เงินเดือนขึ้นรอบนี้น่ายินดี แต่พอเห็นสลิปเดือนแรกที่มีบรรทัด "หักภาษี ณ ที่จ่าย" โผล่มา หลายคนก็เริ่มกังวลว่าตัวเองเข้าเขต "ต้องเสียภาษี" แล้วหรือยัง ความจริงที่ช่วยให้ใจชื้นขึ้นเยอะคือ ระบบภาษีไทยไม่ได้คิดจากเงินเดือนเต็มก้อน แต่คิดจาก "เงินได้สุทธิ" หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนแล้ว คนที่เงินเดือนหลายหมื่นจึงอาจยังไม่มีภาษีต้องจ่ายสักบาท บทความนี้จะพาไล่ทีละขั้นว่ารายได้เท่าไรถึงเริ่มเสียจริง เท่าไรถึงต้องยื่นแบบ พร้อมตารางขั้นบันไดและตัวอย่างคำนวณที่ตัวเลขตรงกับเกณฑ์ของกรมสรรพากร

สรุปไว ก่อนลงรายละเอียด (ปีภาษี 2568 ยื่นต้นปี 2569): คนโสดที่มี "เฉพาะเงินเดือน" และใช้ค่าลดหย่อนพื้นฐาน จะเริ่มมีภาษีต้องจ่ายเมื่อรายได้ทั้งปีเกินราว 319,000 บาท (ประมาณ 26,600 บาท/เดือน) แต่ "หน้าที่ยื่นแบบ" มาถึงก่อนนั้นมาก คือเมื่อรายได้ทั้งปีเกิน 120,000 บาท แม้คำนวณแล้วภาษีเป็นศูนย์ก็ยังต้องยื่น ตัวเลขจุดเริ่มเสียภาษีเป็นการประมาณการ จะขยับตามค่าลดหย่อนที่แต่ละคนมี

ทำไมภาษีถึงไม่ได้คิดจากเงินเดือนทั้งก้อน

หัวใจที่ต้องเข้าใจก่อนคือ เราเสียภาษีจาก "เงินได้สุทธิ" (เงินได้พึงประเมิน หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน) ไม่ใช่จากรายได้ดิบทั้งปี ลำดับการคิดเป็นแบบนี้

เงินได้สุทธิ = รายได้ทั้งปี − ค่าใช้จ่าย − ค่าลดหย่อน จากนั้นจึงนำ "เงินได้สุทธิ" ไปเทียบกับตารางขั้นบันได เพื่อหายอดภาษี

สำหรับมนุษย์เงินเดือน (เงินได้ประเภทเงินเดือน/ค่าจ้าง ตามมาตรา 40(1)(2)) กฎหมายให้หักค่าใช้จ่ายแบบเหมา 50% ของเงินได้ แต่ไม่เกิน 100,000 บาท โดยหักให้อัตโนมัติไม่ต้องมีใบเสร็จ ส่วนค่าลดหย่อนพื้นฐานที่แทบทุกคนได้คือค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท บวกเงินสมทบประกันสังคมตามที่จ่ายจริง ใครมีลดหย่อนเพิ่ม เช่น เบี้ยประกัน กองทุนเพื่อการเกษียณ ดอกเบี้ยบ้าน หรือเลี้ยงดูพ่อแม่ ก็ยิ่งกดเงินได้สุทธิให้ต่ำลง ภาษีก็ยิ่งเบาลง (ข้อมูล ณ ปีภาษี 2568)

องค์ประกอบพื้นฐานที่นำมาหักก่อนคิดภาษี (ปีภาษี 2568)
รายการสิทธิที่ได้หมายเหตุ
ค่าใช้จ่ายเหมา (เงินเดือน 40(1)(2))50% ของเงินได้ สูงสุด 100,000 บาทหักอัตโนมัติ ไม่ต้องมีหลักฐาน
ค่าลดหย่อนส่วนตัว60,000 บาทได้ทุกคน ไม่ว่าโสดหรือสมรส
เงินสมทบประกันสังคม (ม.33)ตามที่จ่ายจริง โดยปกติสูงสุด 9,000 บาท/ปีบางปีรัฐปรับลดอัตราชั่วคราว ทำให้ยอดจริงต่ำกว่านี้ ดูจากใบสรุปของ สปส.
คู่สมรสไม่มีเงินได้60,000 บาทใช้ได้เมื่อคู่สมรสไม่มีเงินได้
บุตรคนละ 30,000 บาทบุตรคนที่ 2 ขึ้นไปที่เกิดตั้งแต่ปี 2561 ได้คนละ 60,000 บาท

ตารางภาษีขั้นบันได ปีภาษี 2568

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของไทยเป็นแบบ "ขั้นบันได" คือยิ่งเงินได้สุทธิสูง อัตราในส่วนที่เกินขั้นยิ่งสูงขึ้น แต่ไม่ใช่ว่าเงินทั้งก้อนถูกคิดอัตราเดียว จุดที่ใจชื้นคือ เงินได้สุทธิ 150,000 บาทแรก ได้รับยกเว้น ไม่เสียภาษีเลย (ข้อมูล ณ ปีภาษี 2568 — โครงสร้าง 8 ขั้น 0–35% นี้ใช้ต่อเนื่องหลายปีและยังเป็นอัตราปัจจุบัน)

อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แบบขั้นบันได (ปีภาษี 2568)
เงินได้สุทธิ (บาท/ปี)อัตราภาษีภาษีสะสมเมื่อเต็มขั้น
0 – 150,000ยกเว้น0
150,001 – 300,0005%7,500
300,001 – 500,00010%27,500
500,001 – 750,00015%65,000
750,001 – 1,000,00020%115,000
1,000,001 – 2,000,00025%365,000
2,000,001 – 5,000,00030%1,265,000
5,000,001 ขึ้นไป35%

ลองดูตัวอย่าง เงินได้สุทธิ 200,000 บาท จะไม่ได้โดน 5% ทั้งก้อน แต่ 150,000 แรกยกเว้น เหลือ 50,000 ที่โดน 5% = ภาษี 2,500 บาทเท่านั้น น้อยกว่าที่หลายคนเข้าใจอยู่มาก

แล้วเงินเดือนเท่าไรถึงเริ่มเสียภาษีจริง ๆ

จัดเอกสารลดหย่อนให้ครบก่อนยื่นภาษี ช่วยให้ใช้สิทธิได้เต็มที่

มาดูตัวอย่างคนโสดที่มีเฉพาะเงินเดือน ใช้ค่าใช้จ่ายเหมา ค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท และเงินสมทบประกันสังคม 9,000 บาท เพื่อหาจุดที่เงินได้สุทธิเริ่มแตะ 150,000 บาท ซึ่งเป็นจุดเริ่มเสียภาษี (ตัวเลขปัดเพื่อให้เห็นภาพ)

เทียบเงินเดือนกับภาระภาษีโดยประมาณ (คนโสด เฉพาะเงินเดือน ปีภาษี 2568)
เงินเดือน/เดือนรายได้ทั้งปีเงินได้สุทธิโดยประมาณภาษีโดยประมาณ
15,000180,000ราว 21,0000 (แต่ต้องยื่น)
20,000240,000ราว 71,0000 (แต่ต้องยื่น)
26,000312,000ราว 143,0000 (เฉียดมาก)
30,000360,000ราว 191,000ราว 2,050
40,000480,000ราว 311,000ราว 8,600
50,000600,000ราว 431,000ราว 20,600
ภาษีโดยประมาณตามระดับเงินเดือน (คนโสด เฉพาะเงินเดือน) (บาท/ปี)
15,000
0
20,000
0
26,000
0
30,000
2,050
40,000
8,600
50,000
20,600

จะเห็นว่าคนโสดที่พึ่งค่าลดหย่อนพื้นฐานล้วน ๆ จะเริ่มมีภาษีต้องจ่ายราวเงินเดือน 26,600 บาทขึ้นไป (รายได้ทั้งปีเกินประมาณ 319,000 บาท) แต่ถ้ามีลดหย่อนเพิ่ม เช่น เบี้ยประกันชีวิต กองทุน RMF หรือ ThaiESG ดอกเบี้ยบ้าน หรือเลี้ยงดูพ่อแม่ จุดเริ่มเสียภาษีจะขยับสูงขึ้นไปอีก เพราะฐานเงินได้สุทธิถูกกดให้ต่ำลง ตัวเลขนี้จึงเป็นเพียงกรอบคร่าว ๆ ไม่ใช่เส้นตายตายตัวของทุกคน

"เสียภาษี" กับ "ต้องยื่นแบบ" เป็นคนละเรื่องกัน

จุดที่หลายคนสับสนคือคิดว่า "ไม่มีภาษีต้องจ่าย = ไม่ต้องยื่น" ซึ่งไม่ถูกต้อง กฎหมายกำหนด "หน้าที่ยื่นแบบ" จากระดับเงินได้พึงประเมิน ไม่ใช่จากยอดภาษีสุดท้าย เกณฑ์ขั้นต่ำตามที่กรมสรรพากรกำหนดเป็นดังนี้

เกณฑ์เงินได้ขั้นต่ำที่ทำให้เกิดหน้าที่ยื่นแบบ (ข้อมูล ณ ปีภาษี 2568)
กรณีต้องยื่นเมื่อเงินได้ทั้งปีเกิน
โสด มีเฉพาะเงินเดือน (40(1))120,000 บาท
โสด มีเงินได้ประเภทอื่นด้วย60,000 บาท
สมรส มีเฉพาะเงินเดือน (รวมกันทั้งคู่)220,000 บาท
สมรส มีเงินได้ประเภทอื่น (รวมกัน)120,000 บาท

ถ้ารายได้ถึงเกณฑ์ยื่นแต่คำนวณแล้วภาษีเป็นศูนย์ ก็ยังต้องยื่นแบบ และถ้านายจ้างหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ การยื่นคือช่องทางที่จะ "ขอคืนภาษี" ที่ถูกหักเกินกลับมาด้วย ไม่ยื่นอาจเสียสิทธิเงินคืน และยังมีโทษกรณียื่นล่าช้า

ยื่นเมื่อไร ยื่นอย่างไร เตรียมอะไรบ้าง

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดายื่นปีละครั้งสำหรับรายได้ของปีที่ผ่านมา รายได้ปีภาษี 2568 ยื่นต้นปี 2569 โดยช่วงยื่นแบบกระดาษคือ 1 มกราคม – 31 มีนาคม 2569 ส่วนการยื่นออนไลน์ผ่านระบบ e-Filing ของกรมสรรพากรมักได้ขยายเวลาออกไปถึงราวต้นเดือนเมษายน (ปีภาษี 2568 ขยายถึงประมาณ 8 เมษายน 2569 — ควรตรวจวันสิ้นสุดล่าสุดกับกรมสรรพากรอีกครั้ง) มนุษย์เงินเดือนที่มีเฉพาะเงินเดือนใช้แบบ ภ.ง.ด.91 ส่วนผู้มีเงินได้หลายประเภทใช้ ภ.ง.ด.90

  • หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) จากนายจ้าง
  • ใบสรุปเงินสมทบประกันสังคมของปีนั้น
  • หลักฐานค่าลดหย่อน เช่น ใบเสร็จเบี้ยประกันชีวิต/สุขภาพ หนังสือรับรองกองทุน RMF/ThaiESG ใบรับรองดอกเบี้ยเงินกู้บ้าน
  • เลขบัตรประชาชนที่ผูกพร้อมเพย์ไว้ เผื่อกรณีได้เงินคืน (โดยทั่วไปคืนภายในประมาณ 3–7 วันทำการเมื่อเอกสารครบและไม่มีข้อสงสัย)

หากยื่นแบบล่าช้าหรือไม่ยื่นทั้งที่มีหน้าที่ต้องยื่น มีโทษปรับทางอาญาไม่เกิน 2,000 บาท และหากมีภาษีค้างชำระ จะถูกคิดเงินเพิ่มอีก 1.5% ต่อเดือน (หรือเศษของเดือน) ของภาษีที่ต้องชำระ ยื่นให้ตรงเวลาจึงสบายใจกว่าและไม่ต้องเสียเงินส่วนเกินโดยไม่จำเป็น (ข้อมูล ณ ปีภาษี 2568)

สรุป

เงินเดือนเท่าไรถึงต้องเสียภาษี ตอบสั้น ๆ คือ คนโสดที่ใช้ลดหย่อนพื้นฐานจะเริ่มมีภาษีราวเงินเดือน 26,600 บาทขึ้นไป (รายได้ทั้งปีเกินประมาณ 319,000 บาท) ส่วน "หน้าที่ยื่น" มาถึงก่อนตั้งแต่รายได้ทั้งปีเกิน 120,000 บาท จำหลักไว้สองข้อ คือ ภาษีคิดจากเงินได้สุทธิไม่ใช่เงินเดือนเต็มก้อน และยิ่งวางแผนลดหย่อนเป็น ภาษีก็ยิ่งเบาลง เริ่มจากรู้ตัวเลขของตัวเองในปีนี้ก่อน แล้วค่อยวางแผนสิทธิลดหย่อนสำหรับปีถัด ๆ ไป

KUMKRONG เป็นสื่อให้ความรู้ทางการเงินและภาษีเพื่อการศึกษา ไม่ใช่นายหน้าหรือที่ปรึกษาภาษีส่วนบุคคล เนื้อหานี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำเฉพาะบุคคล ตัวเลขทั้งหมดเป็นตัวอย่าง/ประมาณการ อัตราและเกณฑ์อาจเปลี่ยนแปลงได้ ควรตรวจสอบอัตรา เงื่อนไข และกำหนดเวลาล่าสุดกับกรมสรรพากร (rd.go.th) หรือผู้ทำบัญชี/ที่ปรึกษาภาษีที่มีคุณวุฒิก่อนยื่นจริงเสมอ