เงินเดือนก้อนแรกเข้าบัญชี เป็นความรู้สึกที่อธิบายยากจริง ๆ ค่ะ แต่พอใกล้สิ้นปี คำถามก็เริ่มตามมา ภาษีนี่เราต้องยื่นด้วยไหม ในเมื่อรายได้ยังไม่เยอะ แล้วเลขผู้เสียภาษีต้องไปขอที่ไหน ใช้บัตรประชาชนแทนได้หรือเปล่า บทความนี้คุ้มครองจะพาคุณไล่ทีละข้อแบบช้า ๆ ชัด ๆ ตั้งแต่เกณฑ์ว่าใครต้องยื่น ไปจนถึงกดส่งแบบออนไลน์ด้วยตัวเองได้สำเร็จ ปีแรกอาจดูน่ากลัว แต่พอทำเป็นแล้ว ปีต่อ ๆ ไปจะกลายเป็นงานเบา ๆ ที่ทำเองได้สบาย

คุ้มครองเป็นสื่อให้ความรู้เรื่องการเงินและภาษี ไม่ใช่ที่ปรึกษาภาษีหรือนายหน้า เนื้อหานี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำเฉพาะบุคคล ตัวเลขและกำหนดเวลาอ้างอิงปีภาษี 2568 (ยื่นต้นปี 2569) โปรดตรวจสอบล่าสุดกับกรมสรรพากรก่อนยื่นจริงทุกครั้ง

แยกให้ออกก่อน: "ยื่นภาษี" กับ "เสียภาษี" คนละเรื่องกัน

จุดที่จบใหม่สับสนกันมากที่สุดคือเข้าใจว่า ถ้ารายได้น้อยจนไม่ต้องเสียภาษี ก็แปลว่าไม่ต้องยื่น ซึ่งไม่ถูกค่ะ การ "ยื่น" คือการรายงานรายได้ให้กรมสรรพากรทราบตามหน้าที่ ส่วนการ "เสีย" คือการมียอดภาษีที่ต้องจ่ายจริงหลังคำนวณแล้ว สองอย่างนี้แยกขาดจากกัน คนจำนวนมากเข้าเกณฑ์ที่ "ต้องยื่น" แต่คำนวณออกมาแล้วภาษีเป็นศูนย์ ไม่ต้องจ่ายสักบาท และถ้าระหว่างปีถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ การยื่นยังเป็นช่องทางเดียวที่จะ "ขอเงินคืน" ได้ด้วย

เกณฑ์ "ต้องยื่น" เช็กจากระดับรายได้ ไม่ใช่ระดับภาษี

กรมสรรพากรกำหนดหน้าที่ "ต้องยื่น" ไว้ที่ระดับรายได้ทั้งปี ไม่ได้ผูกกับว่าสุดท้ายต้องจ่ายภาษีหรือไม่ สำหรับคนโสดที่มีเงินได้จากเงินเดือนหรือค่าจ้างประจำอย่างเดียว (เงินได้ประเภท 40(1)) เกณฑ์คือรายได้ทั้งปี "เกิน" 120,000 บาท แต่ถ้ามีรายได้ประเภทอื่นปนเข้ามาด้วย เช่น รับงานฟรีแลนซ์ ขายของออนไลน์ หรือมีดอกเบี้ย/ค่าเช่า เกณฑ์จะลดลงเหลือ "เกิน" 60,000 บาท และต้องยื่นด้วยแบบ ภ.ง.ด.90 แทน ภ.ง.ด.91 (ข้อมูล ณ ปีภาษี 2568)

ใครต้องยื่น และยื่นแบบไหน (กรณีโสด · ปีภาษี 2568)
สถานการณ์ของคุณเกณฑ์ "ต้องยื่น" ต่อปีแบบที่ใช้
เงินเดือน/ค่าจ้างประจำอย่างเดียวรายได้เกิน 120,000 บาทภ.ง.ด.91
เงินเดือน + งานเสริม/ฟรีแลนซ์/รายได้อื่นรายได้รวมเกิน 60,000 บาทภ.ง.ด.90
รายได้ทั้งปีต่ำกว่าเกณฑ์ไม่ถูกบังคับให้ยื่นยื่นได้ถ้าอยากขอคืนภาษีที่ถูกหักไว้

หมายเหตุ: ตัวเลขในตารางเป็นเกณฑ์ของผู้มีเงินได้ที่ "โสด" หากสมรสและยื่นรวม เกณฑ์จะสูงขึ้น (เช่น เงินเดือนอย่างเดียวรวมกันเกิน 220,000 บาท) รายละเอียดดูได้จากหน้าเงินได้ขั้นต่ำของกรมสรรพากร

ตัวอย่าง: เริ่มงานเดือนกรกฎาคม เงินเดือน 18,000 ทำงาน 6 เดือน รายได้ทั้งปี = 108,000 บาท ยังไม่เกิน 120,000 จึง "ไม่ถูกบังคับ" ให้ยื่น แต่ถ้าบริษัทหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้บ้าง การยื่นจะช่วยให้คุณขอเงินส่วนนั้นคืนได้ ถือว่าคุ้มที่จะยื่น

ทำไมจบใหม่ส่วนใหญ่ "ยื่นแต่ไม่ต้องจ่าย"

จัดเอกสารลดหย่อนให้ครบก่อนยื่นภาษี ช่วยให้ใช้สิทธิได้เต็มที่

เพราะกฎหมายให้หักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนก้อนใหญ่ออกก่อนจึงค่อยคำนวณภาษี มนุษย์เงินเดือนหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ 50% ของเงินได้ แต่สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท บวกค่าลดหย่อนส่วนตัวอีก 60,000 บาท และเงินสมทบประกันสังคมที่ถูกหักทุกเดือนก็นำมาลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง (สำหรับผู้ประกันตนมาตรา 33 ปีภาษี 2568 จ่ายสมทบสูงสุด 750 บาท/เดือน รวมทั้งปีไม่เกิน 9,000 บาท) เมื่อหักทุกอย่างแล้ว เงินได้สุทธิ 150,000 บาทแรกยังได้รับยกเว้นภาษีตามขั้นบันไดอีกชั้นหนึ่ง คนรายได้ระดับเริ่มต้นจึงมักจบที่ภาษี = 0

ตัวอย่างคำนวณคร่าว ๆ: จบใหม่เงินเดือน 20,000 (ทำงานเต็มปี · ปีภาษี 2568)
รายการจำนวน (บาท)
รายได้ทั้งปี (20,000 × 12)240,000
หักค่าใช้จ่ายเหมา 50% (สูงสุด 100,000)−100,000
หักค่าลดหย่อนส่วนตัว−60,000
หักประกันสังคม (จ่ายสมทบเต็มปี)−9,000
= เงินได้สุทธิ71,000
ภาษีต้องจ่าย (เงินได้สุทธิ ≤ 150,000 ได้รับยกเว้น)0

จะเห็นว่าแม้เงินเดือน 20,000 ตลอดปี เงินได้สุทธิก็ยังต่ำกว่า 150,000 บาท จึงตกในขั้นที่อัตราภาษีเป็น 0% พอดี นี่คือเหตุผลที่จบใหม่ส่วนใหญ่ "ต้องยื่น" (เพราะรายได้เกิน 120,000) แต่ "ไม่ต้องจ่าย"

ตัวเลขในตารางเป็นการประมาณการเพื่อการศึกษา ไม่ผูกพัน ยอดจริงขึ้นกับค่าลดหย่อนเฉพาะของแต่ละคน อยากเห็นภาพของตัวเอง ลองใส่ "ช่วงรายได้" กับค่าลดหย่อนคร่าว ๆ ดูได้ โดยไม่ต้องกรอกข้อมูลส่วนตัวใด ๆ

อัตราภาษีแบบ "ขั้นบันได" คืออะไร

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาคิดแบบขั้นบันได คือยิ่งเงินได้สุทธิสูงขึ้น เฉพาะส่วนที่เกินแต่ละขั้นเท่านั้นที่ถูกคิดในอัตราที่สูงขึ้น ไม่ใช่ทั้งก้อนถูกคิดอัตราเดียว เงินได้สุทธิ 150,000 บาทแรกได้รับยกเว้น (อัตรา 0%) ส่วนที่เกินจึงค่อย ๆ ไต่ขึ้นไป กราฟด้านล่างคืออัตราของแต่ละขั้น (ข้อมูล ณ ปีภาษี 2568)

อัตราภาษีตามขั้นเงินได้สุทธิ (ปีภาษี 2568) (%)
0–150,000
0
150,001–300,000
5
300,001–500,000
10
500,001–750,000
15
750,001–1,000,000
20
1,000,001–2,000,000
25

ขั้นที่สูงกว่านี้ยังมีต่ออีก คือ 2,000,001–5,000,000 บาท อัตรา 30% และส่วนที่เกิน 5,000,000 บาท อัตรา 35% ซึ่งสำหรับคนทำงานปีแรกมักยังไม่ต้องกังวลถึง

เลขผู้เสียภาษี ต้องไปขอที่ไหน

ข่าวดีสำหรับคนสัญชาติไทยคือ คุณไม่ต้องไปขอเลขผู้เสียภาษีใหม่เลย เพราะเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของบุคคลธรรมดาก็คือเลขบัตรประชาชน 13 หลักของคุณนั่นเอง ใช้เลขเดียวกันนี้สมัครและยื่นออนไลน์ได้ทันที

แล้วใครที่ต้องขอเลขผู้เสียภาษีแยกต่างหาก
กรณีต้องขอเลขผู้เสียภาษีไหม
คนไทยมีบัตรประชาชนไม่ต้อง ใช้เลขบัตร 13 หลักได้เลย
ชาวต่างชาติที่ทำงานในไทยต้องขอที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ พร้อมพาสปอร์ต/ใบอนุญาตทำงาน
จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล/เปิดบริษัทเป็นคนละเลข ต้องจดทะเบียนแยกของกิจการ

ยื่นจริง ทำยังไง ทีละขั้น

  • ขอหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (ใบ 50 ทวิ) จากฝ่ายบุคคล (HR) เอกสารนี้บอกรายได้รวมทั้งปีและภาษีที่บริษัทหักไว้ให้แล้ว
  • รวบรวมเอกสารลดหย่อน เช่น หนังสือรับรองเงินสมทบประกันสังคม เบี้ยประกันชีวิต/สุขภาพ (ถ้ามี) ใบรับรองการซื้อกองทุนลดหย่อน
  • เข้าระบบยื่นออนไลน์ของกรมสรรพากร (efiling.rd.go.th / ระบบ D-MyTax) สมัครสมาชิกด้วยเลขบัตรประชาชน ตั้งรหัสผ่าน และยืนยันตัวตน
  • เลือกแบบ ภ.ง.ด.91 (เงินเดือนอย่างเดียว) หรือ ภ.ง.ด.90 (มีรายได้อื่นด้วย) ตรวจชื่อและเลขผู้เสียภาษีให้ถูกต้อง
  • กรอกรายได้และค่าลดหย่อน ระบบจะคำนวณยอดให้อัตโนมัติ ถ้ามีภาษีคืน ให้ผูกพร้อมเพย์กับเลขบัตรประชาชนเพื่อรับเงินคืนเร็วขึ้น
  • กดยืนยันส่งแบบ แล้วบันทึก/พิมพ์หลักฐานการยื่นเก็บไว้ เป็นอันเสร็จ

กำหนดยื่นภาษีของปีก่อน คือ 1 มกราคม – 31 มีนาคม ของปีถัดไป (ยื่นแบบกระดาษ) ส่วนการยื่นออนไลน์มักขยายให้ถึงราว 8 เมษายน หากยื่นล่าช้าหรือไม่ยื่นทั้งที่เข้าเกณฑ์ อาจมีโทษปรับทางอาญาไม่เกิน 2,000 บาท และถ้ามีภาษีต้องชำระจะมีเงินเพิ่มอีก 1.5% ต่อเดือนของภาษีที่ค้าง โปรดเช็กวันปิดรับล่าสุดกับกรมสรรพากรทุกปี เพราะกำหนดอาจปรับเปลี่ยนได้

จบใหม่ควรรีบซื้อตัวลดหย่อนตั้งแต่ปีแรกไหม

ปีแรกที่รายได้ยังไม่ถึงเกณฑ์ต้องเสียภาษี การรีบซื้อตัวลดหย่อนราคาแพงอาจยังไม่จำเป็น เพราะถึงไม่ซื้อ ภาษีก็เป็นศูนย์อยู่แล้ว เงินก้อนนั้นอาจมีประโยชน์กว่าถ้าเอาไปตั้งกองทุนฉุกเฉินก่อน แต่พอเงินเดือนขยับขึ้นในปีถัด ๆ ไปจนเริ่มมีภาษีต้องจ่าย การรู้จักเครื่องมือลดหย่อน เช่น กองทุน RMF หรือ ThaiESG เบี้ยประกันสุขภาพ ก็จะช่วยประหยัดได้จริง ค่อย ๆ ศึกษาและเลือกเท่าที่เหมาะกับเป้าหมายชีวิตของเราก็พอ ไม่ต้องรีบ

สิทธิลดหย่อนบางตัวมีการเปลี่ยนแปลงเป็นรายปี เช่น กองทุน SSF ให้สิทธิลดหย่อนเฉพาะเงินลงทุนถึงปีภาษี 2567 เป็นปีสุดท้าย และเพดานลดหย่อนประกันสังคมปรับขึ้นตามฐานค่าจ้างใหม่ (จากสูงสุด 9,000 บาทในปีภาษี 2568 เป็น 10,500 บาทเมื่อฐานค่าจ้างใหม่มีผลตั้งแต่ปี 2569) ก่อนตัดสินใจซื้ออะไรเพื่อลดหย่อน ควรตรวจสิทธิและเพดานล่าสุดของปีนั้น ๆ กับกรมสรรพากร และหากเป็นการลงทุน โปรดศึกษาความเสี่ยงและจำไว้ว่าผลตอบแทนไม่การันตี

เคล็ดลับที่ทำให้ปีหน้าง่ายขึ้นมาก: เก็บไฟล์ใบ 50 ทวิ และเอกสารลดหย่อนทั้งหมดไว้ในโฟลเดอร์เดียวตั้งแต่เริ่มทำงาน พอถึงฤดูยื่นภาษี คุณจะหยิบใช้ได้ทันทีโดยไม่ต้องไล่หา

สรุปสั้น ๆ สำหรับจบใหม่ปีแรก: ถ้าเงินเดือนทั้งปีเกิน 120,000 บาท คุณ "ต้องยื่น" ภ.ง.ด.91 แม้ส่วนใหญ่จะยัง "ไม่ต้องจ่าย" ภาษีเลยก็ตาม เลขผู้เสียภาษีใช้เลขบัตรประชาชนได้ทันที และการยื่นออนไลน์ด้วยตัวเองไม่ยากอย่างที่กลัว เริ่มต้นให้ถูกตั้งแต่ปีนี้ แล้วเรื่องภาษีจะกลายเป็นงานประจำปีที่คุณจัดการเองได้อย่างมั่นใจ