ในสลิปเงินเดือนแต่ละใบมีบรรทัดหนึ่งที่หลายคนเลื่อนผ่านโดยไม่เคยตั้งคำถาม นั่นคือ "หักภาษี ณ ที่จ่าย" — ฝ่ายบุคคลคำนวณมาให้ โปรแกรมเงินเดือนหักให้อัตโนมัติ แล้วเราก็จ่ายไปโดยไม่รู้ว่าเลขนั้นมาจากไหน พอถึงต้นปีที่ต้องยื่นแบบ บางคนได้เงินคืน บางคนต้องจ่ายเพิ่ม ทั้งที่เงินเดือนใกล้กัน บทความนี้จะพาคุณถอดสูตรนั้นออกมาทีละขั้น คำนวณเองได้โดยไม่ต้องเก่งเลข พร้อมตัวอย่างจริงจากเงินเดือน 30,000 / 50,000 / 100,000 บาท ค่ะ

จุดประสงค์ของการคำนวณเองไม่ใช่เพื่อไปแทนที่โปรแกรมหรือเจ้าหน้าที่ แต่เพื่อ "รู้ทัน" ว่าเงินของเราหายไปกับภาษีตรงไหน และวางแผนลดหย่อนได้ถูกจุด เมื่อเข้าใจสูตรแล้ว คุณจะตอบตัวเองได้ทันทีว่าถ้าซื้อประกันหรือกองทุนลดหย่อนเพิ่มอีกหนึ่งก้อน จะช่วยประหยัดภาษีได้กี่บาท

ตัวอย่างทั้งหมดในบทความนี้คำนวณสำหรับ "ปีภาษี 2569" (รายได้ปีปฏิทิน 2569 ที่จะยื่นแบบต้นปี 2570) จึงใช้เพดานเงินสมทบประกันสังคมใหม่ที่มีผล 1 ม.ค. 2569 (สูงสุด 875 บาท/เดือน = 10,500 บาท/ปี) ถ้าคุณกำลังยื่นย้อนสำหรับ "ปีภาษี 2568" เพดานเก่ายังเป็น 750 บาท/เดือน (9,000 บาท/ปี) ซึ่งจะทำให้ยอดภาษีต่างไปเล็กน้อย — เราเทียบตัวเลขสองปีให้ดูในหัวข้อท้ายบทความค่ะ

สูตรคิดภาษี 4 ขั้น จำง่าย ๆ

การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดามีหัวใจอยู่แค่ 4 ขั้นตอน ไล่จากเงินได้ทั้งปี ลบค่าใช้จ่าย ลบค่าลดหย่อน เหลือเท่าไหร่จึงนำไปเข้าอัตราภาษีแบบขั้นบันได เลขก้อนสุดท้ายนี้เรียกว่า "เงินได้สุทธิ" และมันคือฐานที่ใช้คิดภาษีจริง ๆ ค่ะ

4 ขั้นตอนคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
ขั้นทำอะไรหมายเหตุ
1รวมเงินได้ทั้งปี (เงินเดือน × 12 + โบนัส + รายได้อื่น)เงินเดือนพนักงานประจำคือเงินได้ ม.40(1)
2หักค่าใช้จ่ายแบบเหมา 50% ของเงินได้ แต่ไม่เกิน 100,000 บาทเพดานนี้รวมเงินได้ ม.40(1) และ 40(2) เข้าด้วยกัน
3หักค่าลดหย่อน (ส่วนตัว ประกันสังคม ประกัน กองทุน ฯลฯ)ลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท ได้ทุกคน
4นำเงินได้สุทธิเข้าอัตราภาษีขั้นบันได คิดทีละขั้นยิ่งเงินได้สุทธิน้อย ยิ่งเสียภาษีน้อย

อัตราภาษีขั้นบันได (คิดจากเงินได้สุทธิ)

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของไทยเป็นแบบ "ขั้นบันได" หมายความว่าเงินก้อนแรกเสียถูก เงินส่วนที่สูงขึ้นจึงค่อยเสียแพงขึ้นเป็นชั้น ๆ ตรงนี้คนเข้าใจผิดกันมากที่สุด: การที่เงินได้สุทธิขยับเกิน 300,000 บาท ไม่ได้แปลว่าทั้งก้อนโดน 10% — โดนเฉพาะ "ส่วนที่เกิน" ของแต่ละขั้นเท่านั้น ตารางอัตราด้านล่างนี้กรมสรรพากรใช้ต่อเนื่องตั้งแต่ปีภาษี 2560 จนถึงปัจจุบัน (ข้อมูล ณ มิ.ย. 2569)

อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ใช้ต่อเนื่องถึงปีภาษี 2569)
เงินได้สุทธิ (บาท)อัตราภาษี
0 – 150,000ยกเว้น (0%)
150,001 – 300,0005%
300,001 – 500,00010%
500,001 – 750,00015%
750,001 – 1,000,00020%
1,000,001 – 2,000,00025%
2,000,001 – 5,000,00030%
เกิน 5,000,00035%

เงินได้สุทธิ 150,000 บาทแรก ได้รับยกเว้นภาษีเสมอ ใครที่คำนวณแล้วเงินได้สุทธิไม่ถึง 150,000 บาท ก็เท่ากับไม่ต้องเสียภาษี — แต่ถ้ามีเงินได้ถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ก็ยังต้อง "ยื่นแบบ" อยู่ดีนะคะ

จุดที่เปลี่ยนในปี 2569: ประกันสังคมหักเพิ่ม ลดหย่อนได้มากขึ้น

จัดเอกสารลดหย่อนให้ครบก่อนยื่นภาษี ช่วยให้ใช้สิทธิได้เต็มที่

ก่อนเข้าตัวอย่าง มีตัวเลขหนึ่งที่เพิ่งเปลี่ยนและกระทบทุกการคำนวณของปีภาษี 2569: เงินสมทบประกันสังคมของผู้ประกันตนมาตรา 33 เดิม (ถึงปีภาษี 2568) คิด 5% ของค่าจ้างโดยใช้เพดานค่าจ้าง 15,000 บาท จึงหักได้สูงสุด 750 บาท/เดือน (9,000 บาท/ปี) ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2569 สำนักงานประกันสังคมปรับเพดานค่าจ้างขึ้นเป็น 17,500 บาท ทำให้ผู้ที่เงินเดือน 17,500 บาทขึ้นไปถูกหักสูงสุด 875 บาท/เดือน หรือ 10,500 บาท/ปี และนำไปลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง (เพดานใหม่นี้กำหนดใช้ช่วงปี 2569–2571 — ข้อมูล ณ มิ.ย. 2569 ตรวจล่าสุดกับสำนักงานประกันสังคม sso.go.th)

เงินสมทบประกันสังคม ม.33 — เดิม (ปีภาษี 2568) vs เพดานใหม่ (ปีภาษี 2569)
รายการเดิม (ถึงปีภาษี 2568)ใหม่ (ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2569)
เพดานค่าจ้างที่ใช้คิด15,000 บาท17,500 บาท
เงินสมทบสูงสุด/เดือน750 บาท875 บาท
เงินสมทบสูงสุด/ปี (ใช้ลดหย่อนได้)9,000 บาท10,500 บาท

ตัวอย่างทั้งสามเคสด้านล่างเป็นเงินเดือนเกิน 17,500 บาท จึงใช้เงินสมทบประกันสังคมเต็มเพดานใหม่ของปี 2569 คือ 10,500 บาท/ปี ถ้าเงินเดือนของคุณต่ำกว่า 17,500 ให้คิด 5% ของเงินเดือนจริง × 12 แทน

ตัวอย่างที่ 1 · เงินเดือน 30,000 บาท

สมมติเงินเดือน 30,000 บาท ไม่มีโบนัส เป็นผู้ประกันตน ม.33 จึงถูกหักประกันสังคมเต็มเพดานใหม่ 10,500 บาท/ปี และยังไม่ได้ใช้สิทธิลดหย่อนอื่นเพิ่ม เงินได้ทั้งปี = 30,000 × 12 = 360,000 บาท

คำนวณภาษี · เงินเดือน 30,000 บาท (ปีภาษี 2569)
รายการจำนวน (บาท)
เงินได้ทั้งปี360,000
หักค่าใช้จ่าย (50% ไม่เกิน 100,000)−100,000
หักลดหย่อนส่วนตัว−60,000
หักประกันสังคม (เพดานใหม่ปี 2569)−10,500
เงินได้สุทธิ189,500
ภาษี: 150,000 แรก = 0 / อีก 39,500 × 5%1,975

เงินได้สุทธิเกิน 150,000 มาเพียง 39,500 บาท หากใช้สิทธิลดหย่อนเพิ่ม (เช่น กองทุนหรือเบี้ยประกันตามเกณฑ์) ราว 39,500 บาท เงินได้สุทธิจะลงมาเหลือ 150,000 พอดี = ไม่ต้องเสียภาษีในปีนั้น นี่คือพลังของการเข้าใจสูตร: คุณเห็นช่องว่างได้เองโดยไม่ต้องรอใครบอก

ตัวอย่างที่ 2 · เงินเดือน 50,000 บาท

เงินเดือน 50,000 บาท เงินได้ทั้งปี = 600,000 บาท หักประกันสังคมเต็มเพดานใหม่ 10,500 บาท/ปี เคสนี้เริ่มข้ามเข้าขั้น 10% แล้ว จึงเหมาะมากที่จะดูว่าภาษีถูกคิด "ทีละขั้น" อย่างไร

คำนวณภาษี · เงินเดือน 50,000 บาท (ปีภาษี 2569)
รายการจำนวน (บาท)
เงินได้ทั้งปี600,000
หักค่าใช้จ่าย (เพดาน 100,000)−100,000
หักลดหย่อนส่วนตัว−60,000
หักประกันสังคม (เพดานใหม่ปี 2569)−10,500
เงินได้สุทธิ429,500
ภาษีรวม (ดูแยกขั้นด้านล่าง)20,450
แยกภาษีตามขั้นบันได (เงินได้สุทธิ 429,500)
ช่วงเงินได้สุทธิฐานที่คิดอัตราภาษี
0 – 150,000150,0000%0
150,001 – 300,000150,0005%7,500
300,001 – 429,500129,50010%12,950
รวม20,450

ตัวอย่างที่ 3 · เงินเดือน 100,000 บาท

เงินเดือน 100,000 บาท เงินได้ทั้งปี = 1,200,000 บาท คนกลุ่มนี้ไต่ขึ้นไปแตะอัตรา 25% ในเงินก้อนบนสุด การวางแผนลดหย่อนจึงคุ้มค่าที่สุด เพราะเงินก้อนบนเสียภาษีในอัตราสูง การลดหย่อน 1 บาทในช่วงนี้จึงช่วยประหยัดภาษีได้ถึง 25 สตางค์

คำนวณภาษี · เงินเดือน 100,000 บาท (ปีภาษี 2569)
รายการจำนวน (บาท)
เงินได้ทั้งปี1,200,000
หักค่าใช้จ่าย (เพดาน 100,000)−100,000
หักลดหย่อนส่วนตัว−60,000
หักประกันสังคม (เพดานใหม่ปี 2569)−10,500
เงินได้สุทธิ1,029,500
ภาษีรวม122,375
แยกภาษีตามขั้นบันได (เงินได้สุทธิ 1,029,500)
ช่วงเงินได้สุทธิฐานที่คิดอัตราภาษี
0 – 150,000150,0000%0
150,001 – 300,000150,0005%7,500
300,001 – 500,000200,00010%20,000
500,001 – 750,000250,00015%37,500
750,001 – 1,000,000250,00020%50,000
1,000,001 – 1,029,50029,50025%7,375
รวม122,375
ภาษีที่ต้องจ่ายตามระดับเงินเดือน (ก่อนใช้สิทธิลดหย่อนเพิ่ม · ปีภาษี 2569) (บาท/ปี)
เงินเดือน 30,000
1,975
เงินเดือน 50,000
20,450
เงินเดือน 100,000
122,375

ถ้ายื่นปีภาษี 2568 ตัวเลขต่างกันแค่ไหน?

บางคนอาจกำลังย้อนกลับไปตรวจปีภาษี 2568 (รายได้ปี 2568 ที่ยื่นต้นปี 2569) ปีนั้นเพดานประกันสังคมยังเป็นแบบเก่า หักได้สูงสุด 9,000 บาท/ปี ไม่ใช่ 10,500 บาท เมื่อหักลดหย่อนได้น้อยลง 1,500 บาท เงินได้สุทธิจึงสูงขึ้น 1,500 บาท และภาษีก็ขยับขึ้นตามอัตราขั้นที่เงินก้อนนั้นตกอยู่ ตารางด้านล่างเทียบให้เห็นชัด ๆ ว่าต่างกันเพียงหลักร้อยเท่านั้น แต่ก็ควรใช้เลขให้ตรงปีค่ะ

ภาษีต่อปี · ปีภาษี 2568 (สมทบ 9,000) vs ปีภาษี 2569 (สมทบ 10,500)
เงินเดือนปีภาษี 2568ปีภาษี 2569ต่างกัน
30,0002,0501,975−75
50,00020,60020,450−150
100,000122,750122,375−375

ทำไมส่วนต่างไม่เท่ากันทั้งสามเคส? เพราะเงินสมทบที่เพิ่มขึ้น 1,500 บาทไปลดเงินได้สุทธิที่ตกอยู่คนละขั้นภาษี: เคส 30,000 อยู่ขั้น 5% (ประหยัดเพิ่ม 75 บาท) เคส 50,000 อยู่ขั้น 10% (150 บาท) ส่วนเคส 100,000 อยู่ขั้น 25% (375 บาท) นี่คือหลักการเดียวกับการวางแผนลดหย่อน — ยิ่งเงินก้อนบนเสียภาษีแพง การหักออกยิ่งคุ้ม

แล้วลดหย่อนช่วยได้แค่ไหน?

ลองดูเคสเงินเดือน 100,000 (ปีภาษี 2569) ต่อ สมมติใช้สิทธิลดหย่อนเพิ่มรวม 300,000 บาท (เช่น เบี้ยประกันชีวิตตามจริงไม่เกิน 100,000 + กลุ่มกองทุนเกษียณ/ประกันบำนาญตามเกณฑ์อีก 200,000) เงินได้สุทธิจะลดจาก 1,029,500 เหลือ 729,500 บาท ทำให้ภาษีลดจาก 122,375 เหลือ 61,925 บาท ประหยัดได้ราว 60,450 บาทในปีเดียว ตัวเลขนี้สูงเพราะการลดหย่อนไปกัดเงินก้อนบนที่เคยเสีย 25% และ 20% ออกก่อน

ภาษีเงินเดือน 100,000 · ก่อน vs หลังใช้สิทธิลดหย่อนเพิ่ม 300,000 (ปีภาษี 2569) (บาท)
ก่อนลดหย่อน
122,375
หลังลดหย่อน
61,925
ส่วนที่ประหยัด
60,450

ตัวเลข 300,000 ในตัวอย่างเป็นการ "สมมติว่าใช้สิทธิได้เต็ม" เพื่อให้เห็นภาพ ในความจริงแต่ละรายการมีเพดานและเงื่อนไขของตัวเอง เช่น เบี้ยประกันชีวิตรวมประกันสุขภาพไม่เกิน 100,000 บาท และกลุ่มกองทุนเกษียณ (RMF + ประกันบำนาญ + PVD/กบข. ฯลฯ) รวมกันไม่เกิน 500,000 บาท อนึ่ง กองทุน SSF ใช้ลดหย่อนได้เฉพาะถึงปีภาษี 2567 เท่านั้น ปีภาษี 2568 เป็นต้นไป (รวมปี 2569) ไม่มีสิทธิแล้ว มาตรการที่ยังใช้ได้คือ RMF, Thai ESG/Thai ESGX (ข้อมูล ณ มิ.ย. 2569) ก่อนวางแผนจริงควรไล่เพดานรายตัวกับกรมสรรพากรอีกครั้ง

KUMKRONG เป็นสื่อให้ความรู้ ไม่ใช่นายหน้าหรือที่ปรึกษาภาษี/การลงทุน ตัวเลขในบทความเป็นตัวอย่างประมาณการเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำให้ซื้อผลิตภัณฑ์ใดผลิตภัณฑ์หนึ่ง กองทุนและประกันออมทรัพย์เป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยง ผลตอบแทนไม่การันตี ก่อนตัดสินใจควรปรึกษาที่ปรึกษาการเงิน/ภาษีที่มีใบอนุญาต และยืนยันสิทธิลดหย่อนล่าสุดกับกรมสรรพากร (rd.go.th)

สรุป 3 ขั้นที่ต้องจำ

  • รวมเงินได้ทั้งปี แล้วหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา 50% (เพดาน 100,000 บาท สำหรับเงินเดือน)
  • หักค่าลดหย่อนทุกอย่างที่มี เริ่มจากส่วนตัว 60,000 + ประกันสังคม (ปีภาษี 2569 สูงสุด 10,500 บาท / ปีภาษี 2568 สูงสุด 9,000 บาท)
  • นำเงินได้สุทธิเข้าอัตราขั้นบันได คิดทีละขั้น ไม่ใช่ทั้งก้อนทีเดียว

เมื่อได้ตัวเลขภาษีของตัวเองแล้ว อย่าลืมเรื่องการยื่นแบบ: พนักงานที่มีเงินได้จากเงินเดือนอย่างเดียวยื่น ภ.ง.ด.91 ส่วนผู้ที่มีเงินได้ประเภทอื่นหรือหลายประเภทใช้ ภ.ง.ด.90 กำหนดยื่นแบบกระดาษคือ 1 ม.ค.–31 มี.ค. ของปีถัดไป และช่องทางออนไลน์มักขยายเวลาให้อีกราวต้นเดือน เม.ย. (ตรวจกำหนดล่าสุดของแต่ละปีกับกรมสรรพากรก่อนยื่นเสมอค่ะ)

ลองคำนวณด้วยตัวเลขจริงของคุณเองตามสูตรข้างต้น แล้วนำไปตรวจยืนยันกับระบบ e-Filing ของกรมสรรพากรก่อนยื่นจริง การคำนวณเองช่วยให้คุณตรวจทานได้ว่าโปรแกรมหรือฝ่ายบุคคลหักถูกต้องหรือไม่ และวางแผนปีถัดไปได้ก่อนสิ้นปีภาษี

ตัวเลขทั้งหมดในบทความนี้เป็นตัวอย่างประมาณการเพื่อการศึกษา อัตราภาษี เพดานลดหย่อน และเพดานเงินสมทบประกันสังคมอาจมีการปรับปรุง โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดกับกรมสรรพากร (rd.go.th) และสำนักงานประกันสังคม (sso.go.th) ก่อนยื่นแบบจริงเสมอค่ะ (ข้อมูล ณ มิ.ย. 2569)