ภาพที่คนถามกันบ่อยที่สุดเรื่องนี้มักจะเป็นแบบนี้ค่ะ — ถือกรมธรรม์ของบริษัทหนึ่งมาหลายปี อยู่ดีๆ ก็เจอแผนที่ถูกกว่า บริการดีกว่า หรือเริ่มไม่สบายใจกับบริษัทเดิม แล้วก็คิดว่า 'งั้นขอย้ายเล่มที่มีอยู่ไปบริษัทใหม่เลยได้ไหม จะได้ไม่ต้องเริ่มนับหนึ่ง' ฟังดูสมเหตุสมผลมาก แต่พอลงรายละเอียดจะพบว่ามันไม่ได้ทำงานแบบนั้น และความเข้าใจคลาดเคลื่อนตรงนี้แหละที่ทำให้หลายคน 'เสียสิทธิ์เดิมที่สะสมมา' โดยไม่รู้ตัว เราเลยอยากปูพื้นให้ชัดก่อนตัดสินใจค่ะ

ใจความสำคัญก่อนอ่านต่อ: การ 'โอนกรมธรรม์' จากบริษัท A ไปเป็นกรมธรรม์ของบริษัท B แบบยกทั้งเล่ม โดยทั่วไป ทำไม่ได้ เพราะกรมธรรม์คือสัญญาเฉพาะระหว่างคุณกับบริษัทนั้น สิ่งที่ทำได้จริงคือ 'ปิดเล่มเดิม แล้วทำเล่มใหม่' (ซึ่งหมายถึงเงื่อนไขใหม่ ราคาใหม่ และบางทีต้องเริ่มนับระยะรอคอยใหม่) หรือ 'เปลี่ยนแปลงบางอย่างในเล่มเดิม' ที่ไม่ใช่การย้ายบริษัท

ทำไมถึงโอนกรมธรรม์ตรงๆ ข้ามบริษัทไม่ได้

ลองนึกว่ากรมธรรม์เหมือนสัญญาที่ตัดเย็บมาเฉพาะตัวคุณ ตอนรับประกัน บริษัทประเมินความเสี่ยงของคุณ ณ วันนั้น — อายุ ประวัติสุขภาพ รุ่นรถ พื้นที่ที่อยู่ ประวัติการเคลม — แล้วตั้งเบี้ยกับเงื่อนไขให้พอดีกับความเสี่ยงชุดนั้น บริษัทอื่นจึง 'รับช่วง' สัญญาเดิมต่อไม่ได้ เพราะเขาไม่ได้เป็นคนประเมินความเสี่ยงตั้งแต่ต้น และที่สำคัญกว่านั้น แต่ละบริษัทต้องกันเงินสำรอง (เงินกองทุน) ของตัวเองไว้รองรับสัญญาที่ตัวเองรับมาเท่านั้น สัญญาของคุณจึงผูกกับเงินสำรองของบริษัทเดิม ไม่ใช่ของบริษัทใหม่

พูดให้ตรงคือ เวลาเราใช้คำว่า 'ย้ายบริษัทประกัน' ในชีวิตจริงมันแปลว่า ปิดเล่มเดิม + เปิดเล่มใหม่ ไม่ใช่ยกของเก่าข้ามไปทั้งดุ้น และจุดที่ต้องระวังที่สุดคือคำว่า 'เล่มใหม่' — เพราะมันหมายถึงเงื่อนไขใหม่ ราคาใหม่ และในประกันสุขภาพคืออาจต้องเริ่มนับระยะเวลารอคอย (waiting period) กันใหม่ทั้งหมด

แยกตามประเภทประกัน: อะไรพอย้ายได้ อะไรย้ายแล้วเสียของ

ความเป็นไปได้ในการ 'ย้าย' ขึ้นกับว่าเป็นประกันแบบไหน ตารางนี้เป็นภาพรวมทั่วไป (ข้อมูล ณ มิ.ย. 2026) รายละเอียดจริงยังต้องยึดตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ของคุณเองเสมอนะคะ

เปรียบเทียบความเป็นไปได้ในการย้ายตามประเภทประกัน (ภาพรวม · ข้อมูล ณ มิ.ย. 2026)
ประเภทประกันย้าย/โอนทั้งเล่มข้ามบริษัทสิ่งที่ทำได้จริง
ประกันรถยนต์ (ภาคสมัครใจ)ไม่ได้ (แต่ 'ย้าย' ง่ายที่สุด)ยกเลิกเล่มเดิม ขอเบี้ยคืนตามส่วน แล้วทำเล่มใหม่ ขอใช้ส่วนลดประวัติดี (No Claim Bonus) ต่อกับบริษัทใหม่ได้
ประกันสุขภาพ / โรคร้ายแรงไม่ได้ (ระวังมากที่สุด)สมัครใหม่ = ต้องแถลงสุขภาพใหม่ + เริ่มนับระยะรอคอยใหม่ + โรคที่เป็นอยู่ก่อนอาจกลายเป็นข้อยกเว้น
ประกันชีวิตไม่ได้ทำเล่มใหม่ หรือใช้สิทธิ์ปรับเปลี่ยนแบบประกัน/เวนคืนในเล่มเดิม
ประกันชีวิต: เปลี่ยนผู้รับผลประโยชน์ได้ (ในเล่มเดิม)แจ้งบริษัทเดิมเปลี่ยนชื่อผู้รับผลประโยชน์ — นี่ไม่ใช่การย้ายบริษัท
ประกันเดินทางไม่ได้ (และไม่จำเป็น)ส่วนใหญ่เป็นรายเที่ยว/รายช่วง ทริปถัดไปซื้อกับเจ้าไหนก็ได้

จุดที่เจ็บที่สุดคือประกันสุขภาพ ถ้าคุณถือมานานและระหว่างทางเริ่มมีโรคประจำตัว การย้ายไปสมัครใหม่อาจทำให้โรคนั้นกลายเป็น 'ข้อยกเว้น' ในเล่มใหม่ หรือถูกคิดเบี้ยแพงขึ้น/ขอเอกสารแพทย์เพิ่ม ทั้งที่เล่มเดิมผ่านระยะรอคอยมาแล้วและคุ้มครองโรคนั้นอยู่ บ่อยครั้ง 'อยู่เล่มเดิมต่อ' คุ้มกว่าการย้ายมาก กฎเหล็กคือ อย่าเพิ่งยกเลิกเล่มเดิม จนกว่าเล่มใหม่จะอนุมัติและเริ่มคุ้มครองจริงในมือแล้ว

ถ้าจะย้ายบริษัทประกันรถ ทำยังไงให้ไม่มีรอยต่อ

ข้อมูลที่โปร่งใสช่วยให้เปรียบเทียบได้อย่างเป็นธรรม

ประกันรถยนต์ภาคสมัครใจเป็นกลุ่มที่ 'ย้าย' ได้ลื่นที่สุด เพราะส่วนใหญ่เป็นสัญญาปีต่อปี และคุณมีสิทธิ์ยกเลิกกลางทางเพื่อขอเบี้ยคืนตามส่วน ขั้นตอนคร่าวๆ เรียงตามนี้ค่ะ

  • ตรวจวันหมดอายุของเล่มปัจจุบัน และถามบริษัทว่ายกเลิกกลางทางได้เบี้ยคืนเท่าไร หักค่าดำเนินการอย่างไร
  • เทียบความคุ้มครอง/เบี้ยของบริษัทใหม่ก่อน อย่าดูแค่ถูกกว่า ให้ดูทุนประกัน ประเภทซ่อม (ห้าง/อู่) และอู่ในเครือ
  • ทำเล่มใหม่ให้คุ้มครอง 'ต่อเนื่อง' อย่าให้มีช่วงว่างประกันแม้แต่วันเดียว — ให้เล่มใหม่เริ่มวันเดียวกับหรือก่อนวันที่เล่มเก่าสิ้นสุด
  • ขอ 'ส่วนลดประวัติดี / ขั้นเคลม (No Claim Bonus)' ต่อกับบริษัทใหม่ มักต้องใช้ตารางกรมธรรม์เดิมหรือหนังสือรับรองประวัติเป็นหลักฐาน
  • เมื่อเล่มใหม่คุ้มครองแล้วเท่านั้น ค่อยยกเลิกเล่มเดิม แล้วยื่นเรื่องขอเบี้ยคืนตามส่วน

จังหวะอันตรายที่สุดคือ 'รอยต่อ' ระหว่างเล่มเก่ากับเล่มใหม่ ถ้าเกิดอุบัติเหตุในช่วงที่ไม่มีประกันคุ้มครอง คุณต้องรับผิดชอบเองทั้งหมด รวมถึงความเสียหายของคู่กรณีด้วย เพราะฉะนั้นทำเล่มใหม่ให้พร้อมก่อน ค่อยปิดเล่มเก่า เทียบความคุ้มครองแบบเห็นภาพได้ที่ Smart Filter

เบี้ยคืนตามส่วน: ตัวอย่างให้เห็นภาพ

ถ้ายกเลิกประกันรถกลางทางเพื่อย้ายบริษัท ปกติบริษัทคืนเบี้ยตามสัดส่วนเวลาที่เหลือ แต่ละบริษัทมีตารางคืนเบี้ยของตัวเอง และมักคืน 'น้อยกว่าสัดส่วนตรงๆ' เพราะหักค่าใช้จ่ายที่ออกไปแล้วช่วงต้นปี กราฟด้านล่างเป็น ตัวอย่างสมมุติ จากเบี้ยทั้งปี 12,000 บาท เพื่อให้เห็นแนวโน้มว่ายิ่งยกเลิกช้า ยิ่งได้คืนน้อยลงเรื่อยๆ — ไม่ใช่ตัวเลขจริงของบริษัทใด ตัวเลขจริงต้องขอตารางคืนเบี้ยจากบริษัทค่ะ

ตัวอย่างสมมุติ: เบี้ยที่อาจได้คืนเมื่อยกเลิกกลางทาง (ฐานเบี้ย 12,000 บาท/ปี · ไม่ใช่ตัวเลขจริง) (บาท)
ยกเลิกเดือนที่ 3
8,500
ยกเลิกเดือนที่ 6
5,500
ยกเลิกเดือนที่ 9
2,700
ยกเลิกเดือนที่ 11
800

ถ้าเหตุผลที่อยากย้ายคือ 'กลัวบริษัทเดิมจะไม่ไหว'

เหตุผลยอดฮิตที่ทำให้คนอยากย้ายไม่ใช่แค่ราคา แต่คือความไม่สบายใจ — ได้ยินข่าวว่าบริษัทขาดทุน หรือจำเรื่องบริษัทประกันโควิดที่ถูกปิดได้ ถ้านี่คือสิ่งที่ค้างใจอยู่ ข่าวดีคือคุณ 'เช็กความมั่นคงเองได้' ก่อนตัดสินใจ ไม่ต้องเดาตามความรู้สึก และที่สำคัญ การปิดบริษัทไม่ได้แปลว่าเงินคุณหายทั้งหมดทันที เพราะมีกองทุนของรัฐรองรับอยู่ชั้นหนึ่ง

ตัวเลขแรกที่ดูได้คือ อัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุน (Capital Adequacy Ratio · CAR) ภายใต้กรอบ RBC2 ของ คปภ. — เป็นมาตรวัดว่าบริษัทมีเงินกองทุนพอรองรับความเสี่ยงแค่ไหน ยิ่งสูงยิ่งอุ่นใจ ตัวเลขที่ต้องเข้าใจให้ถูกมีสองชั้น และคนมักสับสนกัน:

อ่านค่า CAR ของบริษัทประกันวินาศภัย (ตามกรอบ RBC2 · ข้อมูล ณ มิ.ย. 2026)
ระดับ CARความหมาย
ต่ำกว่า 100%ผิดกฎหมาย — กฎหมายกำหนดว่า CAR 'ต้องไม่ต่ำกว่าร้อยละหนึ่งร้อย' (ข้อ 6 ประกาศ RBC2) และต้องมีเงินกองทุนพื้นขั้นต่ำ 30 ล้านบาทเสมอ ต่ำกว่านี้คือบริษัทเงินกองทุนไม่พอ
100% – 140%ถูกกฎหมาย แต่ 'ถูกจับตา' — 140% คือ 'ระดับเฝ้าระวัง' ที่นายทะเบียนอาจสั่งมาตรการแก้ไข (มีผลตั้งแต่ 1 ม.ค. 2565; ก่อนหน้านั้นปี 2562–2564 ใช้ 120%) ไม่ใช่ขั้นต่ำตามกฎหมาย
สูงกว่า 140% (ยิ่งมากยิ่งดี)อยู่เหนือระดับเฝ้าระวัง บริษัทที่แข็งแรงมักรันสูงกว่านี้มาก (200%+ ก็พบได้) คือสัญญาณว่ามีกันชนหนา

เคลียร์ความเข้าใจผิดที่เจอบ่อย: บล็อกจำนวนมากเขียนว่า 'ขั้นต่ำตามกฎหมายคือ 140%' ซึ่งคลาดเคลื่อน ขั้นต่ำตามกฎหมายจริงๆ คือ 100% (ข้อ 6 ประกาศ คปภ. RBC2 พ.ศ. 2562) ส่วน 140% คือระดับ 'เฝ้าระวัง' ที่ถ้าต่ำกว่านี้ คปภ. อาจเข้ามากำกับ พูดง่ายๆ คือ ต่ำกว่า 100% = ผิดกฎหมาย · 100–140% = ถูกกฎหมายแต่ คปภ. จับตา · เกิน 140% ขึ้นไป = สบายใจขึ้น

แล้วถ้าบริษัทถูกปิดจริงล่ะ? กรณีบริษัทถูก 'เพิกถอนใบอนุญาต' ผู้เอาประกันและเจ้าหนี้ตามสิทธิยังมีกองทุนรองรับ คือ กองทุนประกันวินาศภัย (สำหรับประกันรถ/บ้าน/สุขภาพแบบวินาศภัย ตั้งขึ้นตามมาตรา 79 พ.ร.บ.ประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2551) และ กองทุนประกันชีวิต (สำหรับประกันชีวิต) ทั้งสองกองจ่ายชำระหนี้ตามสิทธิให้ โดยมีเพดาน ไม่เกิน 1,000,000 บาทต่อราย (รวมทุกสิทธิ/ทุกกรมธรรม์ที่คุณมีกับบริษัทนั้น) ตัวเลขนี้ช่วยให้เห็นว่ากรมธรรม์ค่ารักษาทุนสูงๆ เกินหลักล้าน ส่วนเกินอาจไม่ได้คืนเต็ม — เป็นเหตุผลหนึ่งที่ความมั่นคงของบริษัทสำคัญกว่าที่คิด

จุดอ้างอิงให้เห็นภาพ (เป็น snapshot ของช่วงนั้น): หลังบริษัทประกันโควิด 4 แห่ง (เอเชียประกันภัย, เดอะ วัน, ไทยประกันภัย, อาคเนย์ฯ) ถูกเพิกถอนใบอนุญาตช่วงปี 2564–2565 มีเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อกองทุนประกันวินาศภัยราว 683,068 ราย รวมมูลหนี้กว่า 56,000 ล้านบาท สะท้อนว่ากองทุนมีจริงและทำงานจริง แต่กระบวนการใช้เวลาและมีเพดานต่อราย — ป้องกันไว้ก่อนด้วยการเลือกบริษัทที่มั่นคงย่อมดีกว่า

จะเช็กความมั่นคงเองได้ที่ไหน (ทำได้จริง ไม่ต้องเดา)

  • ตรวจสถานะใบอนุญาต + ข้อมูลการเงินของบริษัท: เข้า OIC e-Service (smart.oic.or.th) เมนูบริษัทประกันภัย (Menu12) ดูว่ายังได้รับใบอนุญาตอยู่ และมีข้อมูลฐานะการเงิน
  • ดูเครดิตเรตติ้ง: บริษัทมั่นคงมักมีอันดับจาก TRIS Rating หรือ Fitch Ratings (Thailand) ซึ่งเป็น 2 สำนักที่ ก.ล.ต. รับรองในไทย — ระดับ 'น่าลงทุน (Investment Grade)' คือ AAA ถึง BBB- ส่วน BB+ ลงไปถือว่าเก็งกำไร/ความเสี่ยงสูงขึ้น (รหัสลงท้าย (tha) คือเทียบเฉพาะในประเทศ ไม่เทียบข้ามประเทศ)
  • ถ้ากังวลเรื่องบริการเคลม: ดูภาพรวมสถิติการจ่ายเคลมและสถิติเรื่องร้องเรียนที่ คปภ. เผยแพร่ (oic.or.th ส่วนสถิติ/รายงานประจำปี) ก่อนสรุปว่า 'บริษัทใหม่ดีกว่า'
  • ยืนยันเร็วๆ ทางโทรศัพท์: สายด่วน คปภ. 1186 สอบถาม/ยืนยันสถานะบริษัทและตัวแทนได้

เช็กลิสต์ก่อนกดย้าย

เช็กลิสต์ก่อนย้ายบริษัทประกัน
หัวข้อคำถามที่ต้องถามตัวเอง
ความคุ้มครองเล่มใหม่คุ้มครองเท่าหรือมากกว่าเดิมไหม ไม่ใช่แค่ถูกกว่า?
ระยะรอคอยถ้าเป็นสุขภาพ ต้องเริ่มนับ waiting period ใหม่หรือเปล่า?
โรคที่เป็นอยู่ก่อนโรคประจำตัวจะถูกยกเว้นในเล่มใหม่ไหม เบี้ยขึ้นไหม?
เบี้ยคืนของเดิมยกเลิกแล้วได้คืนเท่าไร หักค่าอะไรบ้าง?
ความต่อเนื่องมีช่วงขาดคุ้มครองระหว่างรอยต่อหรือไม่?
ความมั่นคงบริษัทใหม่CAR เกิน 140% ไหม มีเรตติ้งระดับน่าลงทุนไหม ใบอนุญาตยังอยู่ไหม?
บริการเคลมเคลมง่ายไหม มีอู่/รพ.ในเครือที่เราใช้หรือเปล่า?

เพราะเหตุผลใหญ่ที่คนอยากย้ายมักเป็นเรื่อง 'เคลมยาก' ลองอ่าน จ่ายจริง: ดูสถิติการจ่ายเคลม และ คู่มือเคลมให้ผ่าน ก่อนตัดสินใจ จะได้รู้ว่าปัญหาอยู่ที่บริษัทจริง หรือแก้ได้ด้วยการเตรียมเอกสารให้ครบ

เก็บเอกสารกรมธรรม์ให้พร้อม

ไม่ว่าจะย้ายหรือไม่ การเก็บกรมธรรม์ ตารางความคุ้มครอง และประวัติการเคลมไว้ที่เดียวจะช่วยให้ตัดสินใจง่ายขึ้นมาก เวลาจะเทียบกับบริษัทใหม่ก็หยิบมาดูได้ทันที และตอนขอส่วนลดประวัติดีกับบริษัทใหม่ก็ต้องใช้เอกสารพวกนี้ ลองจัดระเบียบไว้ใน ตู้เก็บกรมธรรม์ส่วนตัว จะได้ไม่ต้องรื้อหาตอนฉุกเฉิน

KUMKRONG เป็นสื่อให้ความรู้ ไม่ใช่นายหน้าประกัน เราไม่แนะนำให้ซื้อหรือยกเลิกแผนใดแผนหนึ่งเป็นรายบุคคล ข้อมูลนี้เป็นความรู้ทั่วไป ตัวเลข/เกณฑ์อ้างอิง ณ มิ.ย. 2026 เงื่อนไขจริงให้ยึดตามกรมธรรม์ของคุณ และยืนยันกับบริษัทประกันหรือ คปภ. (สายด่วน 1186) เสมอ

สรุปง่ายๆ คือ 'โอนกรมธรรม์ข้ามบริษัททั้งเล่ม' ทำไม่ได้ แต่ 'ย้ายบริษัท' ด้วยการปิดเล่มเดิม-เปิดเล่มใหม่ทำได้ โดยเฉพาะประกันรถ ส่วนประกันสุขภาพให้คิดให้รอบคอบเป็นพิเศษเพราะอาจเสียสิทธิ์เดิมที่สะสมมา และถ้าเหตุผลที่อยากย้ายคือกลัวบริษัทไม่มั่นคง ให้เช็ก CAR เรตติ้ง และสถานะใบอนุญาตเองก่อน จะได้ตัดสินใจจากข้อมูลจริง ไม่ใช่ความกังวล ค่อยๆ เทียบ ค่อยๆ ตัดสินใจ ไม่ต้องรีบค่ะ