ทุกสิ้นเดือนพอเงินเดือนเข้า เราจะเห็นช่อง “หักภาษี ณ ที่จ่าย” โดนหักไปก้อนหนึ่งเสมอ จนหลายคนเข้าใจว่า “บริษัทจัดการให้หมดแล้ว ไม่ต้องทำอะไรอีก” ความจริงคือเงินที่บริษัทหักระหว่างปีเป็นแค่การ “จ่ายภาษีล่วงหน้า” แทนเราเป็นรายเดือน ส่วนการ “สรุปยอดทั้งปี” ว่าจริง ๆ แล้วเราต้องเสียเท่าไหร่ ยังเป็นหน้าที่ที่เราต้องยื่นแบบเองทุกปีอยู่ดี และข่าวดีคือ ถ้าใช้สิทธิลดหย่อนครบ คนจำนวนมากได้ภาษีคืนกลับมาเป็นเงินก้อน เพราะระหว่างปีถูกหักไว้เกินจริง
บทความนี้เป็นข้อมูลเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำด้านภาษีหรือการลงทุนเฉพาะบุคคล KUMKRONG เป็นสื่อให้ความรู้ ไม่ใช่นายหน้าหรือที่ปรึกษาภาษี และไม่เก็บข้อมูลส่วนตัวของผู้อ่าน ตัวเลข วงเงิน และเงื่อนไขทั้งหมดอ้างอิงประกาศกรมสรรพากร (rd.go.th) ปีภาษี 2568 — ข้อมูล ณ มิ.ย. 2569 ก่อนยื่นจริงควรตรวจฉบับล่าสุดกับกรมสรรพากร หรือปรึกษานักบัญชี/ที่ปรึกษาภาษีที่มีใบอนุญาตสำหรับกรณีของคุณ
ใครบ้างที่ “ต้องยื่น” ภาษี
ตามเกณฑ์กรมสรรพากร คนที่มีเงินได้จากเงินเดือนอย่างเดียว (เงินได้ประเภทที่ 1 ตามมาตรา 40(1)) มีหน้าที่ต้องยื่นแบบเมื่อรายได้ทั้งปีถึงเกณฑ์ดังนี้ — กรณีโสด เกิน 120,000 บาท/ปี และกรณีมีคู่สมรส รายได้รวมกันเกิน 220,000 บาท/ปี ข้อมูล ณ มิ.ย. 2569
| สถานะ | เงินได้ทั้งปีที่ทำให้ “ต้องยื่น” |
|---|---|
| โสด | เกิน 120,000 บาท/ปี |
| มีคู่สมรส (นับรวมทั้งคู่) | เกิน 220,000 บาท/ปี |
“มีหน้าที่ยื่น” ไม่เท่ากับ “ต้องเสียภาษี” เสมอไป หลายคนถึงเกณฑ์ต้องยื่น แต่พอหักค่าใช้จ่ายและลดหย่อนครบแล้วเงินได้สุทธิต่ำกว่า 150,000 บาท จึงไม่ต้องเสียภาษีเลย หรือกระทั่งได้คืนเพราะถูกหัก ณ ที่จ่ายไว้เกิน
แม้คำนวณแล้วไม่ต้องจ่ายเพิ่ม แต่ถ้าถึงเกณฑ์ต้องยื่นแล้วไม่ยื่น อาจมีค่าปรับและเงินเพิ่มตามกฎหมาย ฉะนั้นถึงผลจะออกมาเป็นศูนย์หรือได้คืน ก็ควรยื่นให้เรียบร้อยทุกปี
ภาษีคำนวณยังไง — เข้าใจใน 3 ขั้น
หัวใจของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาคือสูตรเดียวนี้ค่ะ: เงินได้ทั้งปี − ค่าใช้จ่าย − ค่าลดหย่อน = เงินได้สุทธิ จากนั้นจึงนำ “เงินได้สุทธิ” ไปเข้าตารางอัตราภาษีแบบขั้นบันได พูดง่าย ๆ คือยิ่งลดหย่อนได้มาก เงินได้สุทธิยิ่งน้อย ภาษีก็ยิ่งน้อยตาม ทั้งสามขั้นเป็นแบบนี้
| ขั้น | ทำอะไร | ตัวอย่างตัวเลข |
|---|---|---|
| 1) หักค่าใช้จ่าย | เงินเดือนหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาท | 500,000 → หักได้เต็มเพดาน 100,000 |
| 2) หักค่าลดหย่อน | หักสิทธิลดหย่อนต่าง ๆ (ส่วนตัว/ประกัน/กองทุน ฯลฯ) | สมมติรวมลดหย่อน 200,000 |
| 3) เข้าตารางอัตราภาษี | นำเงินได้สุทธิเข้าอัตราขั้นบันได | 500,000 − 100,000 − 200,000 = 200,000 (สุทธิ) |
จากตัวอย่าง เงินได้สุทธิ 200,000 บาท จะเสียภาษีเฉพาะส่วนที่เกิน 150,000 บาทแรก (ที่ได้รับยกเว้น) คือ 50,000 บาท คูณอัตรา 5% = ภาษีประมาณ 2,500 บาททั้งปี ถ้าระหว่างปีถูกหัก ณ ที่จ่ายไว้มากกว่านี้ ส่วนต่างก็จะได้คืน
อัตราภาษีขั้นบันได (ปีภาษี 2568)

ภาษีไทยเป็นแบบ “ขั้นบันได” หมายความว่าเงินได้สุทธิแต่ละช่วงเสียอัตราต่างกัน ไม่ใช่ทั้งก้อนเสียอัตราเดียว เช่น คนที่มีเงินได้สุทธิ 400,000 บาท ไม่ได้เสีย 10% ทั้งก้อน แต่ 150,000 แรกยกเว้น ช่วงถัดไปเสีย 5% แล้วค่อยขยับเป็น 10% เฉพาะส่วนที่เกิน 300,000 เท่านั้น ตารางเต็มเป็นดังนี้ ข้อมูล ณ มิ.ย. 2569
| เงินได้สุทธิ (บาท/ปี) | อัตราภาษี |
|---|---|
| 0 – 150,000 | ยกเว้น |
| 150,001 – 300,000 | 5% |
| 300,001 – 500,000 | 10% |
| 500,001 – 750,000 | 15% |
| 750,001 – 1,000,000 | 20% |
| 1,000,001 – 2,000,000 | 25% |
| 2,000,001 – 5,000,000 | 30% |
| เกิน 5,000,000 | 35% |
ลดหย่อนอะไรได้บ้าง — กลุ่มที่มนุษย์เงินเดือนใช้บ่อย
นี่คือพระเอกของเรื่อง ยิ่งใช้สิทธิลดหย่อนครบ เงินได้สุทธิยิ่งลด ภาษียิ่งประหยัด ตารางด้านล่างคือกลุ่มลดหย่อนยอดฮิตของมนุษย์เงินเดือนพร้อมวงเงินปีภาษี 2568 (ตัวเลขเหล่านี้กรมสรรพากรปรับได้เป็นรายปี ตรวจฉบับล่าสุดกับ rd.go.th ก่อนยื่นทุกครั้ง) ข้อมูล ณ มิ.ย. 2569
| รายการ | วงเงินลดหย่อน | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| ลดหย่อนส่วนตัว | 60,000 บาท | ได้อัตโนมัติทุกคน |
| คู่สมรส (ไม่มีเงินได้) | 60,000 บาท | คู่สมรสต้องไม่มีเงินได้ในปีภาษีนั้น |
| บุตร | 30,000 บาท/คน | บุตรคนที่ 2 เป็นต้นไปที่เกิดตั้งแต่ปี 2561 ลดหย่อนได้ 60,000 บาท/คน |
| ค่าฝากครรภ์–คลอดบุตร | ตามจ่ายจริง ไม่เกิน 60,000 บาท/ครั้ง | ใช้กับการตั้งครรภ์แต่ละคราว |
| บิดามารดา | 30,000 บาท/ท่าน | ท่านต้องอายุ 60 ปีขึ้นไป และมีเงินได้ไม่เกิน 30,000 บาท/ปี |
| เงินสมทบประกันสังคม | ตามที่จ่ายจริง สูงสุด 9,000 บาท (ปีภาษี 2568) | ดูกล่อง “ตัวเลขที่กำลังเปลี่ยน” ด้านล่าง |
| เบี้ยประกันชีวิตทั่วไป | ตามจ่ายจริง สูงสุด 100,000 บาท | กรมธรรม์ต้องมีกำหนดเวลาตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป |
| เบี้ยประกันสุขภาพตนเอง | ตามจ่ายจริง สูงสุด 25,000 บาท | เมื่อรวมกับเบี้ยประกันชีวิตทั่วไปแล้วต้องไม่เกิน 100,000 บาท |
| เบี้ยประกันสุขภาพบิดามารดา | ตามจ่ายจริง สูงสุด 15,000 บาท | บิดามารดามีเงินได้ไม่เกินเกณฑ์ |
| กองทุนเพื่อเกษียณ (RMF/SSF/PVD/กบข./บำนาญ ฯลฯ) | แต่ละกองมีเพดานของตัวเอง รวมทุกกองไม่เกิน 500,000 บาท | แต่ละกองมีเงื่อนไขถือครอง/ลงทุนต่างกัน ตรวจก่อนซื้อ |
ตัวเลขที่กำลังเปลี่ยน — เงินสมทบประกันสังคม: สำหรับ “ปีภาษี 2568” กรมสรรพากรระบุลดหย่อนได้สูงสุด 9,000 บาท (จากเพดานเงินสมทบเดิม 750 บาท × 12 เดือน) ส่วนตั้งแต่ 1 ม.ค. 2569 เพดานเงินสมทบ ม.33 ปรับขึ้น (สูงสุด 875 บาท/เดือน) จึงคาดว่า “ปีภาษี 2569” (ยื่นต้นปี 2570) จะลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริงสูงสุด ~10,500 บาท แต่ ณ มิ.ย. 2569 ยังไม่มีหน้าทางการของกรมสรรพากรยืนยันตัวเลข 10,500 จึงอย่าเพิ่งใช้เป็นยอดยืนยัน — ตรวจล่าสุดกับ rd.go.th ก่อนยื่น
ภาพข้างบนเป็นเพียงตัวอย่างสมมติเพื่อให้เห็นภาพรวม รวมแล้วประมาณ 229,000 บาท ตัวเลขจริงของแต่ละคนต่างกันมากตามว่ามีประกัน กองทุน หรือคนในอุปการะกี่คน — ของคุณอาจมากหรือน้อยกว่านี้
ภ.ง.ด.90 กับ ภ.ง.ด.91 ต่างกันยังไง
ตอนยื่นออนไลน์ ระบบจะถามว่าเราใช้แบบไหน คำตอบขึ้นอยู่กับว่ามีรายได้ทางเดียวหรือหลายทาง ถ้ามีแต่เงินเดือนล้วน ๆ ใช้ ภ.ง.ด.91 แต่ถ้ามีรายได้อื่นด้วย เช่น รับงานฟรีแลนซ์ ขายของออนไลน์ หรือค่าเช่า ต้องใช้ ภ.ง.ด.90
| หัวข้อ | ภ.ง.ด.91 | ภ.ง.ด.90 |
|---|---|---|
| เหมาะกับใคร | มีเงินได้จากเงินเดือนทางเดียว | มีรายได้หลายทาง (ฟรีแลนซ์/ขายของ/ค่าเช่า ฯลฯ) |
| ความซับซ้อน | กรอกน้อย ตรงไปตรงมา | ต้องแยกกรอกเงินได้หลายประเภท |
| ตัวอย่าง | พนักงานประจำล้วน ๆ | พนักงานประจำ + รับงานเสริม |
ขั้นตอนยื่นออนไลน์ (e-Filing) ทีละสเต็ป
- เตรียมเอกสาร: หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) จาก HR, เอกสาร/ใบเสร็จเบี้ยประกันและกองทุน, ยอดเงินสมทบประกันสังคม
- เข้าเว็บกรมสรรพากร (rd.go.th) เลือกบริการยื่นแบบผ่านอินเทอร์เน็ต แล้วสมัครหรือเข้าสู่ระบบ
- เลือกแบบให้ตรง: เงินเดือนล้วน ๆ ใช้ ภ.ง.ด.91 / มีรายได้อื่นใช้ ภ.ง.ด.90
- กรอกเงินได้ตาม 50 ทวิ แล้วใส่ค่าลดหย่อนให้ครบทุกสิทธิ ระบบจะคำนวณภาษีให้อัตโนมัติ
- ตรวจทานยอดให้ตรงกับสลิป/เอกสาร แล้วยืนยันการยื่น ถ้ามีภาษีคืน ให้ผูกพร้อมเพย์กับเลขบัตรประชาชนไว้ เพื่อรับเงินคืนเร็วขึ้น
กำหนดเวลายื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปกติคือ 1 ม.ค. – 31 มี.ค. ของปีถัดจากปีภาษี และการยื่นออนไลน์ผ่าน e-Filing มักได้ขยายเวลาเพิ่มอีกประมาณ 8 วัน แต่ละปีวันที่อาจต่างกัน — ตรวจกำหนดวันที่แน่นอนของปีภาษี 2568 กับ rd.go.th ก่อนยื่น
แม้ยื่นออนไลน์ ก็ควรเก็บ 50 ทวิ ใบเสร็จเบี้ยประกัน และหนังสือรับรองกองทุนไว้ เผื่อกรมสรรพากรขอตรวจสอบย้อนหลัง การจัดเก็บเป็นไฟล์ไว้ที่เดียวจะช่วยให้ค้นง่ายเมื่อต้องใช้
ได้ภาษีคืน หรือต้องจ่ายเพิ่ม
หลังกรอกครบ ระบบจะสรุปผลทันทีว่า “ได้คืน” หรือ “ต้องจ่ายเพิ่ม” ถ้าระหว่างปีถูกหัก ณ ที่จ่ายไว้เกินและใช้สิทธิลดหย่อนครบ ส่วนใหญ่จะได้คืน เงินคืนจะเข้าพร้อมเพย์ที่ผูกกับเลขบัตรประชาชน ส่วนคนที่ต้องจ่ายเพิ่มและยอดถึงเกณฑ์ สามารถขอผ่อนชำระได้ตามเงื่อนไขกรมสรรพากร เคล็ดลับคือวางแผนลดหย่อนตั้งแต่ต้นปี ไม่ใช่รอตอนใกล้ยื่น เพราะหลายสิทธิ (เช่น กองทุนเพื่อเกษียณ ประกัน) ต้องจ่ายจริงภายในปีภาษีนั้นถึงจะนำมาลดหย่อนได้
ย้ำอีกครั้ง: เนื้อหานี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำเฉพาะบุคคล KUMKRONG ไม่ได้เป็นนายหน้าหรือที่ปรึกษาภาษี และไม่เก็บข้อมูลส่วนตัวของผู้อ่าน สำหรับกรณีจริงของคุณ — โดยเฉพาะเมื่อมีรายได้หลายทาง การลงทุนที่มีความเสี่ยง หรือสถานะครอบครัวที่ซับซ้อน — ควรตรวจประกาศล่าสุดที่ rd.go.th หรือปรึกษานักบัญชี/ที่ปรึกษาภาษีที่มีใบอนุญาต ส่วนสิทธิประกันสังคมตรวจกับ สปส. สายด่วน 1506




