พนักงานคนเก่งของคุณกำลังเทียบใบเสนองาน 2 ที่ เงินเดือนเท่ากันเป๊ะ ต่างกันที่ใบหนึ่งเขียนว่า "มีประกันสุขภาพกลุ่ม" อีกใบไม่มี — ในตลาดแรงงานวันนี้ บรรทัดเดียวนั้นมักเป็นตัวตัดสิน นี่คือเหตุผลที่เจ้าของกิจการเล็กและฝ่ายบุคคลเริ่มถามกันมากขึ้นว่า ประกันกลุ่มพนักงานมันคืออะไร ทำแล้วคุ้มจริงไหม และมีมุมภาษีอะไรที่ต้องระวัง บทความนี้จะพาไล่ทีละเรื่องแบบเข้าใจง่าย พร้อมอ้างคำวินิจฉัยของกรมสรรพากรจริง ไม่ใช่เดาเอาเอง

สรุปสั้น: ประกันกลุ่ม = นายจ้างทำกรมธรรม์ฉบับเดียวคุ้มครองพนักงานทั้งทีม เบี้ยต่อหัวมักถูกกว่าซื้อเดี่ยว ใช้เป็นสวัสดิการดึงดูดคนได้ และเบี้ยที่นายจ้างจ่ายมักหักเป็นรายจ่ายของบริษัทได้ จุดที่หลายคนพลาดคือ "ภาษีฝั่งพนักงาน" — ประกันสุขภาพกับประกันชีวิตเก็บไม่เหมือนกัน (เดี๋ยวอธิบายด้านล่าง) บทความนี้เป็นความรู้ทั่วไปเพื่อการศึกษา ไม่ใช่การชวนซื้อแผนใดแผนหนึ่ง

ประกันกลุ่มพนักงานคืออะไร

ประกันกลุ่ม (Group Insurance) คือกรมธรรม์ฉบับเดียวที่คุ้มครองคนหลายคนพร้อมกัน โดยมี "นายจ้าง" เป็นผู้ถือกรมธรรม์และเป็นคนจัดให้ ส่วนพนักงานเป็นผู้เอาประกันภัยภายใต้กลุ่ม ต่างจากประกันรายเดี่ยวที่เราเดินไปซื้อเองทีละคน จุดเด่นคือคิดเบี้ยแบบเฉลี่ยความเสี่ยงทั้งกลุ่ม คนสุขภาพดีช่วยเฉลี่ยให้คนที่เสี่ยงกว่า และตอนเข้าพร้อมกันช่วงเริ่มกรมธรรม์ ส่วนใหญ่ "ไม่ต้องตรวจสุขภาพ" หรือตรวจน้อยมาก ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบใหญ่สำหรับพนักงานที่มีโรคประจำตัวและมักโดนปฏิเสธ/เพิ่มเบี้ยเวลาซื้อเดี่ยว

สำคัญมาก: ประกันกลุ่มเป็นคนละเรื่องกับ "ประกันสังคม" ประกันสังคมเป็นสิทธิภาคบังคับที่นายจ้างต้องนำส่งให้ลูกจ้าง ม.33 อยู่แล้ว (คุ้มครอง 7 กรณี ตั้งแต่เจ็บป่วย คลอดบุตร ว่างงาน ไปจนถึงชราภาพ) ส่วนประกันกลุ่มเป็นสวัสดิการ "เพิ่มเติม" ที่นายจ้างเลือกทำเอง ทั้งสองอย่างซ้อนชั้นเสริมกันได้ — พนักงานหลายคนใช้ประกันสังคมเป็นฐาน แล้วใช้ประกันกลุ่มเติมส่วนต่างค่าห้อง/ค่ารักษาที่เกินสิทธิ

เกร็ดที่นายจ้างควรรู้ไว้: ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2569 เพดานฐานค่าจ้างคำนวณเงินสมทบประกันสังคม ม.33 ปรับจาก 15,000 เป็น 17,500 บาท/เดือน ทำให้เงินสมทบสูงสุด (ทั้งฝั่งนายจ้างและลูกจ้าง) ขยับจาก 750 เป็น 875 บาท/เดือน/คน (พนักงานค่าจ้าง ≤15,000 จ่ายเท่าเดิม) นี่คือต้นทุนภาคบังคับที่แยกจากเบี้ยประกันกลุ่ม ข้อมูล ณ มิ.ย. 2569 — ตรวจล่าสุดกับ สปส. 1506

คุ้มครองอะไรบ้าง

ประกันกลุ่มออกแบบเป็น "ชุดความคุ้มครอง" ที่นายจ้างหยิบใส่ตะกร้าได้ตามงบ ตัวย่อที่เจอบ่อยในใบเสนอราค ามีดังนี้ (ขอเตือนไว้ก่อนว่าตัวย่อและการแบ่งหมวดอาจต่างกันเล็กน้อยในแต่ละบริษัท)

ความคุ้มครองตัวย่อที่พบบ่อยคุ้มครองอะไร
ชีวิตกลุ่มGL / GTLเสียชีวิตทุกกรณี จ่ายเป็นเงินก้อนให้ผู้รับประโยชน์
อุบัติเหตุกลุ่มGPA / GADDเสียชีวิต/ทุพพลภาพ/สูญเสียอวัยวะจากอุบัติเหตุ
ทุพพลภาพถาวรGTPDทำงานไม่ได้ถาวรจากเจ็บป่วยหรืออุบัติเหตุ
ผู้ป่วยในGIPD / GHนอนโรงพยาบาล: ค่าห้อง ค่าผ่าตัด ค่ายา ค่าแพทย์
ผู้ป่วยนอกGOPDพบแพทย์รายครั้งไม่ต้องนอน รพ. (มักเป็นออปชันเสริม)
ทันตกรรมGD / GDENTขูดหินปูน อุดฟัน ถอนฟัน (ออปชันเสริม)

เวลาเทียบใบเสนอราคา อย่าดูแค่ "เบี้ยรวม" ให้ดู 3 จุดนี้ให้ครบ: (1) วงเงินค่าห้องต่อวัน — กระทบประสบการณ์จริงตอนนอน รพ. มากที่สุด (2) วงเงิน OPD ต่อครั้ง/ต่อปี (3) ข้อยกเว้นและโรคที่เป็นมาก่อน (pre-existing) ว่าคุ้มครองไหม รวมถึงมีระยะรอคอย (waiting period) กี่วัน

นายจ้างควรทำไหม — ข้อดีที่จับต้องได้

สิทธิและความคุ้มครองของแรงงานมีรายละเอียดที่ควรตรวจสอบ
  • ดึงดูดและรักษาคนเก่ง: สวัสดิการสุขภาพเป็นหนึ่งในสิ่งที่ผู้สมัครงานถามถึงบ่อยที่สุด ช่วยให้ประกาศรับสมัครของคุณน่าสนใจกว่าคู่แข่งที่จ่ายเงินเดือนเท่ากัน และลดอัตราการลาออก
  • ลดวันลาป่วยยืดเยื้อ: เมื่อพนักงานเข้าถึงการรักษาได้เร็ว มักหายเร็วและกลับมาทำงานได้เร็วขึ้น
  • ขวัญกำลังใจและภาพลักษณ์องค์กร: พนักงานรู้สึกว่าบริษัทดูแลเขาและครอบครัว (บางแผนขยายถึงคู่สมรส/บุตรได้ แต่เบี้ยเพิ่ม)
  • เบี้ยต่อหัวมักถูกกว่าซื้อเดี่ยว: เพราะคิดความเสี่ยงแบบเฉลี่ยทั้งกลุ่มและประหยัดต้นทุนการขาย ยิ่งทีมใหญ่ยิ่งมีโอกาสต่อรองได้ดี
  • บริหารง่ายในฉบับเดียว: ต่ออายุ เพิ่ม-ลดรายชื่อพนักงานได้ตลอดปีในกรมธรรม์เดียว ไม่ต้องตามทีละคน

ข้อควรชั่งใจ: ประกันกลุ่มเป็นค่าใช้จ่ายประจำปีที่ต้องจ่ายต่อเนื่อง และความคุ้มครองจะ "หมดทันที" เมื่อพนักงานลาออก (ไม่ติดตัวไปเหมือนประกันส่วนตัว) ทีมเล็กมาก ๆ อาจได้เบี้ยต่อหัวไม่ถูกเท่าทีมใหญ่ และบางแผนมีเงื่อนไขจำนวนผู้เอาประกันขั้นต่ำที่ต้องเข้าร่วม (เช่น ต้องเข้าครบ 75% ของพนักงาน) ลองขอใบเสนอราคาหลายเจ้ามาเทียบก่อนเสมอ

ประกันกลุ่ม vs ซื้อรายเดี่ยว vs ประกันสังคม

หัวข้อประกันสังคม (ม.33)ประกันกลุ่มประกันสุขภาพรายเดี่ยว
ใครจ่ายเบี้ยนายจ้าง+ลูกจ้าง+รัฐนายจ้าง (พนักงานอาจร่วมจ่ายส่วนเสริม)ตัวเราเอง
ตรวจสุขภาพก่อนไม่ต้องมักไม่ต้อง/เงื่อนไขง่ายมักต้องแถลง/ตรวจสุขภาพ
ติดตัวเมื่อออกจากงานต่อสิทธิเองได้บางส่วน (ม.39)ไม่ติดตัว — จบเมื่อพ้นสภาพติดตัวตลอดตราบที่ต่อเบี้ย
ความยืดหยุ่นแผนคงที่ตามกฎหมายนายจ้างเลือกชุดเลือกเองเต็มที่
เบี้ยต่อหัวตามฐานเงินเดือน (สูงสุด 875/เดือน)มักถูกกว่ารายเดี่ยวที่คุ้มครองใกล้กันสูงกว่าเมื่อเทียบความคุ้มครอง

จะเห็นว่าทั้งสามอย่างไม่ได้แข่งกัน แต่ "ซ้อนชั้น" กันได้ดี: ประกันสังคมเป็นฐาน ประกันกลุ่มเติมส่วนที่ขาดตอนเป็นพนักงาน และใครอยากได้ความคุ้มครองที่ติดตัวไปตลอด (ไม่หายตอนเปลี่ยนงาน) ก็เสริมประกันรายเดี่ยวของตัวเองได้อีกชั้น

เรื่องภาษี — จุดที่หลายคนเข้าใจผิด (อ้างคำวินิจฉัยสรรพากรจริง)

มุมภาษีของประกันกลุ่มมี 2 ฝั่งที่ต้องแยกให้ขาด คือ "ฝั่งบริษัท (นายจ้าง)" กับ "ฝั่งพนักงาน" และฝั่งพนักงานยังแยกย่อยตามประเภทความคุ้มครองอีก ตรงนี้แหละที่หลายคนเหมารวมแล้วผิด

ฝั่งนายจ้าง: เบี้ยประกันกลุ่มที่บริษัทจ่ายให้พนักงานเป็นการทั่วไป (ตามระเบียบสวัสดิการ ไม่เลือกปฏิบัติ) โดยทั่วไปนำมาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ ไม่ต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร — กรมสรรพากรเคยวินิจฉัยไว้ชัดในหนังสือเลขที่ 0706/397 สำหรับ SME ที่เข้าเงื่อนไข (ทุนจดทะเบียนชำระแล้ว ≤5 ล้านบาท และรายได้ ≤30 ล้านบาท/รอบบัญชี) อัตราภาษีนิติบุคคลแบบขั้นบันไดคือ กำไรสุทธิ ≤300,000 ยกเว้น, 300,001–3,000,000 เสีย 15%, ส่วนที่เกิน 3,000,000 เสีย 20% การลงเบี้ยเป็นรายจ่ายจึงช่วยลดกำไรสุทธิที่ต้องเสียภาษีลงได้จริง ข้อมูล ณ มิ.ย. 2569

ฝั่งพนักงาน — ตรงนี้คือหัวใจที่คนเข้าใจผิดบ่อยที่สุด: เบี้ยที่นายจ้างออกให้ "ถือเป็นประโยชน์ที่ได้จากการจ้างแรงงาน" แต่จะต้องเสียภาษีหรือได้รับยกเว้น ขึ้นกับว่าเป็นความคุ้มครองประเภทไหน ดูตารางนี้

ประเภทความคุ้มครองฝั่งพนักงานเสียภาษีไหมฐานกฎหมายที่อ้างอิง
ประกันสุขภาพ/ค่ารักษาพยาบาลกลุ่ม (กรมธรรม์ ≤1 ปี บริษัทประกันในไทย)ยกเว้น — ไม่ต้องรวมเป็นเงินได้กฎกระทรวง ฉบับที่ 126 ข้อ 2(77); คำวินิจฉัย รด. 0702/4944
ค่ารักษาพยาบาลที่บริษัทจ่ายตามจริงให้พนักงานยกเว้นมาตรา 42(17) + กฎกระทรวง 126 ข้อ 2(4)(ก)
ประกันชีวิตกลุ่ม / ออมทรัพย์กลุ่ม (เบี้ยที่นายจ้างจ่าย)ถือเป็นเงินได้ ต้องรวมคำนวณภาษีมาตรา 40(1); คำวินิจฉัย รด. 0706/397

พูดง่าย ๆ: ส่วนที่เป็น "ประกันสุขภาพ/ค่ารักษาพยาบาลกลุ่ม" พนักงานมักได้รับยกเว้นภาษีตามกฎกระทรวงฉบับที่ 126 ข้อ 2(77) (เงื่อนไขหลักคือกรมธรรม์คุ้มครองค่ารักษาพยาบาล อายุไม่เกิน 1 ปี ออกโดยบริษัทประกันที่ประกอบกิจการในไทย) แต่ส่วนที่เป็น "ประกันชีวิตกลุ่ม" เบี้ยที่นายจ้างจ่ายให้มักถูกมองเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(1) ที่พนักงานต้องนำไปรวมคำนวณภาษีบุคคลธรรมดา นี่คือเหตุผลที่หลายบริษัทจัดสัดส่วนความคุ้มครองโดยคำนึงถึงภาระภาษีพนักงานด้วย

ย้ำ: รายละเอียดเงื่อนไขการลงรายจ่ายและภาระภาษีของพนักงานขึ้นกับโครงสร้างกรมธรรม์ เงื่อนไขในระเบียบสวัสดิการ และกฎหมายล่าสุด ตัวเลข/หลักเกณฑ์ในบทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไป ณ มิ.ย. 2569 อย่าใช้แทนคำแนะนำของผู้ทำบัญชี/ผู้สอบบัญชีและกรมสรรพากร โปรดยืนยันกับสรรพากร (สายด่วน 1161) หรือที่ปรึกษาภาษีที่มีใบอนุญาตของบริษัทคุณก่อนวางโครงสร้าง

งบสวัสดิการ — จัดสัดส่วนยังไงให้พอดี

ไม่มีสูตรตายตัว เพราะขึ้นกับอายุเฉลี่ยทีม ประเภทธุรกิจ และสิ่งที่พนักงานให้คุณค่าจริง ๆ แต่ตัวอย่างการจัดสรรงบที่พบบ่อยใน SME มักให้น้ำหนัก "ผู้ป่วยใน (IPD)" มากที่สุด เพราะเป็นก้อนค่าใช้จ่ายที่กระทบกระเป๋าพนักงานหนักที่สุดเวลาเจ็บป่วย แผนภูมิข้างล่างเป็น "ตัวอย่างประกอบเพื่อให้เห็นภาพ" ไม่ใช่ตัวเลขมาตรฐานที่ต้องทำตาม

ตัวอย่างการจัดสัดส่วนงบสวัสดิการประกันกลุ่มของ SME (ภาพประกอบ ไม่ใช่ค่ามาตรฐาน) (%)
ผู้ป่วยใน (IPD)
45
อุบัติเหตุ + ชีวิต
25
ผู้ป่วยนอก (OPD)
20
ทันตกรรม
10

ส่วนคำถามที่ทุกคนอยากรู้ — "เบี้ยต่อหัวเท่าไร" — ตอบเป็นตัวเลขเป๊ะไม่ได้ เพราะแปรตามอายุเฉลี่ย ประเภทธุรกิจ และวงเงินที่เลือก แผนพื้นฐานหลายเจ้าในตลาดเริ่มต้นราว ๆ หลักพันถึงห ลายพันบาท/คน/ปี และจะถูกลงเมื่อทีมใหญ่ขึ้น ตัวเลขนี้เป็นเพียงกรอบคร่าว ๆ ข้อมูล ณ มิ.ย. 2569 — ราคาเปลี่ยนได้ตลอด โปรดขอใบเสนอราคาจริงและตรวจราคาล่าสุดกับบริษัทประกันหลายเจ้าก่อนตัดสินใจ

นายจ้าง SME เริ่มยังไงดี — เช็กลิสต์ 5 ข้อ

  • นับหัวและช่วงอายุพนักงาน: บริษัทประกันมักมีจำนวนขั้นต่ำ (หลายเจ้าเริ่มที่ราว 5 คนขึ้นไป บางเจ้ารับตั้งแต่ 3 คน) — ตรวจเงื่อนไขล่าสุดของแต่ละเจ้า
  • ตั้งงบต่อหัวต่อปีคร่าว ๆ แล้วเลือกชุดความคุ้มครองให้พอดีงบ ไม่ต้องจัดเต็มทุกหมวดตั้งแต่ปีแรก ค่อย ๆ เพิ่มทีหลังได้
  • ขอใบเสนอราคา (quotation) อย่างน้อย 2–3 เจ้า แล้วเทียบ "ตารางผลประโยชน์" ทีละบรรทัด ไม่ใช่ดูแค่เบี้ยรวม
  • ถามเรื่องเครือข่ายโรงพยาบาลแบบ "แฟกซ์เคลม/ไม่ต้องสำรองจ่าย" และจำนวน รพ. ในเครือใกล้ออฟฟิศ เพราะพนักงานสะดวกขึ้นมาก
  • อ่านข้อยกเว้น เงื่อนไขโรคที่เป็นมาก่อน และระยะรอคอยให้ชัด แล้วสื่อสารกับทีมตรงไปตรงมา จะได้ไม่มีดราม่าตอนเคลม

สรุป: คุ้มไหม

สำหรับนายจ้างที่อยากดึงดูดและรักษาคนเก่งในตลาดแรงงานที่แข่งกันดุ ประกันกลุ่มมักให้ความรู้สึก "คุ้มเกินราคา" เพราะเบี้ยต่อหัวไม่สูงเท่าซื้อเดี่ยว แต่สร้างความมั่นใจให้ทีมได้มาก กุญแจสำคัญคือ เลือกชุดความคุ้มครองให้พอดีงบ แยกมุมภาษีสุขภาพ (มักยกเว้นฝั่งพนักงาน) ออกจากประกันชีวิต (มักเป็นเงินได้พนักงาน) เทียบใบเสนอราคาหลายเจ้า และยืนยันรายละเอียดภาษี/เงื่อนไขกับสรรพากรและผู้ทำบัญชีก่อนเซ็น — แล้วประกันกลุ่มจะเป็นการลงทุนกับคนที่คุ้มในระยะยาว

KUMKRONG เป็นสื่อให้ความรู้และเครื่องมือเปรียบเทียบ ไม่ใช่นายหน้าประกันภัย บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำให้ซื้อแผนใดแผนหนึ่ง ตัวเลขที่ยกมาเป็นตัวอย่าง/ประมาณการ ณ มิ.ย. 2569 โปรดตรวจราคา เงื่อนไข และสิทธิภาษีล่าสุดกับบริษัทประกัน กรมสรรพากร (สายด่วน 1161) และสำนักงานประกันสังคม (สายด่วน 1506) ก่อนตัดสินใจ