เลือกประกันสักฉบับ เรามักเทียบเบี้ยกับความคุ้มครองจนตาลาย แต่มีอีกคำถามหนึ่งที่ตัดสินใจแทบทุกอย่าง — บริษัทนี้จะยังอยู่และมีเงินจ่ายเคลมให้เราในวันที่ต้องใช้จริงไหม กรมธรรม์เป็นสัญญายาว บางฉบับ 1 ปี บางฉบับ 10 ปี บางฉบับทั้งชีวิต เราจ่ายเบี้ยวันนี้ แต่เหตุอาจมาเคาะประตูอีกหลายปีข้างหน้า ตัวเลขทางการที่ตอบคำถามนี้ได้ตรงที่สุดคือ CAR Ratio และข่าวดีคือมันเป็นข้อมูลสาธารณะที่เราเปิดดูเองได้ฟรี
บทความนี้ให้ความรู้เพื่อให้อ่านงบความมั่นคงของบริษัทประกันเป็น ไม่ใช่คำแนะนำให้ซื้อแผนของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง KUMKRONG เป็นสื่อให้ความรู้และเปรียบเทียบ ไม่ใช่นายหน้าประกันภัย
CAR Ratio คืออะไรกันแน่
CAR ย่อมาจาก Capital Adequacy Ratio ภาษาทางการของ คปภ. (สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย) คือ "อัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุน" ใจความคือ เอา "เงินกองทุนที่บริษัทมีจริง" หารด้วย "เงินกองทุนที่กฎหมายกำหนดให้ต้องดำรงตามความเสี่ยง" แล้วคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ ยิ่งตัวเลขสูง แปลว่ามีเงินหนุนหลังเหลือเฟือกว่าขั้นต่ำมากเท่านั้น
เทียบให้เห็นภาพ: ถ้ากฎกำหนดว่าต้องมีเงินสำรองในกระเป๋าอย่างน้อย 100 บาท แต่บริษัทมีจริง 200 บาท CAR = 200% หมายความว่ามีเผื่อไว้เป็นสองเท่าของที่กฎหมายบังคับ
จุดที่ทำให้ CAR ต่างจาก "เงินสำรองแบบเดิม" คือ ตัวหารไม่ใช่ตัวเลขตายตัวเท่ากันทุกบริษัท แต่เป็น "เงินกองทุนที่ต้องดำรงตามระดับความเสี่ยง" (Risk-Based Capital) บริษัทที่รับความเสี่ยงสูง เช่น ลงทุนในสินทรัพย์ผันผวน รับประกันภัยที่เคลมหนัก หรือกระจุกตัวในสินค้าตัวเดียว กฎหมายจะบังคับให้กันเงินกองทุนไว้มากกว่าบริษัทที่พอร์ตความเสี่ยงต่ำ พูดง่าย ๆ คือ "เสี่ยงมาก ต้องมีกันชนมาก" ฉะนั้น CAR จึงไม่ใช่แค่ดูว่าเงินเยอะไหม แต่ดูว่าเงินเยอะ "พอเหมาะกับความเสี่ยงที่บริษัทแบกอยู่" หรือเปล่า กรอบที่ใช้คำนวณนี้เรียกว่า RBC2 (Risk-Based Capital ระยะที่ 2) มีผลบังคับตั้งแต่ 31 ธ.ค. 2562
100% กับ 140% — เส้นสองเส้นที่คนมักสับสน
นี่คือจุดที่บล็อกและข่าวจำนวนมากเขียนผิด จนกลายเป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อนที่ส่งต่อกันมา ความจริงมีเส้นสำคัญสองเส้น และสองเส้นนี้คนละความหมายกัน
- เส้นที่หนึ่ง — ขั้นต่ำตามกฎหมาย (Minimum CAR) = 100% ตามประกาศ คปภ. RBC2 ข้อ 6 ระบุชัดว่า "อัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุนต้องไม่ต่ำกว่าร้อยละหนึ่งร้อย" และยังต้องมีเงินกองทุนไม่ต่ำกว่า 30 ล้านบาทเป็นพื้นเสมอ ถ้า CAR ต่ำกว่า 100% เมื่อไร = ผิดกฎหมายว่าด้วยเงินกองทุน บริษัทอยู่ในภาวะเงินกองทุนไม่เพียงพอ และเข้าข่ายถูกแทรกแซงขั้นรุนแรง
- เส้นที่สอง — ระดับเฝ้าระวังของผู้กำกับ (Supervisory CAR) = 140% ตามข้อ 6 ของประกาศฉบับเดียวกัน หากบริษัทมี CAR ต่ำกว่าระดับนี้ นายทะเบียนอาจกำหนดมาตรการที่จำเป็นเพื่อกำกับดูแลเป็นพิเศษ — ยังไม่ผิดกฎหมาย แต่เป็นสัญญาณให้ คปภ. จับตาใกล้ชิด
กับดักที่พบบ่อยที่สุด: หลายเว็บเขียนว่า "ขั้นต่ำตามกฎหมายคือ 140%" — ไม่ถูกต้อง 140% คือระดับ "เฝ้าระวัง" ไม่ใช่ขั้นต่ำตามกฎหมาย ขั้นต่ำตามกฎหมายจริง ๆ คือ 100% ส่วน 140% คือเส้นที่บริษัทควรรักษาให้อยู่เหนือไว้เพื่อไม่ให้ถูกผู้กำกับเพ่งเล็ง
แล้วเลข 120% ที่บางที่ยังอ้างถึงล่ะ — นั่นเป็นของ "ช่วงเปลี่ยนผ่าน" ระดับเฝ้าระวังถูกทยอยปรับขึ้น: 120% ใช้ตั้งแต่ 31 ธ.ค. 2562 ถึง 31 ธ.ค. 2564 จากนั้น 1 ม.ค. 2565 เป็นต้นมาขยับเป็น 140% ทั้งฝั่งประกันวินาศภัยและประกันชีวิต ดังนั้นถ้าเจอแหล่งไหนยังบอก 120% ให้เข้าใจว่านั่นคือตัวเลข "เดิม" ที่ถูกแทนที่ไปแล้ว ตัวเลขปัจจุบันคือ 140% (ข้อมูล ณ มิถุนายน 2569)
อ่านค่า CAR ยังไงให้แปลถูก

ตารางข้างล่างยึดตามเกณฑ์จริงของ คปภ. ไม่ใช่ความรู้สึก ช่วงตัวเลขสองเส้นแรก (100% และ 140%) มาจากประกาศ RBC2 ส่วนระดับ 200% ขึ้นไปไม่ใช่เส้นกฎหมาย แต่เป็นสิ่งที่พบได้ทั่วไปในบริษัทที่ฐานะแข็งแรง
| ช่วง CAR Ratio | สถานะตามเกณฑ์ | ความหมายสำหรับเรา |
|---|---|---|
| ต่ำกว่า 100% | ต่ำกว่าขั้นต่ำตามกฎหมาย (เงินกองทุนไม่เพียงพอ) | สัญญาณอันตราย เข้าข่ายถูกแทรกแซง |
| 100% – 140% | ผ่านขั้นต่ำตามกฎหมาย แต่ต่ำกว่าระดับเฝ้าระวัง | ถูกกฎหมาย แต่ คปภ. อาจกำหนดมาตรการดูแลเป็นพิเศษ ควรติดตามข่าว |
| 140% ขึ้นไป | อยู่เหนือระดับเฝ้าระวังของผู้กำกับ | อยู่ในเกณฑ์ที่ผู้กำกับสบายใจ |
| ราว 200% ขึ้นไป | สูงกว่าระดับเฝ้าระวังมาก (ไม่ใช่เส้นกฎหมาย) | กันชนเงินกองทุนหนา บริษัทฐานะแข็งแรงหลายแห่งอยู่ระดับนี้ |
ขอย้ำว่าแท่งในกราฟด้านบนคือ "เส้นเกณฑ์" ของผู้กำกับ ไม่ใช่ค่า CAR จริงของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง ค่าจริงต้องไปดึงจากแหล่งทางการรายบริษัท ซึ่งจะบอกวิธีในหัวข้อถัดไป
ไปดู CAR ของบริษัทจริง ๆ ได้ที่ไหน
บริษัทประกันมีหน้าที่เปิดเผยฐานะการเงินต่อสาธารณะ เราจึงเช็กเองได้ ขั้นตอนที่ตรงที่สุดคือเข้า OIC e-Service ของ คปภ.
- ตรวจบริษัท: เข้า smart.oic.or.th เลือกเมนูข้อมูลบริษัทประกันภัย (Menu12 — เกี่ยวกับบริษัทประกันภัย) ดูสถานะใบอนุญาตและข้อมูลฐานะการเงินของบริษัทที่ได้รับอนุญาต
- ตรวจตัวแทน/นายหน้า: ใช้เมนูตรวจสอบใบอนุญาตตัวแทน/นายหน้า (Menu1) ก่อนวางใจคนที่มาเสนอขาย ว่ามีใบอนุญาตจริงและยังไม่ถูกเพิกถอน
- งบของบริษัทเอง: ในเว็บบริษัทมักมีหัวข้อ "นักลงทุนสัมพันธ์" หรือ "ฐานะการเงิน" ลองค้นคำว่า "อัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุน" หรือ "CAR" ตามด้วยชื่อบริษัท
- สอบถาม/ร้องเรียน: โทรสายด่วน คปภ. 1186 ถามสถานะบริษัทหรือร้องเรียนได้ฟรี
เมนูใน OIC e-Service บางครั้งถูกจัดเรียงใหม่ ถ้าเลขเมนูไม่ตรง ให้มองหาหัวข้อ "เกี่ยวกับบริษัทประกันภัย" หรือ "ตรวจสอบใบอนุญาต" แทน ตัวข้อมูลยังอยู่ที่เดิม (ข้อมูล ณ มิ.ย. 2569)
ถ้าบริษัทถูกเพิกถอนใบอนุญาตจริง ๆ เราได้อะไรคืน
นี่คือเหตุผลที่ CAR สำคัญ — มันคือกันชนที่ช่วยไม่ให้บริษัทไปถึงจุดล้ม แต่ถ้าเลวร้ายที่สุดถึงขั้นถูกเพิกถอนใบอนุญาต ยังมี "ตาข่ายชั้นสุดท้าย" รองรับผู้เอาประกัน
- ประกันวินาศภัย (รถ/บ้าน/เดินทาง/สุขภาพแบบวินาศภัย): กองทุนประกันวินาศภัย (General Insurance Fund) จัดตั้งตามมาตรา 79 พ.ร.บ.ประกันวินาศภัย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2551 เป็นนิติบุคคล ทำหน้าที่คุ้มครองเจ้าหนี้ซึ่งมีสิทธิได้รับชำระหนี้ที่เกิดจากการเอาประกันภัยเมื่อบริษัทถูกเพิกถอนใบอนุญาต
- ประกันชีวิต: กองทุนประกันชีวิต (Life Insurance Fund) จัดตั้งคู่ขนานกันในปี 2551 คุ้มครองผู้เอาประกันชีวิตเมื่อบริษัทประกันชีวิตถูกเพิกถอนใบอนุญาต
จุดที่ต้องรู้ไว้: เพดานจ่ายของกองทุนทั้งสองอยู่ที่ไม่เกิน 1,000,000 บาทต่อราย โดยรวมทุกสิทธิเรียกร้องที่บุคคลนั้นมีต่อบริษัทที่ถูกเพิกถอน ส่วนที่เกิน 1 ล้านบาทจะได้รับชดเชยเพียงเท่าเพดาน เห็นได้จากกรณีจริงช่วงเพิกถอน 4 บริษัทประกันโควิด (เอเชียประกันภัย, เดอะ วัน, ไทยประกันภัย, อาคเนย์) ที่มีเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ราว 683,068 ราย รวมมูลหนี้กว่า 56,000 ล้านบาท นี่คือเหตุผลที่การดูความมั่นคง "ก่อน" ซื้อสำคัญกว่าหวังพึ่งกองทุนทีหลัง (ข้อมูล ณ มิ.ย. 2569)
นอกจาก CAR ดูอะไรประกอบอีก
CAR ตอบว่า "บริษัทมีเงินหนุนหลังพอไหม" แต่ความมั่นคงและประสบการณ์ลูกค้ายังมีอีกหลายมิติ สามตัวข้างล่างเป็นมาตรวัดที่ใช้คู่กับ CAR ได้ดี
- อัตราส่วนค่าสินไหมทดแทน (Loss Ratio / Claim Ratio) = ค่าสินไหมที่เกิดขึ้นบวกค่าจัดการสินไหม หารด้วยเบี้ยที่ถือเป็นรายได้ บอกว่าเบี้ยที่รับมาถูกจ่ายคืนเป็นค่าเคลมสัดส่วนเท่าไร สะท้อนประสบการณ์การรับประกันและการเคลม
- อัตราส่วนรวม (Combined Ratio) = Loss Ratio บวก Expense Ratio ถ้าต่ำกว่า 100% = บริษัทมีกำไรจากการรับประกันภัย ถ้าเกิน 100% = ขาดทุนจากการรับประกัน (จ่ายค่าเคลมบวกค่าใช้จ่ายมากกว่าเบี้ยที่ได้) ตัวเลขที่เกิน 100% ต่อเนื่องเป็นสัญญาณเตือน แม้บริษัทอาจยังมีกำไรสุทธิจากรายได้การลงทุนชดเชยก็ตาม
- อันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) = มุมมองจากสถาบันจัดอันดับภายนอก เป็นคนละตัวกับ CAR และให้น้ำหนักไปที่ความสามารถในการชำระหนี้/ความแข็งแกร่งของบริษัทในภาพรวม
อ่าน Credit Rating ให้ไม่หลงตัวอักษร
เวลาเห็นบริษัทโชว์ "เรตติ้งระดับ A" อย่าเพิ่งวางใจที่ตัวอักษรอย่างเดียว ต้องดูด้วยว่าเป็นสเกลไหนและจากใคร เพราะตัวอักษรเดียวกันความหมายต่างกันได้
- เส้นแบ่งที่สำคัญที่สุดคือระหว่าง Investment Grade (AAA ลงมาถึง BBB- ซึ่งเป็นระดับลงทุนได้ต่ำสุด) กับ Speculative/Junk Grade (BB+ ลงไปจนถึง D ที่หมายถึงผิดนัดชำระ) ถ้าตกไปอยู่ฝั่ง BB+ ลงไป ถือว่าความเสี่ยงสูงขึ้นชัดเจน
- เครื่องหมาย + / - คือระดับบน/ล่างภายในขั้นเดียวกัน เช่น A+ แข็งแรงกว่า A และ A- เล็กน้อย S&P กับ Fitch ใช้ตัวอักษรชุดเดียวกัน ส่วน Moody's เทียบ BBB- ได้กับ Baa3
- ในไทย สถาบันจัดอันดับในประเทศที่ ก.ล.ต. รับรองมีสองแห่งคือ TRIS Rating และ Fitch Ratings (Thailand) ใช้ National Scale (เช่น Fitch เขียน 'AAA(tha)') ซึ่งเทียบกันได้เฉพาะในกลุ่มผู้ออกตราสารไทยสกุลเงินบาทเท่านั้น เทียบข้ามประเทศหรือเทียบกับสเกลสากลโดยตรงไม่ได้
- สำหรับ "ความแข็งแกร่งในการจ่ายเคลม" ของบริษัทประกันโดยเฉพาะ ยังมีอันดับ Insurer Financial Strength (IFS) ระดับสากลจาก S&P, Moody's, Fitch (สเกลโลก) และ AM Best ซึ่งเป็นคนละสเกลกับเรตติ้งในประเทศ
จำง่าย ๆ ว่าแต่ละตัวบอกอะไร: CAR = บริษัทมีเงินจ่ายไหม / Combined Ratio = ธุรกิจรับประกันยังทำกำไรไหม / Loss Ratio = จ่ายเคลมไปสัดส่วนเท่าไร / Credit Rating = มุมมองภายนอกต่อความน่าเชื่อถือ ดูประกอบกันถึงจะเห็นภาพครบ
สรุปก่อนตัดสินใจครั้งหน้า
CAR Ratio คือเครื่องมือที่ช่วยให้เราเลือกประกันอย่างมีหลักฐาน ไม่ใช่แค่ฟังคำของผู้ขาย จำสามข้อนี้พอ
- ขั้นต่ำตามกฎหมายคือ 100% ส่วน 140% คือระดับเฝ้าระวังของผู้กำกับ (ปัจจุบัน ปรับจาก 120% เดิมตั้งแต่ 1 ม.ค. 2565) — ต่ำกว่า 100% คือผิดกฎหมาย, ระหว่าง 100–140% ถูกกฎหมายแต่ถูกจับตา, 140% ขึ้นไปคือเกณฑ์ที่สบายใจ
- ตัวหารเป็นแบบอิงความเสี่ยง (RBC2) เสี่ยงมากต้องกันเงินมาก ฉะนั้น CAR สูงแปลว่ามีกันชน 'พอเหมาะกับความเสี่ยง' ไม่ใช่แค่เงินเยอะ
- อย่าดูตัวเลขเดียว ดู CAR คู่กับ Loss/Combined Ratio, Credit Rating, สถิติเรื่องร้องเรียน และเงื่อนไขกรมธรรม์เสมอ และเช็กค่าล่าสุดรายบริษัทจาก คปภ. เพราะตัวเลขเปลี่ยนได้ทุกงวด
KUMKRONG เป็นสื่อให้ความรู้และเปรียบเทียบ ไม่ใช่นายหน้าประกันภัย ไม่ได้แนะนำให้ซื้อแผนของบริษัทใดเป็นการเฉพาะ ข้อมูลทั้งหมดเป็นความรู้ทั่วไป ตัวเลขเกณฑ์อ้างอิงประกาศ คปภ. RBC2 และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง (ข้อมูล ณ มิ.ย. 2569) ควรตรวจค่าล่าสุดและเงื่อนไขรายบริษัทจากแหล่งทางการก่อนตัดสินใจเสมอ





