เงินค่าสินไหมก้อนหนึ่งบางทีก็มาถึงในจังหวะที่ชีวิตกำลังสั่นคลอนที่สุด ค่าห้อง ICU ที่วิ่งขึ้นทุกวัน รถที่ต้องใช้ไปทำงานแต่ยังจอดอยู่ที่อู่ หรือเงินที่ต้องใช้ดูแลครอบครัวหลังคนสำคัญจากไป ในวันแบบนั้น คำว่า 'รออีกนิดนะคะ' จากบริษัทประกันมันหนักกว่าที่ฟัง และคำถามในใจคนเป็นเสาหลักการเงินของบ้านก็มักจะเป็นคำเดียวกัน คือ 'ตามกฎหมายแล้ว เขาต้องโอนเงินให้เราภายในกี่วันกันแน่' ข่าวดีคือเรื่องนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับน้ำใจหรืออารมณ์ของใคร แต่มีตัวเลขที่สำนักงาน คปภ. ขีดเส้นไว้ชัดเจน บทความนี้ขอนั่งไล่ให้ฟังทีละเปลาะ ว่าเส้นนั้นอยู่ตรงไหน เริ่มนับเมื่อไหร่ และถ้าบริษัทดึงเรื่องเกินเส้น เรามีเครื่องมืออะไรอยู่ในมือบ้าง
KUMKRONG เป็นสื่อให้ความรู้และเปรียบเทียบด้านประกันภัย ไม่ใช่นายหน้าหรือตัวแทนประกัน บทความนี้เรียบเรียงเพื่อการศึกษาเรื่องสิทธิและขั้นตอนตามกรอบ คปภ. เท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายหรือคำแนะนำรายบุคคล และไม่ใช่การรับประกันผลการเคลม กำหนดเวลาและเงื่อนไขจริงให้ยึดตามกรมธรรม์ของคุณ ประกาศ คปภ. และตัวบทกฎหมายฉบับล่าสุดเป็นสำคัญ (ข้อมูลในบทความ ณ มิถุนายน 2026)
คำตอบสั้น ๆ ก่อน: ภายใน 15 วัน นับแต่เอกสารครบและตกลงจำนวนเงินกันได้
ตัวเลขที่ต้องจำคือ 15 วัน กฎที่ใช้อยู่ปัจจุบันคือประกาศสำนักงาน คปภ. เรื่องหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และระยะเวลาในการชดใช้เงินหรือค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัย และกรณีที่ถือว่าเป็นการประวิงการจ่ายค่าสินไหมทดแทนฯ ซึ่งลงนามเมื่อ 24 มกราคม 2566 มีทั้งฉบับสำหรับบริษัทประกันวินาศภัย (รถ สุขภาพ อุบัติเหตุ ทรัพย์สิน) และฉบับคู่ขนานสำหรับบริษัทประกันชีวิต ประกาศชุดนี้เป็นฉบับปรับปรุงที่มาแทนแนวทางเดิมตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ฯ พ.ศ. 2549 หัวใจของมันคือ เมื่อบริษัทได้รับเอกสารหลักฐานครบถ้วนและตกลงจำนวนค่าสินไหมกันเป็นที่ยุติแล้ว บริษัทต้องจ่ายภายใน 15 วัน (ข้อมูล ณ มิถุนายน 2026)
จุดที่คนพลาดบ่อยที่สุด: นาฬิกา 15 วันไม่ได้เริ่มเดินตั้งแต่วันเกิดเหตุ หรือวันที่เรายื่นเรื่องวันแรก แต่เริ่มนับเมื่อครบสองเงื่อนไขพร้อมกัน คือ (1) เอกสารหลักฐานครบถ้วนถูกต้อง และ (2) ตกลงจำนวนเงินค่าสินไหมกันเป็นที่ยุติแล้ว แปลว่ายิ่งเราส่งเอกสารครบเร็วและถูกต้องเท่าไหร่ เส้นตายของบริษัทก็ยิ่งขยับเข้ามาเร็วเท่านั้น
กรอบ 15 วันใช้กับประกันแบบไหนบ้าง
| ประเภทประกัน | เริ่มนับเมื่อ | กรอบเวลาจ่าย |
|---|---|---|
| ประกันวินาศภัย — รถยนต์ (ภาคสมัครใจ) | เอกสารครบ + ตกลงค่าซ่อม/ค่าสินไหมเป็นที่ยุติ | ภายใน 15 วัน |
| ประกันวินาศภัย — สุขภาพ / อุบัติเหตุ / ทรัพย์สิน | เอกสารเรียกร้องครบถ้วนถูกต้อง + ตกลงจำนวนเงิน | ภายใน 15 วัน |
| ประกันชีวิต (เงินตามสัญญา เช่น กรณีเสียชีวิต) | เอกสารประกอบการพิจารณาครบถ้วน | ภายใน 15 วัน |
| ประกันชีวิต — กรณีมีเหตุอันควรสงสัยว่าไม่เป็นไปตามกรมธรรม์ | บริษัทแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษร โดยภาระพิสูจน์อยู่ที่บริษัท | ขยายได้ไม่เกิน 90 วัน |
เรื่องการ 'ขยายเวลา' อย่าเพิ่งตกใจว่าบริษัทจะถ่วงได้ตามใจ ฝั่งประกันชีวิตนั้น ประกาศกำหนดไว้ชัดว่าจะขยายเวลาพิจารณาเป็น 90 วันได้เฉพาะเมื่อมี 'เหตุอันควรสงสัย' ว่าการเรียกร้องไม่เป็นไปตามกรมธรรม์ และภาระการพิสูจน์ตกอยู่ที่บริษัท ไม่ใช่ที่เรา (อ้างอิงประกาศ คปภ. เรื่องการชดใช้เงินตามสัญญาประกันชีวิต พ.ศ. 2559 และฉบับ 2566) บริษัทจะเงียบหายแล้วอ้างว่า 'กำลังตรวจสอบ' ลอย ๆ ไม่ได้ ต้องแจ้งเหตุผลเป็นลายลักษณ์อักษร
อย่าสับสนสองกรอบเวลานี้: กรอบ 15 วันข้างต้นเป็นคนละเรื่องกับ 'ค่าเสียหายเบื้องต้น' ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ซึ่งบริษัทต้องจ่ายภายใน 7 วันนับแต่ได้รับคำร้องขอ โดยจ่ายก่อนพิสูจน์ถูกผิด (ค่ารักษาตามจริงสูงสุด 30,000 บาท/คน และกรณีเสียชีวิต/ทุพพลภาพถาวร/สูญเสียอวัยวะอีก 35,000 บาท/คน) ผู้ประสบภัยต้องยื่นใช้สิทธิภายใน 180 วันนับแต่วันเกิดเหตุ ส่วนค่าสินไหมเต็มจำนวนกรณีพิสูจน์แล้วเป็นฝ่ายถูก (ค่ารักษาสูงสุด 80,000 บาท/คน เสียชีวิต/ทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง 500,000 บาท/คน) เป็นอีกขั้นที่ต้องรอผลพิสูจน์ความรับผิด วงเงินชุดนี้ปรับมีผล 1 เม.ย. 2563 (ข้อมูล ณ มิถุนายน 2026)
เคลมสด กับ เคลมแห้ง ต่างกันยังไง (และทำไมจึงไม่ใช่ตัวกำหนดกี่วัน)

เวลาคุยกับเจ้าหน้าที่เคลมรถ จะได้ยินสองคำนี้บ่อย ขอปูพื้นไว้กันงงนะคะ 'เคลมสด' คือการแจ้งเคลมทันที ณ ที่เกิดเหตุ ให้พนักงานสำรวจภัยออกมาตรวจที่จุดเกิดเหตุ มักใช้กับกรณีมีคู่กรณี มีคนบาดเจ็บ หรือเสียหายหนัก ส่วน 'เคลมแห้ง' คือการแจ้งภายหลังโดยไม่ต้องให้เจ้าหน้าที่ออกมา ใช้กับความเสียหายเล็กน้อยไม่มีคู่กรณี เช่น รอยขูดขีดหรือถอยชนเสา แล้วค่อยนัดเข้าศูนย์/อู่เพื่อถ่ายรูปทำเคลมทีหลัง ทั้งสองคำนี้เป็นศัพท์ปฏิบัติของวงการ ไม่ใช่คำในกฎหมาย และไม่ได้เปลี่ยนกรอบ 15 วัน เพราะนาฬิกายังเริ่มนับที่ 'เอกสารครบ + ตกลงจำนวนเงิน' เหมือนกัน
ทำไมบางเคสถึงช้า ลองไล่เช็กก่อนว่าติดตรงไหน
ความช้าหลายครั้งไม่ได้แปลว่าบริษัทตั้งใจดึงเงิน แต่เป็นเพราะนาฬิกายังไม่เริ่มเดินด้วยซ้ำ เพราะเงื่อนไข 'เอกสารครบ + ตกลงจำนวนเงิน' ยังไม่บรรลุ ลองไล่เช็กลิสต์นี้ดูก่อนค่ะ
- เอกสารยังไม่ครบ เช่น ใบเสร็จตัวจริง ใบรับรองแพทย์ สำเนาบัตรประชาชน หรือเอกสารผู้รับประโยชน์
- ข้อมูลในเอกสารไม่ตรงกัน เช่น ชื่อ-นามสกุล เลขกรมธรรม์ หรือวันที่คลาดเคลื่อน
- ยังตกลงจำนวนค่าสินไหมกันไม่ได้ เช่น การประเมินค่าซ่อมรถยังไม่ยุติ
- เป็นเคสที่มีเหตุอันควรสงสัย จึงเข้าสู่ขั้นตรวจสอบ ซึ่งบริษัทต้องแจ้งเหตุผลเป็นลายลักษณ์อักษร
- ส่งเรื่องกระจายหลายช่องทางจนเอกสารกระจัดกระจาย บริษัทตามรวมไม่ครบ
เคล็ดลับที่ช่วยได้จริง: ทุกครั้งที่ส่งเอกสาร ขอ 'หลักฐานการรับเรื่อง' ไว้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นใบรับเอกสาร อีเมลตอบกลับ หรือเลขที่เคลม เพราะนี่คือหมุดเวลาที่พิสูจน์ว่าเราส่งครบเมื่อไหร่ และทำให้นับ 15 วันได้แม่นยำ การเก็บเอกสารพวกนี้ให้เป็นที่เป็นทางอ่านวิธีจัดการได้ที่ คลังเก็บเอกสารสำคัญ
เกิน 15 วันแล้วยังเงียบ เดินเรื่องทวงสิทธิทีละขั้น
ถ้ามั่นใจว่าเอกสารครบ ตกลงจำนวนเงินกันแล้ว แต่เลย 15 วันยังไม่มีเงินเข้าและไม่มีคำชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษร แบบนี้เข้าข่าย 'ประวิงการจ่ายค่าสินไหมทดแทน' ซึ่งเป็นความผิดที่ คปภ. กำกับโดยตรง เรามีเส้นทางยกระดับได้เป็นขั้น ๆ และที่อุ่นใจคือทุกขั้นของ คปภ. ไม่มีค่าใช้จ่าย
| ขั้น | ทำอะไร / ติดต่อที่ไหน |
|---|---|
| 1. ทวงเป็นลายลักษณ์อักษรกับบริษัท | ส่งหนังสือ/อีเมลถึงบริษัท ขอทราบสถานะและกำหนดวันจ่ายให้ชัด เก็บสำเนาทุกฉบับ |
| 2. ร้องเรียน คปภ. | โทรสายด่วน 1186 (รับเรื่อง 24 ชม.) หรือศูนย์รับเรื่องร้องเรียนด้านการประกันภัย (ICC) โทร 0-2515-3999 ต่อ 1015–1016 อีเมล ppd@oic.or.th หรือร้องเรียนออนไลน์ผ่านระบบ PPMS (complaintportal.oic.or.th ล็อกอินด้วย ThaID) — ไม่มีค่าใช้จ่าย |
| 3. ไกล่เกลี่ยข้อพิพาท | ถ้าคุยกันยังไม่จบ เข้าสู่การไกล่เกลี่ยโดยผู้ชำนาญการ (คนกลางภายนอก) ที่ศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทด้านการประกันภัยของ คปภ. — ประชาชนไม่เสียค่าใช้จ่าย |
| 4. อนุญาโตตุลาการ คปภ. | ถ้าไกล่เกลี่ยไม่ยุติและตกลงใช้วิธีนี้ ยื่น 'คำเสนอข้อพิพาท' ต่อสำนักงาน คปภ. ได้ (กรมธรรม์มาตรฐานให้สิทธิผู้เรียกร้องเลือกใช้และผูกพันบริษัท) อนุญาโตตุลาการต้องทำคำชี้ขาดให้เสร็จภายใน 90 วัน |
บทลงโทษมีจริงและมีกฎหมายรองรับ: การจ่ายเกินกำหนด ไม่กำหนดวันจ่ายที่แน่นอน หรือกำหนดวันจ่ายเกิน 15 วัน ถือเป็นการ 'ประวิงการจ่ายค่าสินไหมทดแทน' อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 มาตรา 88 ระวางโทษปรับไม่เกิน 500,000 บาท และถ้ายังฝ่าฝืนต่อเนื่อง ปรับอีกวันละไม่เกิน 20,000 บาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืน (ฝั่งประกันชีวิตมีบทกำหนดโทษทำนองเดียวกันตาม พ.ร.บ.ประกันชีวิต พ.ศ. 2535) นี่คือเหตุผลที่บริษัทส่วนใหญ่ไม่อยากปล่อยให้เลยเส้น (ข้อมูล ณ มิถุนายน 2026)
เรื่อง 'ดอกเบี้ย' ที่หลายคนได้ยินมา ขอให้เข้าใจให้ตรง: ประกาศ คปภ. ฉบับนี้กำหนด 'โทษปรับทางปกครอง/อาญา' ตามมาตรา 88 ไม่ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยพิเศษเฉพาะของวงการประกัน หากบริษัทผิดนัดจ่าย สิ่งที่เรียกเพิ่มได้คือ 'ดอกเบี้ยผิดนัด' ตามหลักทั่วไปของ ป.พ.พ. มาตรา 224 ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ร้อยละ 5 ต่อปี (เดิมร้อยละ 7.5 ต่อปี ปรับลงตามพระราชกำหนดแก้ไข ป.พ.พ. พ.ศ. 2564) อย่าไปอ้างตัวเลขดอกเบี้ยพิเศษเช่น 'ร้อยละ 15 ต่อปี' เพราะไม่มีในประกาศฉบับนี้
กันไว้ก่อนถูกปฏิเสธ: สามมาตราที่แม่บ้านการเงินควรรู้
ก่อนถึงเรื่องกี่วัน บางทีปัญหาเริ่มที่ 'บริษัทอ้างเหตุไม่จ่าย' มีสามมาตราใน ป.พ.พ. ที่ช่วยให้เราคุยได้อย่างมีน้ำหนัก จึงขอสรุปถ้อยคำสำคัญไว้ตรงนี้
- มาตรา 865 — ถ้าตอนทำสัญญาผู้เอาประกันรู้อยู่แล้วแต่ปกปิดข้อความจริงที่อาจทำให้บริษัทคิดเบี้ยสูงขึ้นหรือไม่รับทำสัญญา หรือแถลงเท็จ สัญญาตกเป็น 'โมฆียะ' บริษัทมีสิทธิ 'บอกล้าง' ได้ (โมฆียะ ไม่ใช่โมฆะ) แต่ต้องบอกล้างภายใน 1 เดือนนับแต่วันที่ทราบมูลอันจะบอกล้างได้ และอย่างช้าไม่เกิน 5 ปีนับแต่วันทำสัญญา มิฉะนั้นสิทธิบอกล้างระงับสิ้นไป — ใช้กับทั้งประกันชีวิตและวินาศภัย
- มาตรา 882 วรรคหนึ่ง — การฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัย ห้ามฟ้องเมื่อพ้น 2 ปีนับแต่วันวินาศภัย (อายุความ 2 ปี) ส่วนการเรียกใช้/คืนเบี้ยประกันก็ 2 ปีนับแต่วันที่สิทธิถึงกำหนด
- ข้อควรระวังเรื่องอายุความ — อายุความ 2 ปีนี้ใช้กับการฟ้อง 'บริษัทประกัน' แต่ถ้าจะฟ้อง 'ผู้ทำละเมิด' โดยตรง (ไม่ใช่บริษัท) จะเป็นอายุความละเมิดตามมาตรา 448 คือ 1 ปีนับแต่รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้ต้องรับผิด (และไม่เกิน 10 ปีนับแต่วันละเมิด) อย่าเอาสองอายุความนี้มาปนกัน
สรุป: รู้เส้นเวลา = ทวงสิทธิได้อย่างมีน้ำหนัก
กุญแจของทั้งเรื่องคือประโยคเดียว '15 วัน นับแต่เอกสารครบและตกลงจำนวนเงินกันเป็นที่ยุติ' ตามประกาศ คปภ. ฉบับ 24 ม.ค. 2566 หน้าที่ของเราคือส่งเอกสารให้ครบถูกต้องเร็วที่สุดและเก็บหลักฐานการส่งทุกครั้ง ส่วนหน้าที่ของบริษัทคือจ่ายภายในกรอบ ถ้าเลยเส้นโดยไม่แจ้งเหตุ เรามีบันได 4 ขั้นรองรับตั้งแต่ทวงเป็นลายลักษณ์อักษร สายด่วน 1186 ไกล่เกลี่ย ไปจนถึงอนุญาโตตุลาการ คปภ. ที่ต้องชี้ขาดใน 90 วัน และทุกขั้นของ คปภ. ฟรี เมื่อเรารู้ว่าตัวเองยืนอยู่บนสิทธิอะไร การคุยกับบริษัทก็จะไม่ใช่การร้องขอ แต่เป็นการทวงสิ่งที่เป็นของเราอย่างมั่นใจ
อยากเตรียมพร้อมตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ ลองอ่านวิธีเตรียมเอกสารและเดินเรื่องเคลมทีละขั้นที่ คู่มือเคลมประกัน และถ้ากำลังชั่งใจเลือกแผนใหม่ ใช้ ตัวช่วยเปรียบเทียบ ดูเงื่อนไขการเคลมของแต่ละแผนก่อนตัดสินใจได้ค่ะ
แหล่งอ้างอิงหลัก (primary): ประกาศ คปภ. เรื่องระยะเวลาชดใช้ค่าสินไหมและบทประวิงฯ ลงนาม 24 ม.ค. 2566 (เผยแพร่ผ่านข่าวสำนักงาน คปภ.); พ.ร.บ.ประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 มาตรา 88; พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535; ประกาศ คปภ. การชดใช้เงินตามสัญญาประกันชีวิต พ.ศ. 2559; ป.พ.พ. มาตรา 224, 448, 865, 882; ช่องทาง คปภ.: สายด่วน 1186, ศูนย์ไกล่เกลี่ย, ระบบ PPMS (complaintportal.oic.or.th) — ทั้งหมดข้อมูล ณ มิถุนายน 2026 โปรดทานกับประกาศฉบับเต็มและกรมธรรม์ของคุณก่อนใช้สิทธิจริง







