ตอนปี 2565 ผู้ถือกรมธรรม์ประกันโควิด "เจอ-จ่าย-จบ" หลายแสนรายต้องมายืนต่อแถวเป็น "เจ้าหนี้" หลังบริษัทประกัน 4 แห่ง (เอเชียประกันภัย, เดอะ วัน, ไทยประกันภัย, อาคเนย์ประกันภัย) ถูกเพิกถอนใบอนุญาต — รวมแล้วประมาณ 683,068 รายที่ยื่นขอรับชำระหนี้ มูลค่ารวมกว่า 56,000 ล้านบาท (ข้อมูล ณ ช่วงปิดยอดของกองทุนประกันวินาศภัย) เหตุการณ์นั้นสอนบทเรียนชัดเจนข้อหนึ่งว่า เบี้ยถูกหรือคุ้มครองดีก็สำคัญ แต่ "บริษัทอยู่จ่ายเราได้จริงไหม" สำคัญไม่แพ้กัน

ข่าวดีคือ เราตรวจ "สุขภาพการเงิน" ของบริษัทประกันได้เองโดยไม่ต้องเป็นนักบัญชี เพราะสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) บังคับให้ทุกบริษัทเปิดเผยข้อมูลการเงินต่อสาธารณะ และเปิดให้เราดูฟรีบนเว็บ oic.or.th บทความนี้พาอ่าน 5 ตัวเลขสำคัญแบบเข้าใจได้ใน 10 นาที พร้อมบอกว่าแต่ละตัวอยู่หน้าไหน และเลขเท่าไรถึงเรียกว่า "ผ่าน"

KUMKRONG เป็นสื่อให้ความรู้ ไม่ใช่นายหน้าประกัน บทความนี้สอนวิธีอ่านข้อมูลสาธารณะเพื่อให้คุณตัดสินใจเองได้ดีขึ้น ไม่ใช่คำแนะนำให้ซื้อหรือเลี่ยงบริษัทใดบริษัทหนึ่ง · ตัวเลขในตาราง/กราฟทั้งหมดเป็นตัวอย่างสมมุติเพื่อสอนวิธีอ่านเท่านั้น โปรดตรวจตัวเลขล่าสุดจริงที่เว็บ คปภ. ก่อนตัดสินใจเสมอ

1) CAR — อัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุน (ตัวที่สำคัญที่สุด)

CAR (Capital Adequacy Ratio / อัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุน) คือตัวเลขที่บอกว่าบริษัทมี "เงินกองทุน" หนาแค่ไหนเมื่อเทียบกับความเสี่ยงทั้งหมดที่แบกอยู่ คิดง่าย ๆ ว่าเป็นเงินกันชนเวลาเกิดเหตุไม่คาดฝัน (เคลมพุ่ง ตลาดลงทุนผันผวน) ระบบที่ใช้คำนวณคือ RBC2 (Risk-Based Capital ระยะที่ 2)

จุดที่บล็อกทั่วไปมักเข้าใจผิด: ขั้นต่ำตามกฎหมายไม่ใช่ 140% นะคะ ตามประกาศ คปภ. (RBC2) พ.ศ. 2562 ข้อ 6 ระบุชัดว่า "อัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุนต้องไม่ต่ำกว่าร้อยละหนึ่งร้อย" — นั่นคือ ขั้นต่ำตามกฎหมาย = 100% (และต้องมีเงินกองทุนพื้นขั้นต่ำ 30 ล้านบาทเสมอ) ส่วนตัวเลข 140% คือ "ระดับเฝ้าระวัง" ที่ถ้าต่ำกว่านี้ นายทะเบียนอาจกำหนดมาตรการที่จำเป็นได้ (ระดับนี้ทยอยปรับขึ้น: 120% ในช่วง 31 ธ.ค. 2562–31 ธ.ค. 2564 แล้วเป็น 140% ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2565)

อ่านง่าย ๆ: CAR ต่ำกว่า 100% = ผิดเกณฑ์กฎหมาย (เงินกองทุนไม่พอ) · 100–140% = ถูกกฎหมายแต่อยู่ใต้ระดับเฝ้าระวัง คปภ. จับตา · บริษัทที่แข็งแรงมักวิ่งสูงกว่า 140% มาก หลายแห่งเกิน 200% ดังนั้นอย่าตั้งเป้าแค่ "ผ่าน 100%" แต่ดูว่าห่างจาก 140% แค่ไหนและทิศทางเป็นยังไง

วิธีอ่านค่า CAR (อ้างอิงเกณฑ์ตามประกาศ คปภ. RBC2 พ.ศ. 2562 · as-of 24 มิ.ย. 2026)
ค่า CARสถานะตามเกณฑ์อ่านอย่างไร
ต่ำกว่า 100%ต่ำกว่าขั้นต่ำตามกฎหมายผิดเกณฑ์ — เงินกองทุนไม่เพียงพอ คปภ. เข้าแทรกแซง/สั่งแก้ไข
100–140%ถูกกฎหมาย แต่ต่ำกว่าระดับเฝ้าระวัง (140%)ผ่านกฎหมาย แต่อยู่ในโซนที่นายทะเบียนจับตา ดูแนวโน้มให้ดี
สูงกว่า 140% (เช่น 140–250%)สูงกว่าระดับเฝ้าระวังอยู่ในเกณฑ์ที่สบายใจได้ตามมาตรฐานกำกับ
สูงกว่า 250%เงินกองทุนหนามากกันชนหนา ทนแรงกระแทกได้สูง (แต่ดูตัวอื่นประกอบด้วย)

อย่าดู CAR แค่ปีเดียว ลองดูย้อนหลัง 2-3 ปีว่าทรงตัว ขึ้น หรือไหลลงเรื่อย ๆ บริษัทที่ CAR สูงแต่ลดลงทุกปีจนเข้าใกล้ 140% น่าจับตามากกว่าบริษัทที่อยู่ 150% นิ่ง ๆ — แนวโน้มเล่าเรื่องได้มากกว่าตัวเลขจุดเดียว

ตัวอย่างแนวโน้ม CAR ย้อนหลัง (สมมุติ — ดูทิศทาง ไม่ใช่ตัวเลขจริง) (%)
บ.ก ปี 66
210
บ.ก ปี 67
225
บ.ก ปี 68
240
บ.ข ปี 66
165
บ.ข ปี 67
150
บ.ข ปี 68
138

จากกราฟสมมุตินี้ "บ.ก" ค่อย ๆ ไต่ขึ้น 210→240% ส่วน "บ.ข" ไหลลง 165→138% จนหลุดใต้ระดับเฝ้าระวัง 140% ทั้งคู่ยัง "ผ่าน 100%" ตามกฎหมาย แต่ทิศทางต่างกันคนละเรื่อง — นี่คือเหตุผลว่าทำไมต้องดูหลายปี ไม่ใช่ปีเดียว

2) อัตราส่วนค่าสินไหมทดแทน & อัตราส่วนรวม (Loss Ratio / Combined Ratio)

Loss Ratio (อัตราส่วนค่าสินไหมทดแทน) = ค่าสินไหมและค่าจัดการสินไหม ÷ เบี้ยที่ถือเป็นรายได้ (earned premium) บอกว่าเบี้ยที่เก็บมา ถูกจ่ายคืนเป็นค่าเคลมไปสัดส่วนเท่าไร ในมุมผู้บริโภค บริษัทที่จ่ายสินไหมในสัดส่วนสมเหตุสมผลแปลว่าเคลมแล้วได้เงินจริง ไม่ใช่เก็บเบี้ยอย่างเดียว แต่ตัวนี้ต้องอ่านคู่กับตัวถัดไป

Combined Ratio (อัตราส่วนรวม) = Loss Ratio + Expense Ratio (อัตราส่วนค่าใช้จ่าย) เส้นแบ่งสำคัญอยู่ที่ 100%: ต่ำกว่า 100% = บริษัทมีกำไรจากการรับประกันภัย (underwriting profit) · สูงกว่า 100% = ขาดทุนจากการรับประกัน (จ่ายค่าเคลม+ค่าใช้จ่ายมากกว่าเบี้ยที่หาได้) บริษัทที่ Combined Ratio เกิน 100% ติดต่อกันหลายปีเป็นสัญญาณที่ต้องจับตา แม้บางปีจะยังมีกำไรสุทธิจากผลตอบแทนการลงทุนมาช่วยพยุงได้

Loss Ratio สูงหรือต่ำเกินไป ตีความได้สองทาง: ต่ำผิดปกติอาจหมายถึงเคลมยาก/ปฏิเสธเยอะ ส่วนสูงผิดปกติอาจสะท้อนการรับประกันที่หละหลวม จึงต้องดู Combined Ratio และ CAR ประกอบเสมอ อย่าตัดสินจากตัวเดียว

3) สถิติเรื่องร้องเรียน (เทียบเป็นสัดส่วน ไม่ใช่ยอดดิบ)

ข้อมูลที่โปร่งใสช่วยให้เปรียบเทียบได้อย่างเป็นธรรม

คปภ. รวบรวมและเผยแพร่สถิติเรื่องร้องเรียนของอุตสาหกรรม (อยู่ในหมวดสถิติ/รายงานประจำปีบน oic.or.th) เคล็ดลับการอ่านคือ เทียบจำนวนเรื่องร้องเรียน "ต่อจำนวนกรมธรรม์" ไม่ใช่ดูยอดดิบ เพราะบริษัทใหญ่ลูกค้าเยอะกว่าก็ย่อมมีเรื่องมากกว่าตามธรรมชาติ ถ้าสัดส่วนต่อกรมธรรม์ต่ำ แปลว่าลูกค้าส่วนใหญ่ไม่มีปัญหา และควรดูด้วยว่าเรื่องที่ร้องเรียนเป็น "ประเภทไหน" — ปฏิเสธเคลม ประวิงการจ่าย หรือแค่ความเข้าใจคลาดเคลื่อนเรื่องเงื่อนไข

4) เงินสำรองประกันภัย (Policy Reserves)

เงินสำรองประกันภัยคือเงินที่บริษัทต้องกันไว้ตามกฎหมายเพื่อรองรับภาระผูกพันในอนาคต โดยเฉพาะกรมธรรม์ระยะยาว ตัวเลขนี้ควรเติบโตสอดคล้องกับจำนวนกรมธรรม์และเบี้ยที่เพิ่มขึ้น ถ้าพอร์ตโตแต่เงินสำรองนิ่งหรือโตช้าผิดปกติ เป็นจุดที่ควรตั้งคำถาม เพราะการตั้งสำรองต่ำเกินจริงคือการมองข้ามภาระที่จะต้องจ่ายในวันหน้า

5) แนวโน้มกำไรและสินทรัพย์รวม

สุดท้ายดูภาพใหญ่จากงบการเงิน: บริษัทมีกำไรต่อเนื่องไหม สินทรัพย์รวมโตหรือหด การขาดทุนปีเดียวจากการลงทุนผันผวนเกิดขึ้นได้ แต่ขาดทุนต่อเนื่องหลายปีติดเป็นธงเหลืองที่ควรอ่านประกอบกับ CAR และ Combined Ratio เสมอ

สรุป 5 ตัวเลข + ดูที่ไหน + สัญญาณ (เกณฑ์อ้างอิง คปภ. · as-of 24 มิ.ย. 2026)
ตัวเลขดูที่ไหนสัญญาณดีสัญญาณควรระวัง
1. CAR (เงินกองทุน)รายงาน CAR ของบริษัท / OIC e-Service Menu12สูงกว่า 140% และทรงตัว/ขึ้นเข้าใกล้ 100% หรือไหลลงต่อเนื่อง
2. Loss / Combined Ratioสถิติ คปภ. / งบการเงินจ่ายสินไหมสมเหตุสมผล, Combined Ratio < 100%Combined Ratio เกิน 100% หลายปีติด
3. เรื่องร้องเรียนสถิติร้องเรียน คปภ. (oic.or.th)สัดส่วนต่อกรมธรรม์ต่ำสัดส่วนสูงกว่าค่าเฉลี่ยมาก โดยเฉพาะเรื่องปฏิเสธ/ประวิงเคลม
4. เงินสำรองงบการเงินบริษัทโตตามจำนวนกรมธรรม์/เบี้ยตั้งสำรองต่ำผิดปกติเทียบพอร์ต
5. กำไร/สินทรัพย์งบการเงินบริษัทกำไรต่อเนื่อง สินทรัพย์โตขาดทุนหลายปีติดต่อกัน

โบนัส: เครดิตเรตติ้ง อ่านยังไงให้ถูก

นอกจากตัวเลขของ คปภ. บางบริษัทยังถูกจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (credit rating) โดยสำนักจัดอันดับด้วย ในไทยมี 2 สำนักที่ ก.ล.ต. รับรอง คือ TRIS Rating และ Fitch Ratings (Thailand) เส้นแบ่งที่สำคัญที่สุดคือระหว่าง "ระดับน่าลงทุน" (Investment Grade) กับ "ระดับเก็งกำไร" (Speculative Grade)

ระดับเครดิตเรตติ้งแบบเข้าใจง่าย (มาตราตัวอักษรแบบ S&P/Fitch/TRIS · as-of 24 มิ.ย. 2026)
กลุ่มรหัสความหมาย
น่าลงทุน (Investment Grade)AAA … ลงมาถึง BBB-ความน่าเชื่อถือสูง–ปานกลาง; BBB- คือระดับน่าลงทุน "ต่ำสุด"
เก็งกำไร / เสี่ยง (Speculative)BB+ ลงไปจนถึง Dความเสี่ยงสูงขึ้น; D = ผิดนัดชำระ (default)

จุดที่คนพลาดบ่อย: รหัสที่มีวงเล็บ (tha) ต่อท้าย เช่น AAA(tha) คือ National Scale — เทียบความน่าเชื่อถือเฉพาะ "ในประเทศไทย" เท่านั้น ไม่ได้เทียบข้ามประเทศหรือเท่ากับ international scale ที่ตัวอักษรเดียวกัน ดังนั้น AAA(tha) ไม่เท่ากับ AAA ระดับโลก · และนอกจาก TRIS/Fitch(tha) ที่จัดอันดับตราสารหนี้/ผู้ออกในไทยแล้ว S&P, Moody's, Fitch (global), AM Best ยังให้คะแนนความแข็งแกร่งทางการเงินของบริษัทประกัน (Insurer Financial Strength) ในระดับสากลด้วย

แล้วถ้าบริษัทล้มจริง เราได้อะไรคืน?

ถ้าบริษัทประกันวินาศภัยถูกเพิกถอนใบอนุญาต ยังมีตาข่ายรองรับชั้นสุดท้ายคือ "กองทุนประกันวินาศภัย" ซึ่งจัดตั้งตามมาตรา 79 แห่ง พ.ร.บ.ประกันวินาศภัย (แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2551) มีฐานะเป็นนิติบุคคล ทำหน้าที่จ่ายให้เจ้าหนี้ซึ่งมีสิทธิได้รับชำระหนี้ที่เกิดจากการเอาประกันภัย โดยเพดานคุ้มครองไม่เกิน 1,000,000 บาทต่อราย(นับรวมทุกสิทธิของคนคนนั้นที่มีต่อบริษัทที่ถูกเพิกถอน) ฝั่งประกันชีวิตก็มี "กองทุนประกันชีวิต" คู่ขนาน เพดานไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อรายเช่นกัน

กองทุนเป็นตาข่ายชั้นสุดท้าย ไม่ใช่หลักประกันว่าจะได้ครบและได้เร็ว — เคสประกันโควิดปี 2565 มีเจ้าหนี้ยื่นขอรับชำระหนี้ประมาณ 683,068 ราย มูลค่ารวมกว่า 56,000 ล้านบาท ใช้เวลาตรวจสอบสิทธิและจ่ายยาวนาน (ข้อมูล ณ ช่วงปิดยอดของกองทุน) นี่คือเหตุผลว่าทำไม "เลือกบริษัทที่มั่นคงตั้งแต่ต้น" ถึงคุ้มกว่าหวังพึ่งกองทุนทีหลัง

ลงมือเช็กจริง: เปิดหน้าไหน กดอะไร

  • เปิด OIC e-Service ที่ smart.oic.or.th เลือกเมนูข้อมูลบริษัทประกันภัย (Menu12) เพื่อดูรายชื่อบริษัทที่ได้รับใบอนุญาตและข้อมูลการเงิน
  • ถ้าจะตรวจตัวแทน/นายหน้าว่ามีใบอนุญาตจริงไหม ใช้ Menu1 (ตรวจใบอนุญาตตัวแทน/นายหน้า) — และในระบบมีรายชื่อใบอนุญาตที่ถูกเพิกถอนให้เทียบด้วย
  • ดูค่า CAR ล่าสุดและย้อนหลัง 2-3 ปี เทียบกับระดับเฝ้าระวัง 140% และดูทิศทาง
  • เข้าหมวดสถิติ/รายงานประจำปีบน oic.or.th เพื่อดูสถิติเรื่องร้องเรียน แล้วเทียบเป็นสัดส่วนต่อขนาดบริษัท
  • อ่านงบการเงินคร่าว ๆ: เงินสำรอง กำไร/ขาดทุน สินทรัพย์รวม — ดูแนวโน้มหลายปี
  • ถ้ายังไม่แน่ใจหรือเจอข้อมูลไม่ตรง โทรสายด่วน คปภ. 1186 ยืนยันได้ฟรี

ลองทำตารางเล็ก ๆ ของตัวเอง: จดชื่อ 2-3 บริษัทที่กำลังพิจารณา แล้วเติม 5 ตัวเลขนี้ลงไป เห็นภาพชัดทันทีว่าใครมั่นคงกว่า แต่จำไว้ว่า "มั่นคง" เป็นแค่หนึ่งปัจจัย — ความคุ้มครอง เงื่อนไข และประสบการณ์ตอนเคลมก็สำคัญไม่แพ้กัน อยากเข้าใจสิทธิและขั้นตอนเคลมให้ลึกขึ้น แวะอ่าน คู่มือเคลมประกันฉบับเข้าใจง่าย และดูภาพรวมประสบการณ์การจ่ายเคลมที่ จ่ายจริง (Jaai-Jing) ได้เลยค่ะ

สรุปให้จำง่าย: เริ่มที่ CAR ก่อนเสมอ (ขั้นต่ำกฎหมาย 100% · ระดับเฝ้าระวัง 140% · สูงกว่า 140% และทรง/ขึ้น = อุ่นใจ) แล้วค่อยดู Combined Ratio + เรื่องร้องเรียนประกอบ ดูย้อนหลังหลายปีดูทิศทาง และอย่าตัดสินบริษัทจากตัวเลขเดียว — ทุกอย่างเช็กได้ฟรีบนเว็บ คปภ.

ข้อมูลทั้งหมดตรวจสอบได้ที่สำนักงาน คปภ. (oic.or.th / smart.oic.or.th) — รายงานเงินกองทุน (CAR), สถิติเรื่องร้องเรียน และงบการเงินบริษัทประกัน · เกณฑ์ CAR อ้างอิงประกาศ คปภ. RBC2 พ.ศ. 2562 ข้อ 6 · ตัวเลขตัวอย่างในบทความนี้เป็นการสมมุติเพื่อสอนวิธีอ่านเท่านั้น โปรดตรวจตัวเลขล่าสุดจริงก่อนตัดสินใจ