สงกรานต์คือช่วงที่คนไทยเดินทางกลับบ้านและออกท่องเที่ยวมากที่สุดของปี แต่ก็เป็นช่วงที่ถนนอันตรายที่สุดเช่นกัน ทุกปีจะมีการรณรงค์ "7 วันอันตราย" เพราะอุบัติเหตุพุ่งสูงจากการขับเร็ว ง่วง และดื่มแล้วขับ บทความนี้ชวนคุณเตรียมตัวก่อนออกเดินทาง เข้าใจว่า พ.ร.บ. กับประกันภาคสมัครใจคุ้มครองอะไรบ้าง และถ้าเกิดเหตุจริง ๆ จะเคลมยังไงให้ไม่พลาดสิทธิ์

KUMKRONG เป็นสื่อให้ความรู้ ไม่ใช่นายหน้า/ตัวแทน · ตัวเลข/ราคาเป็นประมาณการ ณ กรกฎาคม 2569 (พ.ศ.) · เงื่อนไข พ.ร.บ. และกรมธรรม์อาจต่างกันในแต่ละบริษัท ตรวจล่าสุดกับผู้ให้บริการ/สำนักงาน คปภ. ก่อนตัดสินใจทุกครั้ง

"7 วันอันตราย" สงกรานต์คืออะไร และสถิติล่าสุดน่ากลัวแค่ไหน?

"7 วันอันตราย" คือช่วงคุมเข้มการเดินทางที่ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.) ร่วมกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กำหนดขึ้นรอบเทศกาลปีใหม่และสงกรานต์ เพื่อตั้งด่าน รายงานสถิติรายวัน และรณรงค์ลดอุบัติเหตุ สำหรับสงกรานต์ปี 2568 (11–17 เมษายน) สรุปตัวเลขทั้ง 7 วันได้ตามตารางด้านล่าง

ตัวชี้วัดตัวเลข
จำนวนอุบัติเหตุสะสม1,538 ครั้ง
ผู้บาดเจ็บสะสม1,495 ราย
ผู้เสียชีวิตสะสม253 ราย
สาเหตุอันดับ 1ขับรถเร็ว 43.54%
ยานพาหนะที่เกิดเหตุมากสุดรถจักรยานยนต์ 84.11%
จังหวัดเสียชีวิตมากสุดกรุงเทพฯ 19 ราย
สรุป 7 วันอันตราย สงกรานต์ 2568 (11–17 เม.ย. 2568)

ตัวเลขปี 2568 ลดลงราว 1 ใน 4 เมื่อเทียบกับปีก่อน แต่ก็ยังหมายความว่าเฉลี่ยมีคนเสียชีวิตบนถนนวันละ 30 กว่ารายในช่วงเทศกาล จุดสำคัญที่เห็นได้ชัดคือ ขับเร็วและรถจักรยานยนต์คือความเสี่ยงหลัก และการดื่มแล้วขับเป็นสาเหตุที่ถูกดำเนินคดีมากที่สุดในด่านตรวจ

ตรวจลมยาง/ดอกยาง น้ำมันเครื่อง ไฟหน้า-ไฟท้าย และน้ำในหม้อน้ำล่วงหน้า · พักทุก 2 ชั่วโมงหรือทุก 150 กม. เพื่อกันหลับใน · คาดเข็มขัด/สวมหมวกกันน็อกทุกที่นั่ง · ติดตั้งกล้องหน้ารถ (dashcam) ไว้เป็นหลักฐานเวลาเกิดเหตุ · ถ้าจะดื่ม ให้ฝากคนอื่นขับหรือใช้บริการเรียกรถแทน

พ.ร.บ. รถ คุ้มครองอะไรบ้าง และให้เงินเท่าไหร่?

พ.ร.บ. (ประกันภัยตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ) เป็นประกันภาคบังคับที่รถทุกคันต้องมี จุดประสงค์คือคุ้มครอง "คน" ที่บาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถ ไม่ได้คุ้มครองตัวรถหรือค่าซ่อม ความคุ้มครองแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ค่าเสียหายเบื้องต้น (จ่ายทันทีโดยไม่ต้องรอพิสูจน์ถูกผิด) และค่าสินไหมทดแทนเพิ่มเติม (จ่ายเมื่อพิสูจน์แล้วว่าเป็นฝ่ายถูก) ตามตารางนี้

รายการค่าเสียหายเบื้องต้น (ไม่ต้องรอพิสูจน์)รวมค่าสินไหมเพิ่มเติม (เมื่อเป็นฝ่ายถูก)
ค่ารักษาพยาบาล (ตามจริง)ไม่เกิน 30,000 บาทสูงสุด 80,000 บาท
เสียชีวิต / ทุพพลภาพถาวร35,000 บาท500,000 บาท
สูญเสียอวัยวะ (ตามเกณฑ์)35,000 บาท250,000–500,000 บาท
ชดเชยรายวัน (ผู้ป่วยใน)-วันละ 200 บาท สูงสุด 20 วัน (4,000 บาท)
วงเงินความคุ้มครอง พ.ร.บ. (ต่อคน) — อัปเดตล่าสุด

จุดที่หลายคนเข้าใจผิด: ค่าเสียหายเบื้องต้นจะจ่ายให้ทุกคนที่ประสบภัย "ทันที" ไม่ว่าใครผิดใครถูก ส่วนวงเงินเต็ม (เช่น เสียชีวิต 500,000 บาท) จะได้เมื่อพิสูจน์แล้วว่าเราเป็นฝ่ายถูกหรือเป็นผู้โดยสาร/คนเดินถนนที่ไม่ได้เป็นฝ่ายผิด นอกจากนี้ พ.ร.บ. ยังมีวงเงินความรับผิดต่อครั้งสูงถึง 5 ล้านบาทสำหรับรถไม่เกิน 7 ที่นั่ง สำคัญคือควรต่อ พ.ร.บ. ให้ไม่ขาด เพราะขาดต่อ = ผิดกฎหมายและต่อภาษีรถไม่ได้

พ.ร.บ. อย่างเดียวพอไหม หรือควรมีประกันชั้นไหน?

เก็บหลักฐานให้พร้อม ช่วยให้ขั้นตอนเคลมราบรื่นขึ้น

พ.ร.บ. คุ้มครองแค่ "คน" ไม่คุ้มครอง "รถ" ดังนั้นถ้ารถชนแล้วพัง ค่าซ่อมรถของเราต้องพึ่งประกันภาคสมัครใจ (ชั้น 1, 2+, 3+, 3) ซึ่งแต่ละชั้นคุ้มครองต่างกัน ตารางด้านล่างช่วยให้เห็นภาพรวมเพื่อประกอบการพิจารณาด้วยตัวเอง (ไม่ใช่คำแนะนำเฉพาะบุคคล)

ประเภทซ่อมรถเราซ่อมรถคู่กรณีชนแบบไม่มีคู่กรณีไฟไหม้/รถหายเหมาะกับใคร
ชั้น 1คุ้มครองคุ้มครองคุ้มครองคุ้มครองรถใหม่/ราคาสูง เดินทางไกลบ่อย
ชั้น 2+คุ้มครอง (เฉพาะชนมียานพาหนะ)คุ้มครองไม่คุ้มครองคุ้มครองรถอายุกลาง อยากคุ้มค่าเบี้ย
ชั้น 3+คุ้มครอง (เฉพาะชนมียานพาหนะ)คุ้มครองไม่คุ้มครองไม่คุ้มครองงบจำกัดแต่อยากได้ซ่อมรถเรา
ชั้น 3ไม่คุ้มครองคุ้มครองไม่คุ้มครองไม่คุ้มครองรถเก่า เน้นคุ้มครองคู่กรณี
เปรียบเทียบประกันรถภาคสมัครใจแต่ละชั้น (ภาพรวมทั่วไป)

หลักคิดง่าย ๆ: ยิ่งเดินทางไกลและเสี่ยงในช่วงเทศกาลมาก ความคุ้มครองที่รวม "ชนแบบไม่มีคู่กรณี" (เช่น เสียหลักชนเสาไฟ ตกข้างทาง) ยิ่งมีประโยชน์ ซึ่งมีเฉพาะชั้น 1 เท่านั้น ส่วนชั้น 2+/3+ จะคุ้มครองซ่อมรถเราเฉพาะกรณีที่ชนกับ "ยานพาหนะทางบก" และมีคู่กรณีชัดเจน อยากเทียบเบี้ย/เงื่อนไขแบบไม่ต้องกรอกข้อมูลส่วนตัว ลองใช้ตัวช่วยของ KUMKRONG ในลิงก์ท้ายบทความ

เมาแล้วขับ เกิดอุบัติเหตุ ประกันเคลมได้ไหม?

โดยกฎหมายจราจร ปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดที่ถือว่า "เมาแล้วขับ" คือเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์สำหรับผู้ขับขี่ทั่วไป และเข้มกว่านั้นที่เกิน 20 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์สำหรับผู้ขับขี่อายุต่ำกว่า 20 ปี หรือถือใบขับขี่ชั่วคราว (กฎหมายเมาแล้วขับฉบับปรับปรุงมีผลบังคับตั้งแต่ 20 ก.ย. 2567) โทษเบื้องต้นครั้งแรกคือจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับ 5,000–20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และอาจถูกพัก/เพิกถอนใบขับขี่

ในฝั่งประกันภัย เงื่อนไขมาตรฐานของกรมธรรม์ประกันรถภาคสมัครใจระบุข้อยกเว้นไว้ว่า ถ้าตรวจพบแอลกอฮอล์ในเลือดของผู้ขับขี่เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ บริษัทจะ "ไม่คุ้มครอง" ความเสียหายในส่วนของผู้เอาประกัน/รถของผู้เอาประกัน หมายความว่าค่าซ่อมรถเราและอาการบาดเจ็บของคนขับที่เมาจะเบิกไม่ได้ แม้จะทำประกันชั้น 1 ก็ตาม

แม้คนขับเมาจะทำให้ประกันภาคสมัครใจปฏิเสธความเสียหายส่วนของเรา แต่ "คู่กรณี/บุคคลภายนอก" ที่บาดเจ็บมักยังได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย (บริษัทจ่ายให้เหยื่อก่อน แล้วไปไล่เบี้ยเรียกคืนจากคนขับที่เมาภายหลัง) และ พ.ร.บ. ก็ยังจ่ายให้ผู้ประสบภัยที่เป็นบุคคลภายนอกเช่นกัน สรุปคือ "เมา" ไม่ได้แปลว่าประกันจบทุกอย่าง แต่แปลว่าภาระค่าเสียหายส่วนใหญ่จะย้อนกลับมาที่ตัวคนขับเอง ทางที่ปลอดภัยและถูกที่สุดคือ ไม่ดื่มถ้าต้องขับ

เกิดอุบัติเหตุแล้วต้องทำยังไง ขั้นตอนเคลมมีอะไรบ้าง?

เมื่อเกิดเหตุ สติเป็นเรื่องแรก จากนั้นทำตามลำดับนี้เพื่อให้เคลมได้ราบรื่นและไม่เสียสิทธิ์

  • ตั้งสติและประเมินผู้บาดเจ็บก่อน — ถ้ามีคนเจ็บ โทร 1669 (การแพทย์ฉุกเฉิน) ทันที และเปิดไฟฉุกเฉิน/วางป้ายเตือนเพื่อกันเหตุซ้ำ
  • อย่าเพิ่งเคลื่อนรถถ้ายังไม่ได้บันทึกหลักฐาน — ถ่ายรูปตำแหน่งรถ ความเสียหาย ป้ายทะเบียนคู่กรณี และสภาพถนนหลาย ๆ มุม (คลิปจาก dashcam ช่วยได้มาก)
  • โทรแจ้งบริษัทประกันตามเบอร์ในกรมธรรม์เพื่อเรียกเจ้าหน้าที่มาที่เกิดเหตุ และจดเลขรับแจ้ง/ชื่อเจ้าหน้าที่ไว้
  • แลกข้อมูลกับคู่กรณี — ชื่อ เบอร์ ทะเบียนรถ บริษัทประกัน แต่ยังไม่ต้องเซ็นยอมรับผิดใด ๆ จนกว่าเจ้าหน้าที่จะมาถึง
  • ถ้ามีผู้บาดเจ็บ/เสียชีวิต หรือตกลงกันไม่ได้ ให้แจ้งตำรวจเพื่อลงบันทึกประจำวัน (ใช้ประกอบการเคลมและเรื่องคดี)
  • รับ "ใบเคลม" จากเจ้าหน้าที่ประกัน แล้วนำรถเข้าซ่อมตามอู่/ศูนย์ในเครือตามที่ระบุ
  • เก็บเอกสารให้ครบ — ใบเคลม สำเนาบันทึกประจำวัน ใบเสร็จค่ารักษา และเอกสาร พ.ร.บ. เพื่อยื่นเบิกค่ารักษาภายในกำหนด (โดยทั่วไปต้องยื่นภายใน 180 วันหลังเกิดเหตุ)

กรณีเคลมสด (มีเจ้าหน้าที่มาที่เกิดเหตุ) จะออกใบเคลมทันที ส่วนเคลมแห้ง (ไม่มีคู่กรณีและความเสียหายเล็กน้อย) สามารถนัดเข้าอู่ภายหลังได้ ทั้งนี้เงื่อนไข ระยะเวลา และเอกสารที่ต้องใช้อาจต่างกันในแต่ละบริษัท ให้ยืนยันกับบริษัทประกันของคุณโดยตรงเสมอ

โฆษณา · affiliateอุปกรณ์ช่วยเพิ่มความปลอดภัยและเป็นหลักฐานเวลาเกิดเหตุ

KUMKRONG อาจได้รับค่าตอบแทนจากการแนะนำสินค้า (affiliate) ผ่านลิงก์เหล่านี้ · เป็นสินค้าอุปโภคทั่วไป ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ประกันภัย · ราคาและสต๊อกขึ้นกับร้านค้าปลายทาง โปรดตรวจสอบก่อนสั่งซื้อ

KUMKRONG อาจได้รับค่าตอบแทนจากการแนะนำ (affiliate) เมื่อคุณคลิก/ซื้อผ่านลิงก์เหล่านี้ โดยไม่กระทบราคาที่คุณจ่าย · เราเป็นสื่อให้ความรู้ ไม่ใช่ผู้ขาย

สรุป: สงกรานต์ที่ปลอดภัยเริ่มจากการเตรียมรถและตัวเองก่อนออกเดินทาง เข้าใจว่า พ.ร.บ. คุ้มครอง "คน" ส่วนประกันภาคสมัครใจคุ้มครอง "รถ" และจำไว้ว่าเมาแล้วขับทำให้เสียสิทธิ์เคลมส่วนของตัวเองแทบทั้งหมด หากเกิดเหตุจริง ให้ตั้งสติ เก็บหลักฐาน แจ้งประกัน/ตำรวจ และเบิกสิทธิ์ให้ครบภายในกำหนด ขอให้เดินทางถึงที่หมายอย่างปลอดภัยทุกคน