งานแรกที่ได้ค่าจ้างเข้าบัญชีแบบไม่มีใครหักภาษีให้ มักมาพร้อมความรู้สึกสองอย่างพร้อมกัน คือดีใจที่เป็นเงินก้อนเต็มๆ กับแอบกังวลว่า "แล้วตกลงเราต้องเสียภาษีเท่าไร ยื่นยังไง" ฟรีแลนซ์ไม่มี HR ทำเอกสารให้ ไม่มีบริษัทหัก ณ ที่จ่ายอย่างพร้อมกัน ทุกอย่างต้องดูเอง แต่จริงๆ แล้วมันมีโครงสร้างที่ชัดเจนมาก พอเข้าใจ 3 จุดนี้ก็เอาอยู่ คือ (1) เงินที่เราได้นับเป็น "เงินได้ประเภทไหน" (2) หักค่าใช้จ่ายแบบ "เหมา" หรือ "ตามจริง" และ (3) ฟรีแลนซ์ส่วนใหญ่ต้องยื่น 2 รอบต่อปี ไม่ใช่รอบเดียว บทความนี้จะพาไล่ทีละขั้นแบบภาษาคนทำงาน ไม่ต้องเป็นนักบัญชีก็ตามทัน
KUMKRONG เป็นสื่อให้ความรู้ทางการเงิน-ภาษี ไม่ใช่นายหน้าหรือที่ปรึกษาภาษี เนื้อหานี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำเฉพาะบุคคล อัตราและเงื่อนไขเป็นข้อมูล ณ ปีภาษี 2568 (ยื่นต้นปี 2569) ซึ่งปรับได้ทุกปี การจัดประเภทเงินได้ของแต่ละคนขึ้นกับลักษณะงานจริง ก่อนยื่นจริงควรตรวจกับกรมสรรพากร (rd.go.th) หรือผู้ทำบัญชีที่เห็นเอกสารของคุณอีกครั้งเสมอ
จุดที่ 1: เงินของฟรีแลนซ์เป็น "เงินได้ประเภทไหน"
ประมวลรัษฎากรแบ่งเงินได้ออกเป็น 8 ประเภทตามมาตรา 40 และหัวใจคือ แต่ละประเภทหักค่าใช้จ่ายได้ไม่เท่ากัน การจัดประเภทผิดจึงทำให้คำนวณภาษีผิดได้เลย ฟรีแลนซ์ส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับ 3 ประเภทนี้ และตัวที่คนเข้าใจสลับกันบ่อยที่สุดคือ 40(2) กับ 40(8)
| ประเภท | ลักษณะงาน (ตัวอย่าง) | หักเหมาได้เท่าไร |
|---|---|---|
| 40(2) รับจ้าง/รับทำงานให้ | งานที่ใช้แรงงาน/ทักษะเป็นหลัก จ้างเป็นงานๆ ไม่ได้ลงทุนเป็นกิจการ เช่น รับจ้างเขียน/แปลเป็นชิ้น ค่านายหน้า | หักเหมา 50% รวมกับ 40(1) แล้วไม่เกิน 100,000 บาท |
| 40(6) วิชาชีพอิสระ | 6 วิชาชีพที่กฎหมายระบุ: ประกอบโรคศิลปะ กฎหมาย วิศวกรรม สถาปัตยกรรม บัญชี ประณีตศิลปกรรม | ประกอบโรคศิลปะ 60%; อีก 5 วิชาชีพ 30% (หรือหักตามจริง) |
| 40(8) ธุรกิจ/อาชีพอิสระอื่น | กิจการ/รับทำของที่ลงทุนจัดหาของเอง เช่น ออกแบบกราฟิก ทำคอนเทนต์ ถ่ายภาพ ขายของออนไลน์ ครีเอเตอร์ | เฉพาะกิจการที่อยู่ในรายการตาม พ.ร.ฎ. หักเหมาได้ (หลายอย่าง 60%) นอกรายการ = หักตามจริงเท่านั้น |
จุดพลาดอันดับหนึ่ง: "40(8) หักเหมา 60% ได้ทุกงาน" เป็นความเข้าใจผิด การหักเหมาของ 40(8) ผูกกับ "ประเภทกิจการ" ที่ระบุไว้ในพระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 11) ซึ่งมีหลายอัตราตั้งแต่ราว 40% ถึง 60% ถ้างานของเราไม่อยู่ในรายการนั้น จะหักได้เฉพาะ "ตามจริงตามความจำเป็นและสมควร" เท่านั้น และงานสายดิจิทัลบางแบบอาจถูกมองเป็น 40(2) (เพดานเหมา 100,000) แทน 40(8) ก็ได้ การจัดประเภทยอดภาษีโดยตรง ถ้าไม่ชัดเจนให้ยืนยันประเภทเงินได้กับสรรพากรหรือผู้ทำบัญชีก่อนยื่น
จุดที่ 2: หักเหมา vs หักตามจริง เลือกทางไหนคุ้ม
เมื่อรู้ประเภทเงินได้แล้ว ขั้นต่อมาคือเลือกวิธีหักค่าใช้จ่าย เลือกได้ทางเดียวต่อปีต่อประเภทเงินได้ ทั้งสองทางมีตรรกะง่ายๆ เดียวกัน คือดูว่าต้นทุนจริงของเราสูงหรือต่ำกว่าเปอร์เซ็นต์เหมา
- หักเหมา (เช่น 60% สำหรับกิจการที่กฎหมายให้): ไม่ต้องเก็บใบเสร็จ รัฐถือว่าต้นทุนเท่ากับเปอร์เซ็นต์ที่กำหนดโดยอัตโนมัติ ส่วนที่เหลือคือฐานที่นำไปคิดต่อ เหมาะกับงานที่ต้นทุนจริงต่ำ เช่น งานที่ใช้แค่ทักษะกับคอมพิวเตอร์เครื่องเดียว
- หักตามจริง: เอาค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงมาหัก แต่ต้องมีใบเสร็จ/หลักฐานครบและพิสูจน์ได้ว่าเกี่ยวกับงาน เหมาะกับงานต้นทุนสูงกว่าเปอร์เซ็นต์เหมา เช่น ต้องซื้ออุปกรณ์ราคาแพง จ้างทีม เช่าสตูดิโอ
กฎสั้นๆ คือ ถ้าต้นทุนจริง "เกิน" เปอร์เซ็นต์เหมา การหักตามจริงคุ้มกว่า แต่ถ้าต้นทุนจริง "น้อยกว่า" เปอร์เซ็นต์เหมา การหักเหมาคุ้มกว่าและสบายกว่ามาก เพราะไม่ต้องเก็บเอกสารทั้งปี ลองดูตัวอย่างเปรียบเทียบบนฐานภาษีสุดท้ายเดียวกัน
| รายการ | หักเหมา 60% | หักตามจริง |
|---|---|---|
| รายได้รวมทั้งปี | 600,000 | 600,000 |
| ค่าใช้จ่ายที่หักได้ | 360,000 (เหมา 60%) | ตามใบเสร็จจริง สมมติ 200,000 |
| เงินได้หลังหักค่าใช้จ่าย | 240,000 | 400,000 |
| ต้องเก็บเอกสารไหม | ไม่ต้อง | ต้องครบทุกใบ พิสูจน์ได้ |
| เหมาะกับใคร | ต้นทุนจริงต่ำกว่า 60% | ต้นทุนจริงสูงกว่า 60% |
ในตัวอย่างนี้ ต้นทุนจริง 200,000 น้อยกว่าเหมา 360,000 การหักเหมา 60% จึงทำให้ "เงินได้ก่อนลดหย่อน" ต่ำกว่า และเสียภาษีน้อยกว่า นี่คือเหตุผลที่ฟรีแลนซ์สายดิจิทัลที่ต้นทุนต่ำมักเลือกเหมา แต่ตัวเลขจริงของแต่ละคนต่างกัน คำนวณเทียบทั้งสองทางก่อนตัดสินใจเสมอ และอย่าลืมว่าตัวเลข "เงินได้หลังหักค่าใช้จ่าย" นี้ยังไม่ใช่ฐานภาษีสุดท้าย ต้องหักค่าลดหย่อนอีกชั้น
จุดที่ 3: หลังหักค่าใช้จ่าย ยังหัก "ค่าลดหย่อน" ได้อีกชั้น

อย่าเพิ่งตกใจกับยอดเงินได้ เพราะหลังหักค่าใช้จ่ายแล้ว เรายังเอา "ค่าลดหย่อน" มาหักได้อีกก่อนคิดภาษีจริง ฟรีแลนซ์ใช้สิทธิ์ได้เหมือนคนทั่วไป ตัวที่ใช้ได้แน่ๆ และเป็นฐานของทุกคนคือค่าลดหย่อนส่วนตัว ที่เหลือขึ้นกับว่าเรามีสิทธิ์อะไรบ้าง
| รายการ | เพดาน/เงื่อนไข |
|---|---|
| ค่าลดหย่อนส่วนตัว | 60,000 บาท (ทุกคนได้อัตโนมัติ) |
| คู่สมรสไม่มีเงินได้ | 60,000 บาท |
| บุตร | 30,000 บาท/คน (คนที่ 2 ขึ้นไปที่เกิดตั้งแต่ปี 2561 = 60,000/คน) |
| เบี้ยประกันชีวิต | ตามจริง ไม่เกิน 100,000 บาท |
| เบี้ยประกันสุขภาพตนเอง | ตามจริง ไม่เกิน 25,000 บาท (รวมกับประกันชีวิตแล้วไม่เกิน 100,000) |
| RMF (กองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ) | ไม่เกิน 30% ของเงินได้ และไม่เกิน 500,000 บาท |
| ดอกเบี้ยกู้ซื้อ/สร้างที่อยู่อาศัย | ตามจริง ไม่เกิน 100,000 บาท/ปี |
| เงินบริจาคทั่วไป | ตามจริง ไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและลดหย่อนอื่น |
ข้อควรรู้สำหรับฟรีแลนซ์: SSF ให้สิทธิลดหย่อนเฉพาะเงินลงทุนปีภาษี 2563–2567 เท่านั้น ปี 2567 เป็นปีสุดท้าย ปีภาษี 2568 จึงใช้ SSF ลดหย่อนไม่ได้แล้ว (ยังไม่มีประกาศต่ออายุ ณ ข้อมูลกลางปี 2569) ส่วนกองทุนสายความยั่งยืน ThaiESG ปีภาษี 2568 ลดหย่อนได้ไม่เกิน 30% ของเงินได้ และไม่เกิน 300,000 บาท (ถือ 5 ปี) ทุกตัวมีเพดานและเงื่อนไขของตัวเอง และเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยง ผลตอบแทนไม่การันตี ก่อนซื้อเพื่อลดหย่อนควรศึกษานโยบายกองทุนและตรวจสิทธิ์ล่าสุดกับกรมสรรพากร
ค่าลดหย่อนตามแคมเปญรัฐ เช่น Easy E-Receipt จะมีเฉพาะช่วงที่ประกาศและต้องมีใบกำกับภาษี/ใบเสร็จอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice/e-Receipt) เท่านั้น ปีภาษี 2568 มีมาตรการ Easy E-Receipt 2.0 ช่วง 16 ม.ค.–28 ก.พ. 2568 สูงสุด 50,000 บาท ส่วนปีภาษี 2569 ยังไม่มีการยืนยันมาตรการอย่างเป็นทางการ ณ ข้อมูลกลางปี 2569 ตรวจเงื่อนไขแคมเปญปีนั้นกับกรมสรรพากร/มติ ครม. ก่อนใช้สิทธิ์เสมอ
จุดที่หลายคนพลาด: ฟรีแลนซ์ยื่น 2 รอบต่อปี
พนักงานประจำยื่นปีละครั้ง แต่ฟรีแลนซ์ที่มีเงินได้ประเภท 40(5)–(8) (ซึ่งรวม 40(6) วิชาชีพอิสระ และ 40(8) ธุรกิจ/รับทำของ) มักต้องยื่น "ภาษีครึ่งปี" ด้วยอีกหนึ่งรอบ หลายคนไม่รู้แล้วพลาดรอบนี้ จุดสังเกตคือ ผู้มีเงินได้ 40(5)–(8) ที่ในครึ่งปีแรกมีเงินได้เกิน 60,000 บาท (โสด) หรือเกิน 120,000 บาท (คู่สมรสรวมกัน) เข้าข่ายต้องยื่น ภ.ง.ด.94
| แบบ | ครอบคลุมอะไร | กำหนดยื่น |
|---|---|---|
| ภ.ง.ด.94 (ครึ่งปี) | เงินได้ 40(5)–(8) ที่ได้รับช่วง ม.ค.–มิ.ย. (ยื่นในปีเดียวกัน) | 1 ก.ค.–30 ก.ย. (กระดาษ) ออนไลน์ขยายเพิ่มไม่กี่วัน |
| ภ.ง.ด.90 (ทั้งปี) | เงินได้ทั้งปี รวมทุกประเภท | 1 ม.ค.–31 มี.ค. ปีถัดไป ออนไลน์ขยายถึงราว 8 เม.ย. |
ข่าวดีคือภาษีไม่ได้เสียซ้ำ ภาษีที่จ่ายไปกับ ภ.ง.ด.94 ครึ่งปี นำมาเป็นเครดิตหักออกจากภาษีทั้งปีตอนยื่น ภ.ง.ด.90 ได้ และยอด "ภาษีหัก ณ ที่จ่าย" ที่ผู้ว่าจ้างหักไว้ (มักโดน 3% ตามใบ 50 ทวิ ที่ผู้ว่าจ้างหักไว้) ก็นำมาเครดิตคืนได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นเก็บใบ 50 ทวิ ทุกใบให้ครบ เพราะคือเงินภาษีที่เราจ่ายล่วงหน้าไปแล้ว
ขั้นตอนยื่นจริง ทำตามนี้
- รวบรวมรายได้ทั้งปี: เก็บหลักฐานการโอน/ใบแจ้งหนี้ และหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (ใบ 50 ทวิ) จากผู้ว่าจ้างทุกราย
- ยืนยันประเภทเงินได้: 40(2), 40(6) หรือ 40(8) เพราะกำหนดวิธีหักค่าใช้จ่ายและรอบยื่น
- เลือกวิธีหักค่าใช้จ่าย: เหมา หรือ ตามจริง โดยคำนวณเทียบว่าทางไหนคุ้ม
- รวมค่าลดหย่อนที่มีสิทธิ์ทั้งหมด
- ยื่น ภ.ง.ด.94 รอบครึ่งปี (ก.ค.–ก.ย.) ถ้ามีเงินได้ 40(5)–(8) ถึงเกณฑ์
- ยื่น ภ.ง.ด.90 รอบทั้งปี (ม.ค.–มี.ค. ปีถัดไป) ผ่าน e-Filing ของกรมสรรพากร แล้วนำเครดิต ภ.ง.ด.94 และภาษีหัก ณ ที่จ่ายมาหัก
อย่าเลี่ยงการยื่นเพราะกลัวยุ่ง การยื่นล่าช้าหรือไม่ยื่นมีโทษ ตามมาตรา 35 มีโทษทางอาญาปรับไม่เกิน 2,000 บาท และถ้ามีภาษีต้องชำระจะเสียเงินเพิ่มอีก 1.5% ต่อเดือน (หรือเศษของเดือน) ของภาษีที่ค้าง การยื่นให้ถูกต้องตั้งแต่ปีแรกแม้รายได้ยังน้อย จะสร้างประวัติที่ดีและทำให้ปีต่อๆ ไปง่ายขึ้น กำหนดวันและแบบฟอร์มปรับได้แต่ละปี ตรวจล่าสุดกับกรมสรรพากรก่อนยื่นเสมอ
เคล็ดลับให้ชีวิตภาษีของฟรีแลนซ์เบาลง
- เปิดบัญชีแยกสำหรับงานฟรีแลนซ์ จะดูยอดรายรับ-รายจ่ายและสรุปสิ้นปีง่ายขึ้นมาก
- ถ่ายรูปเก็บใบเสร็จและใบ 50 ทวิ ทันทีในโฟลเดอร์เดียว กันลืม กันหาย โดยเฉพาะถ้าเลือกหักตามจริง
- กันเงินภาษีไว้ส่วนหนึ่งทุกครั้งที่ได้เงิน เพราะรายได้ฟรีแลนซ์ไม่สม่ำเสมอ การแยกเงินภาษีไว้ก่อนจะได้ไม่ช็อกตอนต้องจ่าย
- ถ้ารายได้เริ่มสูงและสม่ำเสมอ ลองศึกษาประกันสังคมมาตรา 40 สำหรับผู้ประกอบอาชีพอิสระ และการวางแผนเกษียณ (เช่น RMF) ซึ่งช่วยลดหย่อนได้ด้วย
สรุปสั้นๆ ฟรีแลนซ์ยื่นภาษีไม่ได้ยาก แค่ไล่ 3 จุด คือ ดูให้ออกว่าเงินได้เป็นประเภทไหน (40(2)/40(6)/40(8) ซึ่งหักค่าใช้จ่ายไม่เท่ากัน และ 40(8) ไม่ได้เหมา 60% ทุกงาน) เลือกหักค่าใช้จ่ายแบบที่คุ้มกว่าระหว่างเหมากับตามจริง ใช้สิทธิ์ลดหย่อนให้ครบ และอย่าลืมยื่นทั้งรอบครึ่งปี (ภ.ง.ด.94) และรอบทั้งปี (ภ.ง.ด.90) ตัวเลขและเงื่อนไขเปลี่ยนได้ทุกปี ตรวจกับกรมสรรพากรหรือผู้ทำบัญชีให้ชัวร์ก่อนยื่นเสมอ แล้วฤดูภาษีจะเบาลงเยอะ








