดแทน) = ค่าสินไหมที่เกิดขึ้น ÷ เบี้ยที่ถือเป็นรายได้ สมมุติบริษัทมีเบี้ยรายได้ 100 บาท จ่ายเคลม 60 บาท Loss Ratio = 60% แต่ตัวที่บอกภาพ "กำไร-ขาดทุนจากการรับประกัน" ได้ครบกว่าคือ Combined Ratio (อัตราส่วนรวม) = Loss Ratio + Expense Ratio (ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน) เส้นแบ่งสำคัญอยู่ที่ 100% — ต่ำกว่า 100% แปลว่าบริษัทมีกำไรจากการรับประกัน, สูงกว่า 100% แปลว่าขาดทุนจากการรับประกัน (จ่ายเคลม+ค่าใช้จ่ายมากกว่าเบี้ยที่หาได้)
ข้อควรรู้: Combined Ratio เกิน 100% ไม่ได้แปลว่าบริษัทขาดทุนสุทธิเสมอไป เพราะยังมีรายได้จากการลงทุน (ดอกเบี้ย/เงินปันผล) มาช่วยชดเชยได้ แต่ถ้าเกิน 100% "ติดต่อกันหลายปี" นั่นเป็นสัญญาณเตือนเรื่องความมั่นคงที่ควรจับตา
ตัวเลขในงบบอกภาพรวมระดับบริษัท แต่ "เคลมง่ายหรือยาก" ในชีวิตจริงเป็นอีกมิติ คปภ. เผยแพร่สถิติเรื่องร้องเรียนและรายงานประจำปีไว้ที่ oic.or.th (ส่วนสถิติ/รายงานประจำปี) ลองอ่านวิธีดูประกอบกันได้ที่ จ่ายจริง — เช็กประวัติการเคลมก่อนเลือกบริษัท และ ขั้นตอนเตรียมเคลมให้ผ่านฉลุย
3) สภาพคล่อง — มีเงินสดพร้อมจ่ายไหม
บริษัทอาจมีสินทรัพย์รวมเยอะ แต่ถ้าส่วนใหญ่เป็นสินทรัพย์ที่เปลี่ยนเป็นเงินสดยาก เวลาต้องจ่ายเคลมหลายเคสพร้อมกันก็อาจติดขัดได้ สภาพคล่องดูง่ายๆ จากการเทียบ "สินทรัพย์ที่เปลี่ยนเป็นเงินได้เร็ว" กับ "ภาระที่ต้องจ่ายในระยะสั้น" ถ้าฝั่งแรกมากกว่าฝั่งหลังอย่างสบายๆ แปลว่ามีเงินพร้อมจ่ายเมื่อถึงคราวจำเป็น
| รายการ (ตัวอย่างสมมุติ) | บริษัท ก. | อ่านอย่างไร |
|---|---|---|
| สินทรัพย์หมุนเวียน | 1,500 ล้านบาท | เงินสด + สินทรัพย์เปลี่ยนเป็นเงินได้เร็ว |
| หนี้สินระยะสั้น | 900 ล้านบาท | ภาระที่ต้องจ่ายภายใน 1 ปี |
| อัตราส่วน (เท่า) | ≈ 1.67 | มากกว่า 1 = มีเงินพร้อมจ่าย ยิ่งสูงยิ่งอุ่นใจ |
4) ผลกำไร — บริษัทยืนได้ด้วยตัวเองหรือไม่
ดูว่าบริษัท "ทำกำไรต่อเนื่อง" หรือ "ขาดทุนสะสม" บริษัทที่กำไรสม่ำเสมอหลายปีมักบริหารความเสี่ยงได้ดีและมีแนวโน้มอยู่กับเราระยะยาว ส่วนบริษัทที่ขาดทุนต่อเนื่องไม่ได้แปลว่าจะปิดกิจการทันที แต่เป็นสัญญาณให้ดูตัวเลขอื่นประกอบให้ละเอียดขึ้น โดยเฉพาะ CAR ว่ายังหนาพออยู่ไหม และดูว่าขาดทุนนั้นมาจากเหตุชั่วคราว (เช่น เคลมก้อนใหญ่ปีเดียว) หรือเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ลากยาว
5) เครดิตเรตติ้ง — ทางลัดให้มืออาชีพช่วยอ่านแทน
ถ้าไม่อยากนั่งคำนวณเอง เครดิตเรตติ้งคือทางลัดที่ดี เพราะเป็นการสรุปความสามารถชำระหนี้โดยสำนักจัดอันดับมืออาชีพ ในไทยมี 2 สำนักที่ ก.ล.ต. รับรอง คือ TRIS Rating และ Fitch Ratings (ประเทศไทย) เส้นแบ่งที่สำคัญที่สุดคือระหว่าง Investment Grade (น่าลงทุน) กับ Speculative Grade (เก็งกำไร/ความเสี่ยงสูง)
| กลุ่ม | อันดับ | ความหมายคร่าวๆ |
|---|---|---|
| Investment Grade (น่าลงทุน) | AAA … ลงมาถึง BBB- | ความสามารถชำระหนี้ดี — BBB- คืออันดับต่ำสุดที่ยังถือว่าน่าลงทุน |
| Speculative Grade (เก็งกำไร) | BB+ ลงไปจนถึง D | ความเสี่ยงผิดนัดสูงขึ้น — D คือผิดนัดชำระแล้ว |
จุดที่คนสับสนบ่อย: รหัสที่มี (tha) ต่อท้าย เช่น AAA(tha) เป็น "National Scale" คือเทียบความน่าเชื่อถือเฉพาะภายในประเทศไทยเท่านั้น ไม่สามารถนำไปเทียบข้ามประเทศหรือเทียบกับ International Scale ได้โดยตรง ดังนั้น AAA(tha) ไม่ได้แปลว่าแข็งแกร่งเท่า AAA ระดับโลก นอกจากนี้ ความมั่นคงของบริษัทประกันยังมีอีกมาตรวัดเฉพาะคือ Insurer Financial Strength (IFS) Rating ที่สำนักระดับสากล (S&P/Moody's/Fitch global/AM Best) ใช้ประเมินด้วย
ตาข่ายความปลอดภัยขั้นสุดท้าย ถ้าบริษัทถูกเพิกถอนใบอนุญาตจริง
ต่อให้เลือกอย่างรอบคอบแล้ว เหตุไม่คาดฝันก็เกิดได้ ข่าวดีคือกฎหมายไทยมี "กองทุน" รองรับขั้นสุดท้ายไว้ ถ้าบริษัทถูกเพิกถอนใบอนุญาต กรณีประกันวินาศภัย (รถ/บ้าน/สุขภาพ/เดินทาง ฯลฯ) มี "กองทุนประกันวินาศภัย" ตั้งขึ้นตามมาตรา 79 พ.ร.บ.ประกันวินาศภัย (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2551) ทำหน้าที่ชำระหนี้ให้เจ้าหนี้ตามสิทธิที่เกิดจากการเอาประกันภัย ส่วนประกันชีวิตมี "กองทุนประกันชีวิต" คู่ขนานกัน
สำคัญ: เพดานคุ้มครองของกองทุนทั้งสองอยู่ที่ "ไม่เกิน 1,000,000 บาทต่อคน" รวมทุกสิทธิ/ทุกกรมธรรม์ที่บุคคลนั้นมีกับบริษัทที่ถูกเพิกถอน หากสิทธิรวมเกิน 1 ล้าน ส่วนเกินอาจไม่ได้คืนเต็ม ดังนั้นกองทุนคือ "ตาข่ายฉุกเฉิน" ไม่ใช่เหตุผลให้ละเลยการเลือกบริษัทที่มั่นคงตั้งแต่แรก โดยเฉพาะกรมธรรม์ทุนสูงๆ (ข้อมูล ณ มิ.ย. 2569)
หาตัวเลขพวกนี้ได้ที่ไหน และเช็กยังไง
- OIC e-Service (smart.oic.or.th) → Menu12 "เกี่ยวกับบริษัทประกันภัย" — ตรวจว่าบริษัทมีใบอนุญาตจริง พร้อมดูข้อมูลฐานะการเงิน และมีรายชื่อใบอนุญาตที่ถูกเพิกถอนให้เช็กด้วย
- เว็บไซต์ทางการของบริษัทประกัน — หน้า "นักลงทุนสัมพันธ์" หรือ "รายงานประจำปี" มองหา "งบแสดงฐานะการเงิน" และ "อัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุน (CAR)"
- เว็บสำนักจัดอันดับ TRIS Rating (trisrating.com) — ดูอันดับเครดิตและบทวิเคราะห์ของบริษัทที่ได้รับการจัดอันดับ
- ตลาดหลักทรัพย์ (สำหรับบริษัทที่จดทะเบียน) — มีงบรายไตรมาสให้ดูย้อนหลัง
- ไม่แน่ใจเรื่องใบอนุญาตตัวแทน/นายหน้า → OIC e-Service Menu1 หรือโทรสายด่วน คปภ. 1186 ยืนยันได้
กติกาเวลาอ่าน: 1) ดูงบ "ฉบับล่าสุด" เสมอ และจดวันที่ของข้อมูล (as-of) ไว้ — ตัวเลขเก่าอาจไม่สะท้อนปัจจุบัน 2) เทียบหลายบริษัทด้วยเกณฑ์และช่วงเวลาเดียวกัน อย่าดูเจ้าเดียวลอยๆ 3) ฐานะการเงินดีเป็นแค่หนึ่งปัจจัย ต้องดูความคุ้มครอง เงื่อนไข และประวัติการเคลมประกอบเสมอ
สรุป: เช็กลิสต์ 2 นาทีก่อนตัดสินใจ
ลองถามตัวเองสั้นๆ — CAR สูงกว่าระดับเฝ้าระวัง 140% เยอะไหม (และเกิน 100% แน่นอน)? Combined Ratio ต่ำกว่า 100% หรือเปล่า? สภาพคล่องมากกว่า 1 เท่าไหม? บริษัทกำไรต่อเนื่องไหม? และเครดิตเรตติ้งอยู่ใน Investment Grade ไหม? ถ้าตอบ "ใช่" ได้หลายข้อ ก็อุ่นใจได้ระดับหนึ่งแล้ว จากนั้นค่อยเอาความคุ้มครองและประวัติการเคลมมาประกอบ การใช้เวลาแค่สองนาทีเปิด smart.oic.or.th ดูตรงนี้ ช่วยให้เราเลือกประกันที่ "อยู่กับเราได้จริง" ในวันที่ต้องการที่สุดค่ะ
KUMKRONG เป็นสื่อเปรียบเทียบ/ให้ความรู้ ไม่ใช่นายหน้า · ข้อมูลเป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำรายบุคคล · ธุรกรรมและการขอใบเสนอราคาดำเนินการโดยบริษัทประกันที่มีใบอนุญาตโดยตรง · อาจมีค่าตอบแทนจากการแนะนำ (affiliate)



