บทความนี้เป็นความรู้ภาษีทั่วไปสำหรับครีเอเตอร์ ไม่ใช่คำแนะนำเฉพาะบุคคลและไม่ใช่บริการยื่นภาษีแทน ตัวเลขเป็นตัวอย่าง/ประมาณการเพื่อให้เห็นภาพ ก่อนยื่นจริงควรตรวจอัตรา เพดานลดหย่อน และเงื่อนไขล่าสุดกับกรมสรรพากร (rd.go.th) หรือปรึกษานักบัญชี/ที่ปรึกษาภาษีที่มีใบอนุญาตเสมอ

เงินก้อนแรกจาก AdSense เข้าบัญชี ยอดส่วนแบ่ง TikTok ขึ้นทุกเดือน บวกค่ารีวิวจากแบรนด์อีกหลายงาน พอรายได้หลายทางมารวมกัน คำถามที่ตามมาคือ ตกลงต้องยื่นภาษีไหม ยื่นยังไง แล้วจัดเป็นเงินได้แบบไหน เรื่องนี้ไม่ได้ยากอย่างที่กลัว แต่มีจุดที่ครีเอเตอร์พลาดกันบ่อยจนเสียเงินเกินจำเป็น คู่มือนี้จะไล่ให้เห็นทีละขั้น ด้วยตัวเลขของปีภาษี 2568

รายได้ครีเอเตอร์มาจากไหน แล้วสรรพากรจัดเป็นเงินได้ประเภทไหน

หัวใจของภาษีครีเอเตอร์อยู่ที่ "ประเภทของเงินได้" ตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร เพราะแต่ละประเภทหักค่าใช้จ่ายได้ไม่เท่ากัน รายได้ก้อนเดียวกันถ้าจัดผิดประเภท ภาษีที่ต้องจ่ายอาจต่างกันได้จริง โดยทั่วไปรายได้ของครีเอเตอร์มักตกอยู่ใน 2 กลุ่ม คือ มาตรา 40(2) งานรับจ้างที่ใช้แรงและชื่อเสียงตัวเองเป็นหลัก กับ มาตรา 40(8) รายได้จากการประกอบกิจการ/ขายของ/ค่าโฆษณาจากแพลตฟอร์ม

รายได้ครีเอเตอร์แต่ละแบบ จัดเป็นเงินได้ประเภทไหน
ที่มาของรายได้ประเภทเงินได้ (มาตรา 40)การหักค่าใช้จ่าย
ค่ารีวิว/พรีเซนเตอร์/ค่าจ้างจากแบรนด์ ที่รับเป็นชิ้นงานตามสัญญาจ้าง40(2)หักเหมา 50% ของเงินได้ แต่รวม 40(1)+40(2) ไม่เกิน 100,000 บาท
รายได้ Google AdSense / ส่วนแบ่งโฆษณา YouTube / TikTok40(8)หักตามจริง หรือเหมาตามประเภทกิจการที่กฎหมายกำหนด (ต้องมีเอกสาร)
ทำคอนเทนต์เป็นกิจการ มีทีม มีต้นทุนผลิต / ขายของ-แอฟฟิลิเอตผ่านช่อง40(8)หักตามจริง หรือเหมาตามประเภทกิจการที่กฎหมายกำหนด

จุดพลาดที่ทำให้เสียภาษีเกิน: งานรีวิว/สปอนเซอร์ที่รับเป็นชิ้น มักเป็นเงินได้ 40(2) ซึ่งหักค่าใช้จ่ายเหมาได้สูงสุดเพียง 100,000 บาท (รวมกับเงินเดือน 40(1) ด้วย) ไม่ว่ารายได้ทั้งปีจะมากแค่ไหน ขณะที่รายได้ 40(8) หักตามต้นทุนจริงได้ถ้ามีเอกสารครบ ถ้ามีทั้งสองแบบ ควรแยกบันทึกรายรับและเก็บใบเสร็จต้นทุนให้ชัดตั้งแต่ต้นปี ส่วนจะหักเหมาหรือหักตามจริงแบบไหนคุ้มกว่า ขึ้นกับลักษณะงานจริง แนะนำตรวจกับนักบัญชี/กรมสรรพากร

รายได้จาก Google / TikTok ต้องยื่นไหม

ต้องยื่นค่ะ เงินจาก Google AdSense ส่วนแบ่ง YouTube หรือ TikTok ถือเป็นเงินได้พึงประเมินที่ต้องนำมารวมยื่น แม้จ่ายมาจากต่างประเทศและไม่มีการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้ก็ตาม สำหรับเงินได้จากแหล่งต่างประเทศ กรมสรรพากรมีแนวปฏิบัติ (ป.161/162) ว่า ผู้ที่อยู่ในไทยตั้งแต่ 180 วันขึ้นไปในปีภาษี และนำเงินได้จากต่างประเทศที่เกิดตั้งแต่ 1 ม.ค. 2567 เข้ามาในไทย ต้องนำมารวมคำนวณภาษีในปีที่นำเข้า รายละเอียดและการขอเครดิตภาษีที่เสียในต่างประเทศมีเงื่อนไขเฉพาะและอาจปรับปรุงได้ ควรตรวจหลักเกณฑ์ล่าสุดกับกรมสรรพากรโดยตรง

อีกเรื่องที่สับสนกันบ่อยคือ "เกณฑ์ต้องยื่น" กับ "เกณฑ์ต้องจ่าย" เป็นคนละเรื่อง หลายคนคิดว่ารายได้น้อยก็ไม่ต้องยุ่งกับสรรพากร แต่ถ้ารายได้ถึงเกณฑ์ต้องยื่น ก็ต้องยื่นแบบ แม้คำนวณแล้วภาษีเป็นศูนย์ก็ตาม และการยื่นไว้ยังเป็นผลดี เพราะถ้าถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้เกิน จะได้ขอคืน

เกณฑ์เงินได้ขั้นต่ำที่ต้องยื่นแบบ (ปีภาษี 2568)
สถานะมีเฉพาะเงินเดือน 40(1)มีเงินได้ประเภทอื่น เช่น 40(2)/40(8)
โสดเกิน 120,000 บาท/ปีเกิน 60,000 บาท/ปี
สมรส (รวมกันทั้งคู่)เกิน 220,000 บาท/ปีเกิน 120,000 บาท/ปี

เวลาแบรนด์หรือเอเจนซีในไทยจ่ายค่ารีวิว มักหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ก่อนแล้วออกหนังสือรับรอง (ใบ 50 ทวิ) ให้ โดยทั่วไปค่าจ้างทำของ/ค่าบริการหักไว้ 3% ส่วนค่าโฆษณาหักไว้ 2% (ตามมาตรา 3 เตรส) เงินก้อนนี้ไม่ได้หายไป มันคือภาษีที่จ่ายล่วงหน้า ตอนยื่นแบบนำมาหักลบกับภาษีที่ต้องชำระได้ ถ้าหักไว้เกินก็ขอคืนได้ จึงควรเก็บใบ 50 ทวิ ทุกใบให้ครบ

คำนวณภาษีแบบ 4 ขั้น

จัดเอกสารลดหย่อนให้ครบก่อนยื่นภาษี ช่วยให้ใช้สิทธิได้เต็มที่

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาใช้สูตรเดียวกันทุกอาชีพ เมื่อเห็นลำดับขั้น จะเข้าใจว่าทำไม "ค่าลดหย่อน" ถึงสำคัญกับครีเอเตอร์ที่รายได้เริ่มโต

  • ขั้นที่ 1 — รวมรายได้ทั้งปีทุกช่องทาง (ค่ารีวิว + AdSense + ส่วนแบ่งแพลตฟอร์ม + ขายของ)
  • ขั้นที่ 2 — หักค่าใช้จ่ายตามประเภทเงินได้ (40(2) เหมา 50% รวมไม่เกิน 100,000 บาท / 40(8) ตามจริงหรือเหมาตามประเภทกิจการ)
  • ขั้นที่ 3 — หักค่าลดหย่อน (ส่วนตัว 60,000 บาท + ประกัน/กองทุน/อุปการะพ่อแม่ ฯลฯ) ได้ออกมาเป็น "เงินได้สุทธิ"
  • ขั้นที่ 4 — นำเงินได้สุทธิเข้าอัตราภาษีขั้นบันได 5%–35% โดย 150,000 บาทแรกได้รับยกเว้น
อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แบบขั้นบันได (ใช้ปีภาษี 2568)
เงินได้ทั้งปี (ก่อนหักค่าใช้จ่าย) (บาท)อัตราภาษีของส่วนนั้น
0 – 150,000ยกเว้น
150,001 – 300,0005%
300,001 – 500,00010%
500,001 – 750,00015%
750,001 – 1,000,00020%
1,000,001 – 2,000,00025%
2,000,001 – 5,000,00030%
เกิน 5,000,00035%

ภาษีคิดแบบขั้นบันได ไม่ใช่เหมาทั้งก้อน เช่น เงินได้สุทธิ 400,000 บาท ไม่ได้เสีย 10% ของทั้ง 400,000 แต่ส่วนแรก 150,000 ได้รับยกเว้น, ช่วง 150,001–300,000 เสีย 5% (= 7,500 บาท) และเฉพาะส่วน 300,001–400,000 เสีย 10% (= 10,000 บาท) รวมเป็นภาษีประมาณ 17,500 บาท กราฟด้านล่างเป็นตัวอย่างประมาณการให้เห็นภาพว่าภาษีค่อย ๆ ไต่ขึ้นตามรายได้

เงินได้สุทธิ 150,000
0
เงินได้สุทธิ 300,000
7,500
เงินได้สุทธิ 500,000
27,500
เงินได้สุทธิ 750,000
65,000

กราฟด้านบนเป็นภาษีโดยประมาณ คำนวณจาก "เงินได้สุทธิ" (หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนแล้ว) ตามอัตราขั้นบันได ของจริงจะต่ำกว่านี้อีกถ้ามีประกัน กองทุน หรือลดหย่อนอื่นเพิ่ม ตัวเลขเป็นตัวอย่างเพื่อการศึกษา ไม่ใช่การคำนวณเฉพาะบุคคล

ลดหย่อนยังไงให้ภาษีน้อยลง อย่างถูกกฎหมาย

พอรายได้เริ่มเยอะ การวางแผนลดหย่อนช่วยได้จริง ตัวที่ครีเอเตอร์ใช้กันบ่อยคือประกันชีวิต/สุขภาพ และกองทุนเพื่อการเกษียณ ตารางนี้สรุปเพดานหลักของปีภาษี 2568 แต่ผลิตภัณฑ์กลุ่มกองทุน/ประกันบำนาญเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงและมีเงื่อนไขถือครองยาว ควรเลือกให้เข้ากับเป้าหมายและสภาพคล่องของตัวเอง

เพดานค่าลดหย่อนยอดนิยม (ปีภาษี 2568)
รายการเพดานโดยทั่วไปหมายเหตุ
ลดหย่อนส่วนตัว60,000 บาทได้ทุกคนอัตโนมัติ
ประกันชีวิต (กรมธรรม์ 10 ปีขึ้นไป)ตามจ่ายจริง ไม่เกิน 100,000 บาทของผู้มีเงินได้
ประกันสุขภาพตนเองตามจ่ายจริง ไม่เกิน 25,000 บาทรวมกับเบี้ยประกันชีวิตแล้วไม่เกิน 100,000 บาท
กองทุน ThaiESGไม่เกิน 30% ของเงินได้ และไม่เกิน 300,000 บาทเพดานแยก ไม่รวมเพดาน 500,000 ของกลุ่มเกษียณ
กลุ่มเกษียณ (RMF + ประกันบำนาญ + PVD/กบข. ฯลฯ)รวมกันไม่เกิน 500,000 บาทมีเงื่อนไขถือครองยาว; ประกันบำนาญและ RMF ไม่เกิน 200,000/500,000 ตามลำดับ

ระวังเรื่องกองทุน SSF: สิทธิลดหย่อน SSF ใช้ได้เฉพาะปีภาษี 2563–2567 เท่านั้น ปีภาษี 2568 เป็นต้นไปยังไม่มีการต่ออายุมาตรการ (ข้อมูล ณ มิ.ย. 2569) จึงไม่ใช่ตัวเลือกลดหย่อนของปีนี้ ถ้าวางแผนกองทุนเพื่อลดหย่อน ให้ดูตัวเลือกปัจจุบัน เช่น RMF และ ThaiESG และตรวจเงื่อนไขล่าสุดกับกรมสรรพากรก่อนตัดสินใจ การลงทุนมีความเสี่ยง ผลตอบแทนไม่การันตี และควรปรึกษาที่ปรึกษาการเงินที่มีใบอนุญาต

รายได้เท่าไรถึงต้องจด VAT

นอกจากภาษีเงินได้ ครีเอเตอร์ที่รายได้โตขึ้นต้องดูภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ด้วย หลักเกณฑ์คือ ถ้ามีรายรับจากการขายสินค้า/ให้บริการ (เช่น ค่ารีวิว ค่าจ้างผลิตคอนเทนต์) เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องยื่นจดทะเบียน VAT (แบบ ภ.พ.01) ภายใน 30 วันนับแต่วันที่รายรับเกินเกณฑ์ แล้วเรียกเก็บและนำส่ง VAT ตามรอบ ส่วนรายได้ลักษณะอื่น เช่น ส่วนแบ่งโฆษณาจากแพลตฟอร์มต่างประเทศ มีวิธีพิจารณาเฉพาะ เมื่อรายรับเริ่มเข้าใกล้เกณฑ์ ควรปรึกษานักบัญชีหรือตรวจกับกรมสรรพากร

ยื่นแบบไหน เมื่อไร และถ้ายื่นช้าจะเป็นอย่างไร

ครีเอเตอร์ส่วนใหญ่มีเงินได้หลายประเภท จึงยื่นด้วยแบบ ภ.ง.ด.90 (ส่วน ภ.ง.ด.91 ใช้กับผู้มีเฉพาะเงินเดือน 40(1) อย่างเดียว) กำหนดยื่นปกติคือ 1 ม.ค.–31 มี.ค. ของปีถัดไป ส่วนการยื่นออนไลน์ผ่านระบบ e-Filing มักขยายเวลาให้อีกเล็กน้อย (ปีภาษี 2567 ออนไลน์ถึงราว 8 เม.ย. 2568 — ปีภาษี 2568 ให้ตรวจวันที่ล่าสุดกับกรมสรรพากร) เลขผู้เสียภาษีของบุคคลธรรมดาใช้เลขบัตรประชาชน 13 หลัก และหากมีภาษีคืน กรมสรรพากรจะคืนผ่านพร้อมเพย์ที่ผูกกับเลขบัตรประชาชน

ถ้ายื่นพ้นกำหนด อาจมีค่าปรับอาญาไม่เกิน 2,000 บาท (ตามมาตรา 35 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งขอลดได้) และถ้ามีภาษีที่ต้องชำระ จะมีเงินเพิ่มอีก 1.5% ต่อเดือนของภาษีที่ค้าง (เศษของเดือนนับเป็น 1 เดือน) ดังนั้นแม้คำนวณแล้วไม่มีภาษีต้องจ่าย ก็ควรยื่นให้ทันเพื่อเลี่ยงค่าปรับ

เช็กลิสต์ก่อนยื่น

  • รวมรายได้ทุกช่องทางตลอดทั้งปี (ค่ารีวิว + AdSense + ส่วนแบ่งแพลตฟอร์ม + ขายของ)
  • แยกประเภทเงินได้ 40(2) กับ 40(8) ให้ชัด และเลือกวิธีหักค่าใช้จ่ายที่เหมาะกับงานจริง
  • เก็บใบ 50 ทวิ (หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย) ทุกใบ เพื่อนำมาหักลบ/ขอคืน
  • รวบรวมเอกสารลดหย่อน เช่น หนังสือรับรองเบี้ยประกัน หนังสือรับรองการซื้อกองทุน
  • ตรวจว่ารายรับจากบริการเข้าใกล้ 1.8 ล้านบาท/ปี หรือยัง เพื่อเตรียมเรื่อง VAT
  • ยื่น ภ.ง.ด.90 ผ่าน e-Filing ของกรมสรรพากรในช่วงต้นปีถัดไป ก่อนหมดกำหนด

สรุป

ครีเอเตอร์ ยูทูบเบอร์ และคนรับงานรีวิว มีหน้าที่ยื่นภาษีเหมือนทุกอาชีพ หัวใจคือจัดประเภทเงินได้ให้ถูก (40(2) vs 40(8)) เก็บเอกสารและใบ 50 ทวิให้ครบ และวางแผนลดหย่อนแต่เนิ่น ๆ ตัวเลขทั้งหมดในบทความนี้เป็นตัวอย่าง/ประมาณการของปีภาษี 2568 เพื่อการศึกษา ก่อนยื่นจริงให้ตรวจอัตรา เพดานลดหย่อน และเงื่อนไขล่าสุดกับกรมสรรพากร (rd.go.th) หรือปรึกษานักบัญชี/ที่ปรึกษาภาษีที่มีใบอนุญาต ภาษีไม่ใช่เรื่องน่ากลัวเลยเมื่อเราเข้าใจมัน