เปิดสลิปเงินเดือนมาดูบรรทัด "ประกันสังคม" ที่ถูกหักทุกเดือน หลายคนมองผ่านเหมือนเป็นค่าใช้จ่ายที่หายไปเฉย ๆ แต่จริง ๆ แล้วก้อนหนึ่งในนั้นคือเงินออมที่กำลังสะสมรอเราอยู่ตอนเกษียณ เรียกว่า "เงินกรณีชราภาพ" ซึ่งสำนักงานประกันสังคม (สปส.) จะคืนให้เมื่อเราอายุครบ 55 ปีและสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน — ได้เป็นบำนาญรายเดือนตลอดชีวิต หรือบำเหน็จเงินก้อน ขึ้นอยู่กับว่าส่งมานานแค่ไหน บทความนี้ขอโฟกัสที่หัวใจของฝั่ง "บำนาญ" ของมาตรา 33 คือสูตรคำนวณ และจุดที่เพิ่งเปลี่ยนปีนี้ ซึ่งทำให้ตัวเลขบำนาญในอนาคตขยับตามไปด้วยค่ะ

ตัวเลขในบทความเป็นตัวอย่างเพื่ออธิบายวิธีคิด (ประมาณการ · ไม่ผูกพัน) ข้อมูล ณ มิถุนายน 2569 KUMKRONG เป็นสื่อให้ความรู้ ไม่ใช่นายหน้าประกันและไม่ใช่ สปส. ยอดสิทธิจริงของแต่ละคนให้ตรวจกับสายด่วน 1506 หรือแอป SSO Connect / e-Service ของประกันสังคมเสมอนะคะ

ก่อนอื่น: เงินชราภาพหักจากเราเดือนละเท่าไหร่

ผู้ประกันตนมาตรา 33 (มนุษย์เงินเดือน) ถูกหักเงินสมทบ 5% ของค่าจ้าง แต่จุดที่เปลี่ยนปีนี้คือ "เพดานฐานค่าจ้าง" ที่ใช้คำนวณ เดิมเพดานอยู่ที่ 15,000 บาท (หักสูงสุด 750 บาท/เดือน) มาตั้งแต่ปี 2538 ล่าสุดกฎกระทรวงฯ มาตรา 33 พ.ศ. 2568 ได้ขยับเพดานเป็น 17,500 บาท มีผลตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 ทำให้ผู้ที่เงินเดือนถึงเพดานถูกหักสูงสุด 875 บาท/เดือน และยังมีแผนทยอยขึ้นต่อเป็น 20,000 บาท (ปี 2572) และ 23,000 บาท (ปี 2575) ในอนาคตค่ะ

เงิน 5% นี้ไม่ได้เข้ากองชราภาพทั้งหมด แต่ถูกแบ่งดูแลหลายสิทธิ ส่วนที่เป็นเงินออมชราภาพ (รวมสงเคราะห์บุตร) คือ 3% ซึ่งบนเพดานใหม่ 17,500 บาทจะเท่ากับราว 525 บาท/เดือน (เดิมบนฐาน 15,000 ราว 450 บาท) และนายจ้างยังสมทบเข้ากองให้อีกส่วนเท่า ๆ กันด้วย

ส่วนที่เราจ่าย (ม.33)คิดเป็น %เดิม (ฐาน 15,000)ใหม่ ปี 2569 (ฐาน 17,500)
เจ็บป่วย/คลอด/ทุพพลภาพ/ตาย1.5%225262.5
ว่างงาน0.5%7587.5
ชราภาพ + สงเคราะห์บุตร3%450525
รวมที่เราจ่ายสูงสุด5%750875

เปลี่ยนงานบ่อยหรือเคยลาออกไปดูแลลูกไม่ทำให้เงินชราภาพหายไปค่ะ ระบบนับสะสม "จำนวนเดือนที่เคยส่ง" ต่อเนื่อง ขอแค่กลับมาเป็นผู้ประกันตนอีกครั้ง เดือนเก่ากับเดือนใหม่ก็นับรวมกันได้

บำนาญ หรือ บำเหน็จ — เส้นแบ่งอยู่ที่ 15 ปี

ตัวตัดสินว่าจะได้คืนแบบไหน คือจำนวนเดือนที่ส่งเงินสมทบเข้ากองชราภาพ สรุปได้สามกรณีดังตารางค่ะ จุดที่ต้องจำคือ ถ้าส่งครบ 180 เดือน (15 ปี) ขึ้นไป จะ "พลิก" จากเงินก้อนกลายเป็นบำนาญรายเดือนตลอดชีวิตทันที

ระยะเวลาส่งเงินสมทบได้รับแบบได้อะไรบ้าง
น้อยกว่า 12 เดือนบำเหน็จ (เงินก้อน)คืนเฉพาะเงินสมทบส่วนของเราเอง
12 - 179 เดือน (1 - <15 ปี)บำเหน็จ (เงินก้อน)เงินส่วนเรา + ส่วนนายจ้าง + ผลประโยชน์ตอบแทน
ตั้งแต่ 180 เดือน (15 ปี) ขึ้นไปบำนาญ (รายเดือนตลอดชีพ)คำนวณตามสูตร % ของค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย

บำนาญจ่ายตลอดชีวิต แต่ถ้าผู้รับบำนาญเสียชีวิตภายใน 60 เดือนแรกที่เริ่มรับ ทายาทจะได้รับเงินบำเหน็จส่วนที่เหลือต่อ เงื่อนไขปลีกย่อยแบบนี้ขึ้นกับกรณีของแต่ละคน ควรสอบถาม สปส. 1506 ให้ชัดก่อนวางแผนค่ะ

สูตรบำนาญชราภาพ ม.33 — คิดจากค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย

สิทธิและความคุ้มครองของแรงงานมีรายละเอียดที่ควรตรวจสอบ

สูตรของ สปส. มีสองชั้นที่ต้องเข้าใจ ชั้นแรกคือ "ฐาน" ที่นำมาคูณ = ค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย โดยแต่ละเดือนนับได้สูงสุดไม่เกินเพดาน (เดิม 15,000 ปัจจุบัน 17,500) ชั้นที่สองคือ "อัตรา" ที่จะนำไปคูณฐาน เริ่มต้นที่ 20% เมื่อส่งครบ 15 ปี และทุก 1 ปีที่ส่งเกิน 15 ปี บวกเพิ่มอีกปีละ 1.5% เขียนเป็นสูตรง่าย ๆ คือ

อัตราบำนาญ (%) = 20 + (1.5 × จำนวนปีที่ส่งเกิน 15 ปี) แล้วนำ % นั้นไปคูณกับค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย (นับไม่เกินเพดานฐานค่าจ้าง)

จุดที่หลายคนมองข้ามคือ บำนาญ "ผูกกับฐานค่าจ้าง" โดยตรง พอเพดานขยับจาก 15,000 เป็น 17,500 ฐานสูงสุดที่นำมาคูณก็ขยับตาม คนที่เงินเดือนถึงเพดานและส่งสมทบในช่วงเพดานใหม่ จะค่อย ๆ ดันค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายให้สูงขึ้น และทำให้ตัวเลขบำนาญสูงกว่าฐานเดิมในที่สุด — แต่เพราะใช้ค่าเฉลี่ย 5 ปีท้าย ผลจะค่อย ๆ ทยอยเห็น ไม่ได้กระโดดทันทีในเดือนแรกที่เพดานเปลี่ยนค่ะ

ลองดูตัวอย่างเปรียบเทียบสองคนที่ส่งครบ 20 ปีเท่ากัน อัตราเท่ากันคือ 20 + (1.5 × 5) = 27.5% ต่างกันแค่ฐานค่าจ้างเฉลี่ย คนแรกเฉลี่ยอยู่ที่เพดานเดิม 15,000 บำนาญ = 27.5% × 15,000 = 4,125 บาท/เดือน ส่วนอีกคนเฉลี่ยขึ้นไปถึงเพดานใหม่ 17,500 บำนาญ = 27.5% × 17,500 = 4,812.5 บาท/เดือน เห็นชัดว่าฐานที่สูงขึ้นดันบำนาญขึ้นแม้จะส่งจำนวนปีเท่ากัน (เป็นตัวอย่างการคำนวณเท่านั้น)

ส่งเงินสมทบอัตราบำนาญฐานเดิม 15,000 (บาท/เดือน)ฐานใหม่ 17,500 (บาท/เดือน)
15 ปี20%3,0003,500
20 ปี27.5%4,1254,812.5
25 ปี35%5,2506,125
30 ปี42.5%6,3757,437.5
35 ปี50%7,5008,750
15 ปี
3,500
20 ปี
4,812.5
25 ปี
6,125
30 ปี
7,437.5
35 ปี
8,750

ตารางนี้คิดบนสมมติฐานว่าค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายแตะเพดานพอดี ในชีวิตจริงคนที่เพิ่งเริ่มได้รับผลของเพดานใหม่จะอยู่ระหว่างสองคอลัมน์ เพราะค่าเฉลี่ยกำลังไต่ขึ้น ที่ชัดเจนคือ "จำนวนปีที่ส่ง" ยังเป็นตัวคูณที่ทรงพลังที่สุด ยิ่งส่งต่อเนื่องนานยิ่งได้เปอร์เซ็นต์สูง (สูงสุดในทางปฏิบัติราว 50% เมื่อส่งครบ 35 ปี) ข้อมูลเพดานและสูตร ณ มิถุนายน 2569 ก่อนวางแผนระยะยาวควรเช็กฐานและสูตรล่าสุดกับ สปส. อีกครั้งค่ะ

แล้วเงินก้อนนี้พอใช้ตอนเกษียณไหม

นี่คือคำถามที่อยากชวนคิดต่อค่ะ บำนาญหลักพันถึงราวแปดพันกว่าบาท/เดือนเป็นฐานความมั่นคงที่ดี แต่ลำพังมักไม่พอกับค่าครองชีพและค่ารักษาพยาบาลตอนสูงวัย หลายครอบครัวจึงวางเงินชราภาพประกันสังคมไว้เป็น "ชั้นแรก" แล้วเสริมด้วยการออม การลงทุนระยะยาว หรือประกันสุขภาพ/ประกันบำนาญภาคสมัครใจเป็นชั้นถัด ๆ ไป เพื่อไม่ให้รายได้หลังเกษียณพึ่งขาเดียว

อย่าลืมสิทธิลดหย่อนภาษีด้วยค่ะ เงินสมทบ ม.33 ที่จ่ายจริงนำไปลดหย่อนได้ และจากเพดานหักใหม่ 875 บาท/เดือน เพดานลดหย่อนปีภาษี 2569 จึงขยับเป็นสูงสุด 10,500 บาท/ปี (875 × 12) จากเดิม 9,000 บาท โดยสามีภรรยาต่างคนต่างนำเงินสมทบที่ตนจ่ายจริงไปลดหย่อนของตัวเองได้

อยากเทียบแผนสุขภาพหรือแผนบำนาญภาคสมัครใจเพื่อเสริมหลังเกษียณ ลองดูที่ หน้าเปรียบเทียบ แบบไม่ต้องกรอกข้อมูลส่วนตัว ส่วนใครที่อยากรู้ว่าเงินสมทบประกันสังคมเอาไป ลดหย่อนภาษี ได้เท่าไหร่ก็แวะอ่านต่อได้ และถ้าวันหนึ่งต้องใช้สิทธิจริง คู่มือ เคลมและใช้สิทธิ จะช่วยให้ยื่นเรื่องราบรื่นขึ้น สำหรับเอกสารสำคัญอย่างเลขผู้ประกันตนและสลิป แนะนำเก็บไว้ใน ตู้เซฟเอกสาร เพื่อหยิบใช้ตอนยื่นขอรับเงินชราภาพได้ทันที

สรุป: ส่งครบ 15 ปีขึ้นไป = บำนาญรายเดือนตลอดชีพ (เริ่ม 20% + ปีละ 1.5% ของค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย) · ส่งไม่ถึง 15 ปี = บำเหน็จเงินก้อน · ทุกกรณีต้องอายุครบ 55 ปีและสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน · เพดานฐานค่าจ้างปัจจุบัน 17,500 บาท (เดิม 15,000) มีผล 1 ม.ค. 2569 · ตัวเลขทั้งหมดเป็นประมาณการ ตรวจล่าสุดกับ สปส. 1506 เสมอ