จ้างแรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานในร้าน ในไซต์ก่อสร้าง หรือในโรงงาน แล้วมีคนบอกว่า "ต้องทำประกันให้เขานะ" — คำว่า "ประกัน" คำเดียวนี้แหละที่ทำให้นายจ้างหลายคนสับสน เพราะจริง ๆ แล้วมันมีอยู่ 2 ระบบที่ชื่อคล้ายกันแต่คนละเรื่องเลย คือ ประกันสังคม (สปส.) กับ บัตรประกันสุขภาพแรงงานต่างด้าว (กระทรวงสาธารณสุข) ลูกจ้างคนหนึ่งจะเข้าระบบไหนขึ้นกับว่าเขาเข้าข่ายประกันสังคมหรือไม่ ไม่ใช่นายจ้างเลือกเอาตามสะดวก บทความนี้จะพาแยกให้ชัดว่าระบบไหนเป็นระบบไหน นายจ้างมีหน้าที่อะไรในแต่ละทาง และเงินสมทบประกันสังคมตอนนี้คิดยังไง — โดยเน้นไปที่ฝั่งประกันสังคมที่ตัวเลขเพิ่งเปลี่ยนปีนี้เป็นหลัก
KUMKRONG เป็นสื่อให้ความรู้ ไม่ใช่นายหน้าประกันและไม่ใช่หน่วยงานราชการ บทความนี้เป็นการศึกษาเบื้องต้น กฎเกณฑ์แรงงานต่างด้าวและอัตราเงินสมทบเปลี่ยนตามประกาศ โปรดยืนยันล่าสุดกับสำนักงานประกันสังคม (สปส.) สายด่วน 1506 และกรมการจัดหางาน ก่อนดำเนินการจริงเสมอ
คนละระบบ: ประกันสังคม ≠ บัตรประกันสุขภาพแรงงานต่างด้าว
ก่อนจะลงรายละเอียด ขอปักหมุดเรื่องที่นายจ้างพลาดบ่อยที่สุดไว้ตรงนี้ก่อน — สองระบบนี้ "คนละกองทุน คนละกฎหมาย คนละหน่วยงานที่ดูแล" ลูกจ้างคนหนึ่งโดยทั่วไปจะอยู่ทางใดทางหนึ่ง ไม่ใช่ทั้งสองพร้อมกัน และที่สำคัญคือบัตรประกันสุขภาพ "ไม่ใช่ตัวแทน" ของประกันสังคม ถ้าลูกจ้างเข้าข่ายประกันสังคมแล้วนายจ้างไปซื้อแต่บัตรประกันสุขภาพให้ ก็ยังถือว่ายังไม่ได้ทำหน้าที่ตามกฎหมายประกันสังคมอยู่ดี
| หัวข้อ | ประกันสังคม (ม.33) | บัตรประกันสุขภาพแรงงานต่างด้าว |
|---|---|---|
| หน่วยงานที่ดูแล | สำนักงานประกันสังคม (สปส.) | กระทรวงสาธารณสุข / รพ.รัฐในพื้นที่ |
| ใครเข้า | ลูกจ้างที่อยู่ในข่ายประกันสังคม (เช่น MOU ในกิจการที่เข้าข่าย) | ลูกจ้างที่กฎหมายยกเว้นหรือไม่อยู่ในข่าย สปส. (เช่น งานรับใช้ในบ้าน เกษตร/ประมงบางประเภท) |
| จ่ายยังไง | เงินสมทบรายเดือน นายจ้าง+ลูกจ้างคนละ 5% | ซื้อบัตรรายปีกับ รพ.รัฐ (ตรวจสุขภาพ+ค่าบัตร) |
| คุ้มครองอะไร | 7 กรณีตามกฎหมายประกันสังคม (รักษาพยาบาล คลอด ทุพพลภาพ ตาย สงเคราะห์บุตร ชราภาพ ว่างงาน) | ตรวจสุขภาพ + ค่ารักษาพยาบาลตามชุดสิทธิที่ราชการกำหนด |
| หน้าที่หลักนายจ้าง | ขึ้นทะเบียน+นำส่งเงินสมทบทุกเดือน | พาตรวจสุขภาพ+ซื้อ/ต่อบัตรให้ทันรอบ |
การจัดกลุ่มขึ้นกับประเภทแรงงาน (MOU / บัตรชมพู / มติ ครม.) ประเภทกิจการ และประกาศที่ใช้ในขณะนั้น ตัวอย่างในตารางเป็นภาพกว้างเพื่อความเข้าใจ ห้ามใช้แทนการตรวจสอบเคสจริง — ให้ยืนยันสถานะลูกจ้างแต่ละคนกับสำนักงานจัดหางานในพื้นที่และ สปส.
ฝั่งประกันสังคม: นายจ้างมีหน้าที่อะไร
ถ้าลูกจ้างต่างด้าวของคุณอยู่ในข่ายประกันสังคม กฎหมายมองเขาเหมือนลูกจ้างไทยทุกประการ นายจ้างต้องขึ้นทะเบียนเขาเป็นผู้ประกันตน มาตรา 33 ภายใน 30 วันนับแต่วันเริ่มจ้าง แล้วนำส่งเงินสมทบให้ทุกเดือน หน้าที่นี้เป็นของนายจ้าง ไม่ใช่ปล่อยให้ลูกจ้างไปทำเอง และทำพร้อมกันทั้งฝั่งนายจ้าง (ขึ้นทะเบียนนายจ้าง) และฝั่งลูกจ้าง ดูขั้นตอนตั้งต้นได้ในคู่มือ การขึ้นทะเบียนนายจ้างใหม่
เงินสมทบคิดที่ 5% ของค่าจ้าง ทั้งฝั่งลูกจ้างและฝั่งนายจ้างคนละ 5% (รัฐสมทบอีกส่วน) โดยมีฐานคำนวณขั้นต่ำและขั้นสูงกำกับ จุดที่ต้องอัปเดตคือ ตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 เพดานค่าจ้างที่ใช้คำนวณขยับขึ้นจากเดิม 15,000 บาท เป็น 17,500 บาท ทำให้เงินสมทบสูงสุดต่อเดือนเพิ่มจากเดิม 750 บาท เป็น 875 บาท ต่อฝ่าย (ตามกฎกระทรวงฯ ฐานคำนวณเงินสมทบ ม.33 พ.ศ. 2568 ประกาศราชกิจจานุเบกษา 12 ธ.ค. 2568) ส่วนฐานขั้นต่ำอยู่ที่ 1,650 บาท/เดือน
| ช่วงเวลา | เพดานค่าจ้าง (บาท/เดือน) | อัตรา | สมทบสูงสุด/เดือน (ต่อฝ่าย) |
|---|---|---|---|
| เดิม (ถึง 31 ธ.ค. 2568) | 15,000 | 5% | 750 |
| ปัจจุบัน (1 ม.ค. 2569 เป็นต้นไป) | 17,500 | 5% | 875 |
| จะปรับอีก (2572) | 20,000 | 5% | 1,000 |
| จะปรับอีก (2575) | 23,000 | 5% | 1,150 |
ตัวเลขในตาราง อ้างอิงกฎกระทรวงกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำ-ขั้นสูงฐานคำนวณเงินสมทบ ม.33 พ.ศ. 2568 (ราชกิจจาฯ 12 ธ.ค. 2568) ข้อมูล ณ มิถุนายน 2569 — ฐานสูงสุดจะปรับเป็น 20,000 (สมทบ 1,000) ในปี 2572 และ 23,000 (สมทบ 1,150) ในปี 2575 ตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงฉบับเดียวกัน
คำถามที่นายจ้างถามต่อบ่อย ๆ คือ "จ่ายเยอะขึ้น 125 บาทแล้วได้อะไรกลับมา" — สำหรับฝั่งบริษัท เงินสมทบส่วนของนายจ้างลงเป็นรายจ่ายของกิจการได้ และทำให้ลูกจ้างต่างด้าวมีสิทธิรักษาพยาบาลผ่านโรงพยาบาลตามสิทธิ ลดความเสี่ยงที่บริษัทต้องควักจ่ายค่ารักษาเองเวลาลูกจ้างป่วย ส่วนตัวลูกจ้างเองก็หักลดหย่อนเงินสมทบในการยื่นภาษีได้ตามจริง (ปี 2569 สูงสุด 10,500 บาท/ปี จาก 875×12) ถ้ามีรายได้ถึงเกณฑ์ต้องยื่น
ประกันสังคม ม.33 คุ้มครองอะไรบ้าง

สิ่งที่ทำให้เส้นทางประกันสังคมต่างจากบัตรประกันสุขภาพอย่างชัดเจน คือมันไม่ได้ให้แค่ "ค่ารักษา" แต่ให้สิทธิครบ 7 กรณีเหมือนลูกจ้างไทย ลูกจ้างต่างด้าวที่เป็นผู้ประกันตน ม.33 จึงได้รับความคุ้มครองกว้างกว่าบัตรสุขภาพอย่างเทียบกันไม่ติด
| กรณี | ครอบคลุมโดยทั่วไป |
|---|---|
| เจ็บป่วย/บาดเจ็บ (ไม่ใช่จากงาน) | รักษาพยาบาลที่ รพ. ตามสิทธิ |
| คลอดบุตร | ค่าคลอดเหมาจ่าย 15,000 บาท/ครั้ง + เงินสงเคราะห์หยุดงาน (สำหรับผู้ประกันตนหญิง) |
| ทุพพลภาพ / เสียชีวิต | เงินทดแทน / ค่าทำศพตามเงื่อนไข |
| สงเคราะห์บุตร / ชราภาพ / ว่างงาน | ตามหลักเกณฑ์ของแต่ละกรณี |
เรื่องคลอดบุตรเป็น 2 สิทธิแยกกัน อย่ารวมเป็นก้อนเดียว: (1) ค่าคลอดเหมาจ่าย = 15,000 บาท/ครั้ง เป็นจำนวนคงที่ ไม่ขยับตามเพดานค่าจ้าง; (2) เงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตร = 50% ของค่าจ้างเฉลี่ย จ่าย 90 วัน อันนี้ขยับตามเพดาน — เดิมที่เพดาน 15,000 = 22,500 บาท ปัจจุบันที่เพดาน 17,500 = 26,250 บาท (เริ่ม 1 ม.ค. 2569) จ่ายให้ผู้ประกันตนหญิง และไม่จ่ายสำหรับบุตรคนที่ 3 (อ้างอิง สปส. กรณีคลอดบุตร)
กรณีบาดเจ็บ "จากการทำงาน" ใช้กองทุนเงินทดแทน ซึ่งเป็นคนละกองกับประกันสังคม และนายจ้างเป็นผู้จ่ายเงินสมทบฝ่ายเดียว อย่าสับสนระหว่างเจ็บป่วยทั่วไป (กองทุนประกันสังคม สองฝ่ายช่วยจ่าย) กับบาดเจ็บจากงาน (กองทุนเงินทดแทน นายจ้างจ่ายฝ่ายเดียว)
ฝั่งบัตรประกันสุขภาพ: ทำเมื่อไหร่ ทำที่ไหน
ลูกจ้างที่ไม่อยู่ในข่ายประกันสังคม มักต้องมี "บัตรประกันสุขภาพแรงงานต่างด้าว" ตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดแทน เป็นการตรวจสุขภาพและซื้อหลักประกันสุขภาพรายปีกับโรงพยาบาลรัฐในพื้นที่ จุดที่นายจ้างต้องระวังคือบัตรนี้มักเป็นเอกสารที่ใช้ประกอบการขอ/ต่อใบอนุญาตทำงาน ถ้าบัตรขาด อาจกระทบสถานะการทำงานถูกกฎหมายของลูกจ้าง ขอบเขตสิทธิครอบคลุมค่าตรวจสุขภาพแรกเข้าและค่ารักษาพยาบาลพื้นฐานตามชุดสิทธิที่ราชการกำหนด ทั้งผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยในในวงเงินที่กำหนด
ระยะเวลาคุ้มครอง อัตราค่าบัตร และขอบเขตสิทธิของบัตรประกันสุขภาพ ต่างกันตามประกาศที่ใช้อยู่และประเภทแรงงาน และเปลี่ยนเป็นรอบ ๆ จึงไม่ควรยึดตัวเลขเก่า ให้ยึดประกาศล่าสุดของจังหวัด/กระทรวงสาธารณสุข และโทรยืนยันกับ รพ. ที่จะไปก่อนทุกครั้ง
ตารางสรุป: หน้าที่นายจ้าง แยกตามเส้นทาง
| หน้าที่ | ลูกจ้างเข้าประกันสังคม | ลูกจ้างใช้บัตรประกันสุขภาพ |
|---|---|---|
| ตรวจสอบประเภทแรงงาน/ใบอนุญาตทำงาน | ต้องทำ | ต้องทำ |
| ขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน ม.33 ภายใน 30 วัน | ต้องทำ | ไม่เข้าข่าย |
| นำส่งเงินสมทบ 5% ทุกเดือน (สูงสุด 875) | ต้องทำ | ไม่เข้าข่าย |
| พาตรวจสุขภาพ + ซื้อบัตรประกันสุขภาพ | ไม่เข้าข่าย (มีสิทธิ สปส.) | ต้องทำ |
| ต่ออายุสิทธิ/บัตรให้ทันก่อนใบอนุญาตหมด | ตามรอบ | ต้องทำทุกปี |
| เก็บสำเนาเอกสารหลักประกันไว้กับบริษัท | ควรทำ | ควรทำ |
ขึ้นทะเบียน/ซื้อที่ไหน ใช้เอกสารอะไร
ฝั่งประกันสังคม นายจ้างยื่นขึ้นทะเบียนที่สำนักงานประกันสังคมในพื้นที่ หรือผ่านระบบ e-Service ของ สปส. ฝั่งบัตรประกันสุขภาพ มักทำที่โรงพยาบาลรัฐในพื้นที่ตามที่จังหวัด/กระทรวงสาธารณสุขกำหนด โดยพาลูกจ้างไปตรวจสุขภาพและซื้อบัตรในคราวเดียว ส่วนเรื่องใบอนุญาตทำงานติดต่อที่สำนักงานจัดหางานจังหวัด/เขต เอกสารหลักที่มักต้องเตรียม ได้แก่
- หนังสือเดินทาง/เอกสารแสดงตน หรือบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย (บัตรชมพู) ของลูกจ้าง
- ใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) หรือเอกสารการขออนุญาต
- เอกสารนายจ้าง: หนังสือรับรองบริษัท สำเนาบัตรประชาชนผู้มีอำนาจ ทะเบียนนายจ้าง
- สัญญาจ้างและข้อมูลค่าจ้าง สำหรับใช้คำนวณเงินสมทบ (กรณี ม.33)
รายการเอกสารและสถานที่ทำการต่างกันตามจังหวัด ประเภทแรงงาน และประกาศล่าสุด ก่อนเดินทางไปทำเรื่อง โทรยืนยันกับสำนักงานจัดหางานในพื้นที่และโรงพยาบาลที่จะไปทุกครั้ง เพื่อไม่ต้องไปกลับหลายรอบ
เช็กลิสต์นายจ้าง 8 ข้อ
- ตรวจว่าลูกจ้างเข้ามาทำงานถูกกฎหมาย มีใบอนุญาตทำงานที่ยังไม่หมดอายุ
- ระบุให้ชัดว่าลูกจ้างอยู่ระบบประกันสังคม หรือระบบบัตรประกันสุขภาพ
- ถ้าเข้า ม.33: ขึ้นทะเบียนนายจ้าง+ลูกจ้างภายใน 30 วัน และตั้งระบบนำส่งเงินสมทบ 5% ทุกเดือน
- อัปเดตฐานคำนวณ: เพดาน 17,500 สมทบสูงสุด 875 บาท/เดือน (เริ่ม 1 ม.ค. 2569) ไม่ใช่ 750 แบบเดิม
- ถ้าใช้บัตรประกันสุขภาพ: พาตรวจสุขภาพและซื้อบัตรกับ รพ. ที่กำหนด
- บันทึกวันหมดอายุใบอนุญาตทำงาน + สิทธิ/บัตร และตั้งเตือนล่วงหน้าก่อนหมด
- แยกความเข้าใจ: เจ็บป่วยทั่วไป (สิทธิรักษา) vs บาดเจ็บจากงาน (กองทุนเงินทดแทน)
- ทบทวนกฎและอัตราทุกปี เพราะทั้งประกาศแรงงานต่างด้าวและฐานเงินสมทบ ม.33 มีการปรับเป็นช่วง ๆ
แล้วประกันกลุ่มพนักงานมาตรงไหน
หลักประกันภาคบังคับ (ประกันสังคม/บัตรประกันสุขภาพ) คือ "พื้นฐานที่ต้องมีก่อน" ส่วน ประกันกลุ่มพนักงาน เป็นสวัสดิการ "เสริม" ที่บางบริษัทเพิ่มให้เพื่อยกระดับวงเงินรักษาและดึงคนงานฝีมือไว้ จุดน่าสนใจคือเบี้ยประกันกลุ่มมักถูกกว่าการซื้อรายเดี่ยว และเบี้ยที่บริษัทจ่ายลงเป็นรายจ่ายของกิจการได้ ทั้งนี้การออกแบบแผนกลุ่มเป็นเรื่องเฉพาะกิจการ ควรปรึกษาบริษัทประกัน/โบรกเกอร์ที่มีใบอนุญาต
ลำดับที่แนะนำให้คิด: (1) ทำหลักประกันภาคบังคับให้ครบและถูกต้องก่อน (2) ค่อยพิจารณาประกันกลุ่มเอกชนเป็นสวัสดิการเสริม — อย่าเอาประกันกลุ่มมาแทนหน้าที่ตามกฎหมายประกันสังคม/บัตรประกันสุขภาพ เพราะคนละวัตถุประสงค์กัน
สรุปและขั้นต่อไป
หน้าที่นายจ้างเรื่องหลักประกันแรงงานต่างด้าวสรุปสั้น ๆ ได้ว่า "รู้ว่าลูกจ้างอยู่ระบบไหน ทำให้ครบ และต่ออายุให้ทัน" สองระบบนี้คนละเรื่องกัน เลือกผิดทางเท่ากับยังไม่ได้ทำหน้าที่ และฝั่งประกันสังคมปีนี้ฐานคำนวณขยับแล้ว — เพดาน 17,500 สมทบสูงสุด 875 บาท/เดือน ใช้บทความนี้เป็นแผนที่ตั้งต้น แล้วยืนยันรายละเอียดล่าสุดกับ กรมการจัดหางาน และ สปส. 1506 ก่อนลงมือเสมอ ระหว่างนี้ลองใช้เครื่องมือฟรีของเราวางแผนสวัสดิการและภาษีของกิจการได้เลย






