จ่ายประกันสังคมมาทั้งปี แต่พอมีคนถามว่า "เดือนนี้หักไปกี่บาท" กลับตอบไม่เต็มปาก — เป็นเรื่องที่เจอบ่อยมากค่ะ และปี 2569 ยิ่งต้องรื้อความเข้าใจใหม่ เพราะตัวเลขที่ท่องกันมานานอย่าง "สูงสุด 750 บาท" ใช้ไม่ได้แล้ว ตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 เพดานเงินสมทบมาตรา 33 ขยับขึ้นเป็น 875 บาท/เดือน บทความนี้จะพาดูทั้งสามมาตรา (33 / 39 / 40) แบบจับวางได้จริง ว่าเราอยู่ตรงไหน จ่ายเท่าไร ได้สิทธิกี่กรณี และถ้าต้องเลือกเอง ควรเลือกแบบไหนถึงคุ้มกับเงินในบ้าน
อัปเดตสำคัญที่หลายเว็บยังพลาด: กฎกระทรวงกำหนดค่าจ้างขั้นสูงที่ใช้คำนวณเงินสมทบ ม.33 พ.ศ. 2568 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 12 ธันวาคม 2568 มีผล 1 มกราคม 2569 — เพดานค่าจ้างขยับจาก 15,000 เป็น 17,500 บาท ทำให้เงินสมทบสูงสุด (ส่วนของลูกจ้าง 5%) เปลี่ยนจาก 750 เป็น 875 บาท/เดือน ใครยังอ้างเลข 750 อยู่ แปลว่าข้อมูลนั้นยังเป็นของก่อนปี 2569 ค่ะ (ข้อมูล ณ มิถุนายน 2569)
จำสั้น ๆ ว่าใครคือใคร: ม.33 = ลูกจ้างที่มีนายจ้าง (เข้าระบบอัตโนมัติ) · ม.39 = เคยเป็น ม.33 แล้วลาออก สมัครเพื่อรักษาสิทธิต่อ · ม.40 = อาชีพอิสระ/ฟรีแลนซ์/ค้าขาย ที่ไม่ได้เป็นลูกจ้าง สมัครเอง ความคุ้มครองและเงินที่จ่ายต่างกันเป็นขั้น ๆ
มาตรา 33 — ลูกจ้างที่มีนายจ้าง จ่ายเท่าไรในปี 2569
ถ้าคุณเป็นพนักงานประจำที่มีบริษัทเป็นนายจ้าง คุณคือผู้ประกันตน ม.33 โดยอัตโนมัติ อัตราเงินสมทบคือ 5% ของค่าจ้าง โดยลูกจ้างจ่าย 5% นายจ้างสมทบให้อีก 5% เท่ากัน และรัฐช่วยอีก 2.75% จุดที่คนสับสนคือ 5% นั้นไม่ได้คิดจากเงินเดือนจริงทั้งก้อน แต่คิดจาก "ฐานค่าจ้าง" ที่มีเพดานกำกับ — และเพดานนี้แหละที่เพิ่งเปลี่ยนในปี 2569
| ช่วงเวลา | เพดานค่าจ้าง/เดือน | เงินสมทบสูงสุด (ลูกจ้าง 5%) |
|---|---|---|
| เดิม (ถึง 31 ธ.ค. 2568) | 15,000 บาท | 750 บาท |
| ปัจจุบัน — ระยะที่ 1 (1 ม.ค. 2569–31 ธ.ค. 2571) | 17,500 บาท | 875 บาท |
| ระยะที่ 2 (1 ม.ค. 2572–31 ธ.ค. 2574) | 20,000 บาท | 1,000 บาท |
| ระยะที่ 3 (ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2575) | 23,000 บาท | 1,150 บาท |
คนที่เงินเดือนไม่ถึง 15,000 บาท จ่ายเท่าเดิมทุกบาท ไม่ได้รับผลกระทบจากเพดานใหม่ค่ะ เพราะยังคิด 5% จากค่าจ้างจริง ส่วนคนที่เงินเดือนตั้งแต่ 17,500 บาทขึ้นไป จะเป็นกลุ่มที่ถูกหักเต็มเพดานใหม่ที่ 875 บาท ฐานค่าจ้างขั้นต่ำที่ใช้คำนวณคือ 1,650 บาท/เดือน ตามกฎกระทรวงฉบับเดียวกัน (ค่าจ้างไม่ต่ำกว่า 1,650 และไม่เกิน 17,500 บาท)
แลกกับที่จ่ายเพิ่ม สิทธิที่อิงฐานค่าจ้างก็ขยับขึ้นตามราว 16.7% ด้วย เช่น เงินทดแทนการขาดรายได้กรณีเจ็บป่วยเพิ่มจากเพดาน 7,500 เป็น 8,750 บาท เงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตร (50% ของค่าจ้างเฉลี่ย 90 วัน) เพิ่มจาก 22,500 เป็น 26,250 บาท เงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิต (ส่งครบ 10 ปีขึ้นไป) 90,000 เป็น 105,000 บาท และบำนาญชราภาพกรณีส่งครบ 15 ปี จาก 3,000 เป็น 3,500 บาท/เดือน — จ่ายมากขึ้นแต่ก็คุ้มครองมากขึ้นเช่นกัน
อย่าสับสนสองสิทธิคลอดบุตร (จุดที่หลายบทความเขียนผิด): (1) ค่าบริการทางการแพทย์เหมาจ่ายกรณีคลอดบุตร = 15,000 บาท ต่อการคลอดหนึ่งครั้ง เป็นยอด "คงที่" ไม่ขยับตามเพดาน — แม้เพดานขึ้นเป็น 17,500 ก็ยังได้ 15,000 เท่าเดิม (2) เงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตร = 50% ของค่าจ้างเฉลี่ย จ่าย 90 วัน ตัวนี้ต่างหากที่ขยับ 22,500 → 26,250 บาทตามเพดานใหม่ ดังนั้นคุณแม่ที่ทำงาน (ม.33/ม.39) คนหนึ่งรับได้ทั้งสองก้อน ≈ 15,000 (คงที่) + สูงสุด 26,250 บาท (เงินสงเคราะห์หยุดงาน ทั้งนี้ไม่จ่ายเงินสงเคราะห์หยุดงานสำหรับบุตรคนที่ 3)
ม.33 ให้ความคุ้มครองครบที่สุดใน 3 มาตรา คือ 7 กรณี ได้แก่
- เจ็บป่วย/บาดเจ็บ — รักษาตามโรงพยาบาลที่เลือก + เงินทดแทนการขาดรายได้
- คลอดบุตร — ค่าคลอดเหมาจ่าย 15,000 บาท (คงที่) + เงินสงเคราะห์การหยุดงาน 50% ของค่าจ้าง 90 วัน
- ทุพพลภาพ — เงินทดแทนระยะยาว
- เสียชีวิต — ค่าทำศพ + เงินสงเคราะห์
- สงเคราะห์บุตร — รายเดือนต่อบุตร
- ชราภาพ — บำนาญ/บำเหน็จเมื่อเกษียณ
- ว่างงาน — เงินทดแทนกรณีถูกเลิกจ้าง/ลาออก (มีเฉพาะ ม.33)
"ว่างงาน" คือกรณีที่มีเฉพาะใน ม.33 เท่านั้น ถ้าวันหนึ่งถูกเลิกจ้างหรือลาออกเอง จะมีเงินช่วยประคองระหว่างหางานใหม่ ส่วน ม.39 และ ม.40 ไม่มีสิทธินี้ — เป็นข้อได้เปรียบที่ต้องชั่งน้ำหนักก่อนตัดสินใจลาออกจากระบบลูกจ้าง
มาตรา 39 — เคยเป็นลูกจ้าง แต่ลาออกมาแล้ว
พอลาออกจากงานประจำ ความเป็นผู้ประกันตน ม.33 จะสิ้นสุดลง แต่ถ้าไม่อยากเสียสิทธิที่สะสมไว้ (โดยเฉพาะเงินชราภาพ) สามารถสมัครเป็น ม.39 เพื่อรักษาตัวเองให้อยู่ในระบบต่อได้ เงื่อนไขคือ เคยเป็น ม.33 และส่งเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 12 เดือน และต้องสมัครภายใน 6 เดือนหลังออกจากงาน ข้อดีคือสิทธิสะสมเดิม โดยเฉพาะปีที่ส่งเพื่อรับบำนาญ จะนับต่อเนื่องไม่สะดุด
| รายการ | รายละเอียด |
|---|---|
| เงินสมทบที่จ่ายเอง | 432 บาท/เดือน |
| วิธีคิด | ฐานค่าจ้างคงที่ 4,800 บาท × 9% = 432 บาท |
| รัฐสมทบเพิ่ม | 120 บาท/เดือน (รวมเข้ากองทุน 552 บาท/เดือน) |
| ความคุ้มครอง | 6 กรณี (เหมือน ม.33 แต่ไม่มีกรณีว่างงาน) |
| ลดหย่อนภาษีได้ | สูงสุด 5,184 บาท/ปี (= 432 × 12 เท่าที่จ่ายจริง) |
| เหมาะกับ | คนเพิ่งลาออก/ทำธุรกิจส่วนตัว ที่อยากรักษาสิทธิเดิมไว้ต่อ |
ม.39 ระวังเรื่องการขาดส่ง: ถ้าขาดส่งเงินสมทบ 3 เดือนติดต่อกัน หรือภายใน 12 เดือนส่งไม่ครบ 9 เดือน จะถูกตัดสิทธิทันที แนะนำตั้งหักบัญชีอัตโนมัติกันลืม เพราะถ้าหลุดออกไปแล้วจะกลับเข้า ม.39 ไม่ได้อีก
มาตรา 40 — อาชีพอิสระ ฟรีแลนซ์ พ่อค้าแม่ค้า

ถ้าคุณทำงานอิสระ ขายของออนไลน์ รับจ้างทั่วไป ทำเกษตร หรือมีรายได้เสริมโดยไม่ได้เป็นลูกจ้างใคร ม.40 คือประตูเข้าสู่ประกันสังคมแบบสมัครใจ (อายุ 15–65 ปี) จุดเด่นคือถูกและยืดหยุ่น เลือกได้ 3 ทางเลือกตามงบและความคุ้มครองที่อยากได้ และข่าวดีคือ ตามพระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2568 (ประกาศราชกิจจานุเบกษา 7 พ.ย. 2568) มีการเพิ่มสิทธิประโยชน์หลายรายการโดยไม่ขึ้นค่าสมทบ ซึ่งใช้กับสิทธิประโยชน์ของปี 2569
| ทางเลือก | จ่ายเอง/เดือน | คุ้มครอง | สิทธิเด่น |
|---|---|---|---|
| ทางเลือก 1 | 70 บาท | 3 กรณี | เจ็บป่วย (เงินทดแทนการขาดรายได้) · ทุพพลภาพ · เสียชีวิต/ค่าทำศพ |
| ทางเลือก 2 | 100 บาท | 4 กรณี | 3 กรณีแรก + บำเหน็จชราภาพ (เงินก้อนตอนแก่) |
| ทางเลือก 3 | 300 บาท | 5 กรณี | 4 กรณีข้างต้น + สงเคราะห์บุตร (รายเดือนต่อบุตร) |
จุดที่ต้องเข้าใจให้ตรง: ม.40 ไม่ได้ให้ "ค่ารักษาพยาบาล" แบบ ม.33/ม.39 เลย — เวลาป่วยและต้องรักษาจริง ผู้ประกันตน ม.40 ใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง/UCS) ส่วนที่ ม.40 จ่ายให้คือ "เงินทดแทนการขาดรายได้" เมื่อนอนโรงพยาบาลหรือไปพบแพทย์ตามเงื่อนไข บวกค่าทำศพ บำเหน็จ/บำนาญชราภาพ และสงเคราะห์บุตร (ตามทางเลือก) อย่าเข้าใจผิดว่าได้ค่ารักษาเต็มเหมือนลูกจ้างนะคะ
สิทธิที่เพิ่มให้ ม.40 ตามพระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2568 (ประกาศราชกิจจานุเบกษา 7 พ.ย. 2568) โดยไม่ขึ้นค่าสมทบ ใช้กับสิทธิประโยชน์ของปี 2569 ที่ควรรู้ ได้แก่ เงินทดแทนกรณีไปพบแพทย์/ผู้ป่วยนอกเพิ่มจาก 50 เป็น 200 บาท/ครั้ง (ไม่เกิน 3 ครั้ง/ปี) เงินทดแทนการขาดรายได้กรณีทุพพลภาพเพิ่มเพดานเป็น 2,000 บาท/เดือน (ทางเลือก 1–2 จากเดิม 1,000) และ 3,000 บาท/เดือน (ทางเลือก 3 จากเดิม 1,500) ทั้งนี้ "เงินทดแทนการขาดรายได้กรณีทุพพลภาพ" จ่ายตลอดชีวิตทุกทางเลือก (ไม่ได้มีเฉพาะทางเลือก 3) และเงินสงเคราะห์บุตร (ทางเลือก 3) เพิ่มจาก 200 เป็น 300 บาท/คน/เดือน จนบุตรอายุครบ 7 ปี (สูงสุด 2 คน)
ตารางเทียบ ม.33 vs ม.39 vs ม.40 แบบเห็นภาพ
| หัวข้อ | ม.33 | ม.39 | ม.40 |
|---|---|---|---|
| ใครเข้าได้ | ลูกจ้างมีนายจ้าง | อดีต ม.33 ที่ลาออก (สมัครใน 6 เดือน) | อาชีพอิสระ/ไม่ได้เป็นลูกจ้าง อายุ 15–65 |
| ใครจ่าย | ลูกจ้าง 5% + นายจ้าง 5% + รัฐ 2.75% | จ่ายเอง 432 + รัฐ 120 | จ่ายเอง + รัฐสมทบบางส่วน |
| เงินสมทบ (ผู้ประกันตน) | สูงสุด 875 บาท/เดือน | 432 บาท/เดือน | 70 / 100 / 300 บาท/เดือน |
| จำนวนสิทธิ | 7 กรณี | 6 กรณี | 3 / 4 / 5 กรณี (ตามทางเลือก) |
| รักษาพยาบาล | ใช้สิทธิ สปส. (รพ.ที่เลือก) | ใช้สิทธิ สปส. (รพ.ที่เลือก) | ใช้บัตรทอง · ม.40 จ่ายเฉพาะเงินทดแทนการขาดรายได้ |
| สิทธิว่างงาน | มี | ไม่มี | ไม่มี |
| เงินชราภาพ | มี | มี | มี (ทางเลือก 2–3) |
แล้วเราควรเลือกแบบไหนดี — สูตรตัดสินใจ 3 ข้อ
ความจริงคือ ส่วนใหญ่ "เลือกไม่ได้" หรอกค่ะ เพราะมาตราถูกกำหนดด้วยสถานะอาชีพ ณ ตอนนั้น ดูง่าย ๆ จากสถานะของตัวเองก่อน
สูตรเร็ว: มีนายจ้างอยู่ → ม.33 (อยู่อัตโนมัติ คุ้มที่สุดเพราะนายจ้างช่วยจ่ายครึ่งหนึ่ง) · เพิ่งออกจากงานประจำและมีสิทธิเดิมสะสม → ม.39 (รีบสมัครใน 6 เดือน) · ทำงานอิสระมาตลอด ไม่เคยเป็นลูกจ้าง → ม.40 (เลือกทางเลือกตามงบ)
เคสจริงที่หลายคนเจอ: เข้าได้ทั้ง ม.39 และ ม.40 ควรเลือกอันไหน
นี่คือคำถามที่ยากจริงและบทความทั่วไปมักข้าม — สมมติ "พี่ใหม่" เคยเป็นลูกจ้างส่งสมทบ ม.33 มา 5 ปี แล้วลาออกมาขายของออนไลน์ ตอนนี้ยังอยู่ในกรอบ 6 เดือนหลังลาออก เธอจึงเข้าได้ทั้ง ม.39 (เพราะเคยเป็น ม.33 ครบเงื่อนไข) และ ม.40 (เพราะตอนนี้เป็นอาชีพอิสระ) — เลือกอะไรดี? (ข้อสำคัญ: เลือกได้อย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น ถือพร้อมกันไม่ได้ และคนส่วนใหญ่ที่ยังอยู่ในกรอบ 6 เดือนมักเลือก ม.39 เพื่อรักษาสิทธิเดิม)
| ประเด็น | ม.39 | ม.40 ทางเลือก 3 |
|---|---|---|
| จ่ายเอง/เดือน | 432 บาท | 300 บาท |
| จ่ายเอง/ปี (= เพดานลดหย่อนภาษีโดยปริยาย) | 5,184 บาท | 3,600 บาท |
| รักษาพยาบาล | ใช้สิทธิ สปส. ต่อเนื่อง | ต้องไปใช้บัตรทองแทน |
| นับปีบำนาญต่อจาก ม.33 | ต่อเนื่อง (รักษาสิทธิเดิมที่สะสม 5 ปี) | ไม่ต่อยอดบำนาญ ม.33 (ม.40 ให้บำเหน็จ/บำนาญแยกส่วน) |
| สิทธิสงเคราะห์บุตร | มี | มี (เฉพาะทางเลือก 3) |
แนวคิดช่วยตัดสิน (ไม่ใช่คำแนะนำเฉพาะบุคคล): ถ้าพี่ใหม่สะสมสิทธิ ม.33 มาพอควรและอยากรักษาบำนาญ + สิทธิรักษาพยาบาลของ สปส. ไว้ต่อ — ม.39 มักได้เปรียบแม้จ่ายแพงกว่าเดือนละ 132 บาท เพราะปีที่ส่งมาแล้วจะไม่สูญ แต่ถ้าเน้นจ่ายน้อยที่สุดและมีสิทธิรักษาพยาบาลอื่น (บัตรทอง/ประกันเอกชน) อยู่แล้ว — ม.40 ทางเลือก 3 ก็เป็นทางที่ประหยัดกว่า ลองชั่งระหว่าง "รักษาสิทธิที่สะสมมา" กับ "จ่ายเบาที่สุด" ดูค่ะ
เกร็ดภาษีที่มักลืม
เงินสมทบประกันสังคมใช้ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ทั้งสามมาตรา ตามมาตรา 47(1)(ฌ) แห่งประมวลรัษฎากร กฎคือ "หักได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกินที่กฎหมายประกันสังคมกำหนด" ในทางปฏิบัติจึงเท่ากับยอดเงินสมทบสูงสุดต่อปีของแต่ละมาตรา — ม.39 สูงสุด 5,184 บาท/ปี (432 × 12) และ ม.40 สูงสุด 3,600 บาท/ปี (300 × 12 สำหรับทางเลือก 3) ส่วน ม.33 ปี 2569 เพดานลดหย่อนขยับตามเพดานเงินสมทบใหม่เป็น 10,500 บาท/ปี (875 × 12) ไม่ใช่ 9,000 บาทแบบเดิม (ซึ่งคือ 750 × 12 ของก่อนปี 2569) สำคัญสำหรับคู่สามีภรรยา: ต่างคนต่างหักเงินสมทบ "ของตัวเอง" ตามที่จ่ายจริง โดยแต่ละคนหักได้ไม่เกินเพดานต่อคนของมาตราตัวเอง (เช่น ม.33 = 10,500 บาท/คน) ไม่มีเพดานรวม "9,000 บาท" ของสองคนแต่อย่างใด อย่าลืมเก็บหนังสือรับรองการชำระเงินไว้ยื่นภาษีด้วยค่ะ
ทำไมยังเห็นเลข 9,000 อยู่? หน้ากรมสรรพากร (rd.go.th/60061.html) ยังพิมพ์ตัวอย่างเพดาน 9,000 บาท ซึ่งเป็นตัวเลขของก่อนปี 2569 (เพดานเก่า 750 × 12 ปรับปรุงล่าสุดราว พ.ศ. 2564 ยังไม่อัปเดตตามเพดานใหม่) แต่ตัวบทกฎหมายให้หัก "ตามที่จ่ายจริง ไม่เกินที่กฎหมายประกันสังคมกำหนด" — เมื่อเพดานเงินสมทบ ม.33 ขยับเป็น 875 บาท/เดือนในปี 2569 ตามกฎกระทรวงค่าจ้างขั้นสูง ม.33 พ.ศ. 2568 (ราชกิจจาฯ 12 ธ.ค. 2568) เพดานลดหย่อนของผู้ประกันตน ม.33 จึงเป็น 10,500 บาท/ปีโดยปริยาย ใช้เลข 10,500 สำหรับปีภาษี 2569 ค่ะ (ข้อมูล ณ มิถุนายน 2569)
KUMKRONG เป็นสื่อให้ความรู้ ไม่ใช่นายหน้าหรือตัวแทนประกัน · ตัวเลขทั้งหมดเป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อความเข้าใจ ณ มิถุนายน 2569 ไม่ใช่คำแนะนำเฉพาะบุคคล · อัตราเงินสมทบและสิทธิประโยชน์อาจปรับเปลี่ยนได้ในอนาคต ตรวจสอบข้อมูลล่าสุดได้ที่สำนักงานประกันสังคม สายด่วน 1506 หรือ sso.go.th







