ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ปีที่ผ่านมาเทรดเหรียญแล้วได้กำไรมาบ้าง แล้วเตรียมใจไว้ว่าจะต้องควักจ่ายภาษีก้อนโต — มีข่าวที่เปลี่ยนภาพทั้งหมดที่ควรรู้ก่อนค่ะ ตั้งแต่ปีภาษี 2568 รัฐออกกฎกระทรวงให้ "ยกเว้น" ภาษีเงินได้สำหรับกำไรจากการขายคริปโตที่ทำผ่านเอ็กซ์เชนจ์ในกำกับของ ก.ล.ต. ไปจนถึงสิ้นปี 2572 แปลว่าหลายคนที่เคยกังวลเรื่องภาษีหัก ณ ที่จ่าย 15% อาจจะเบาใจลงได้มาก แต่คำว่า "ยกเว้น" นี้มีขอบเขตของมัน และยังมีบางกรณีที่กำไร/รายได้จากคริปโตต้องนำไปยื่นอยู่ดี บทความนี้จะแยกให้ชัดว่าอะไรได้ยกเว้น อะไรยังต้องยื่น และเกณฑ์เดิมที่หลายเว็บยังเขียนอยู่ ตอนนี้ใช้กับกรณีไหนบ้าง
KUMKRONG เป็นสื่อให้ความรู้ทางการเงิน-ภาษี ไม่ใช่ที่ปรึกษาภาษีหรือสำนักงานบัญชี บทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำเฉพาะบุคคล ตัวเลขที่ยกมาเป็นตัวอย่างประกอบความเข้าใจ กฎหมายภาษีคริปโตเปลี่ยนแปลงได้และมีรายละเอียดเงื่อนไข ก่อนยื่นจริงควรตรวจประกาศล่าสุดที่กรมสรรพากร (rd.go.th) หรือปรึกษานักบัญชี/ที่ปรึกษาภาษีที่มีใบอนุญาต
เรื่องใหญ่ปี 2568: กฎกระทรวงยกเว้นภาษีกำไรคริปโต 5 ปี
หัวใจของเรื่องนี้คือกฎกระทรวงฉบับที่ 399 (พ.ศ. 2568) ที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ให้ "ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา" สำหรับกำไรส่วนทุน (capital gain) จากการขายหรือโอนคริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัล ที่ทำผ่านผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับของสำนักงาน ก.ล.ต. โดยมีผลกับกำไรที่เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2568 ถึง 31 ธันวาคม 2572 รวมเป็นเวลา 5 ปี (ข้อมูล ณ ปีภาษี 2568)
พูดให้เห็นภาพง่ายๆ คือ ถ้าคุณซื้อขายเหรียญผ่านเอ็กซ์เชนจ์ (Exchange) นายหน้า (Broker) หรือผู้ค้าสินทรัพย์ดิจิทัล (Dealer) ที่มีใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. ในประเทศไทย แล้วได้กำไรจากส่วนต่างราคา — กำไรก้อนนั้นในช่วงปี 2568–2572 ไม่ต้องนำมารวมคำนวณภาษีเงินได้ และไม่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% เหมือนเกณฑ์เดิม นี่คือความเปลี่ยนแปลงที่ทำให้บทความภาษีคริปโตเก่าๆ ที่บอกว่า "กำไรเทรดต้องเสียภาษีทุกบาท" ใช้ไม่ได้กับกรณีนี้แล้ว
เงื่อนไขสำคัญที่พลาดไม่ได้: การยกเว้นนี้ใช้เฉพาะธุรกรรมที่ทำผ่านผู้ประกอบการ "ในกำกับ ก.ล.ต. ของไทย" เท่านั้น ถ้าเทรดบนแพลตฟอร์มต่างประเทศที่ไม่ได้รับใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. หรือซื้อขายกันเองนอกระบบ (P2P) กำไรนั้นไม่เข้าข่ายยกเว้น และยังต้องพิจารณาตามเกณฑ์เดิม ก่อนยึดถือสิทธิ์ ควรตรวจรายชื่อผู้ได้รับใบอนุญาตที่เว็บไซต์ ก.ล.ต. (sec.or.th) และตรวจประกาศล่าสุดของกรมสรรพากรเสมอ
แล้วกรณีไหนที่ "ยังต้องยื่น" อยู่
การยกเว้นข้างต้นพูดถึง "กำไรส่วนทุนจากการขาย/โอน" บนแพลตฟอร์มในกำกับเป็นหลัก แต่โลกคริปโตมีรายได้หลายแบบที่ไม่ใช่กำไรส่วนต่างราคาแบบตรงๆ ตรงนี้ต้องระวัง เพราะรายได้บางประเภทยังถือเป็นเงินได้ที่ต้องนำมายื่น ลองดูภาพรวมว่าอะไรน่าจะเข้าข่ายยกเว้น และอะไรที่ควรเตรียมยื่น (ทั้งนี้รายละเอียดบางจุดยังต้องรอแนวปฏิบัติชัดเจนจากกรมสรรพากร)
| กรณี | สถานะ (อิงกฎกระทรวงฉบับที่ 399 + เกณฑ์เดิม) |
|---|---|
| ขายเหรียญได้กำไร ผ่านเอ็กซ์เชนจ์/โบรกเกอร์/ดีลเลอร์ ในกำกับ ก.ล.ต. (ปี 2568–2572) | เข้าข่ายยกเว้นภาษีเงินได้ (capital gain) |
| ขายเหรียญได้กำไร บนแพลตฟอร์มต่างประเทศ/นอกกำกับ ก.ล.ต. | ไม่เข้าข่ายยกเว้น — พิจารณาตามเกณฑ์เดิม (เงินได้ 40(4)) |
| ผลตอบแทนจาก staking / lending / ดอกผลถือเหรียญ | เป็นเงินได้ที่ต้องพิจารณายื่น (ลักษณะดอกผล ไม่ใช่กำไรส่วนต่างราคา) |
| เหรียญที่ได้จาก airdrop / แจกฟรี / รางวัล | เป็นเงินได้ ต้องประเมินมูลค่า ณ วันที่ได้รับและพิจารณายื่น |
| รับคริปโตเป็นค่าจ้าง/ค่าตอบแทนการทำงาน | เป็นเงินได้จากการจ้าง/วิชาชีพ ต้องยื่นตามประเภทเงินได้นั้น |
จุดที่คนสับสนบ่อย: "กำไรจากการขายเหรียญ" กับ "ดอกผลจากการถือเหรียญ" เป็นคนละเรื่องกัน การยกเว้นเน้นที่กำไรส่วนทุนจากการขาย/โอนบนแพลตฟอร์มในกำกับ ส่วนรายได้แบบดอกผล (staking, lending) และเหรียญที่ได้มาฟรี (airdrop) ยังมีลักษณะเป็นเงินได้ที่ควรเตรียมยื่น แนวปฏิบัติรายละเอียดอาจอัปเดตได้ ตรวจกับกรมสรรพากรก่อนยื่นนะคะ
เกณฑ์ "เดิม" ที่ยังต้องรู้ไว้ (40(4) และหัก ณ ที่จ่าย 15%)

ก่อนมีการยกเว้น กำไรจากการขาย/โอนคริปโตถูกจัดเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(4) (กลุ่มเดียวกับดอกเบี้ย-เงินปันผล) และมีหลักการหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 15% ของกำไร เกณฑ์เดิมนี้ยังเป็น "ฐาน" ที่ใช้กับกรณีที่ไม่เข้าข่ายยกเว้น เช่น ธุรกรรมนอกแพลตฟอร์มในกำกับ ก.ล.ต. หรือกำไรที่เกิดนอกช่วงปี 2568–2572 ดังนั้นการเข้าใจเกณฑ์เดิมยังจำเป็น เผื่อกรณีของเราไม่เข้าเงื่อนไขยกเว้น (ข้อมูล ณ ปีภาษี 2568)
15% ที่อาจถูกหัก ณ ที่จ่ายในกรณีที่ยังเข้าเกณฑ์เดิม ไม่ใช่ภาษีก้อนสุดท้าย แต่เป็นเหมือน "เงินจ่ายล่วงหน้า" ที่นำไปเครดิต (หักลบ) ตอนยื่นภาษีประจำปีได้ ถ้าคำนวณจริงแล้วจ่ายเกินก็ขอคืนได้ จ่ายขาดก็จ่ายเพิ่ม — ต่างจากการยกเว้นที่ไม่ต้องนำกำไรมาคำนวณตั้งแต่ต้น
ถ้าเข้าเกณฑ์เดิม คิดต้นทุนยังไง — วิธีที่กรมสรรพากรยอมรับ
สำหรับกรณีที่ยังต้องคำนวณกำไรเพื่อยื่น หลักคือ "กำไร = ราคาขาย − ต้นทุน" แต่เมื่อทยอยซื้อเหรียญหลายไม้ในราคาต่างกัน คู่มือของกรมสรรพากรเปิดให้เลือกวิธีคิดต้นทุนได้ 2 วิธี คือ FIFO (เข้าก่อนออกก่อน) หรือต้นทุนถัวเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Average Cost) โดยเมื่อเลือกวิธีใดแล้ว ต้องใช้วิธีนั้นตลอดทั้งปีภาษี ห้ามสลับไปมา
| วิธีคิดต้นทุน | หลักการ | เหมาะกับใคร |
|---|---|---|
| FIFO (เข้าก่อนออกก่อน) | ถือว่าขายเหรียญที่ซื้อมาก่อนออกไปก่อน | คนที่เทรดไม่บ่อย จดบันทึกง่าย เห็นภาพชัด |
| ถัวเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Average) | เฉลี่ยต้นทุนใหม่ทุกครั้งที่ซื้อเพิ่ม | คนเทรดถี่ ซื้อหลายไม้ คิดสะดวกกว่าด้วยโปรแกรม |
อีกจุดที่ช่วยได้คือ ในปีภาษีเดียวกัน สามารถนำผลขาดทุนมาหักกลบกับกำไรได้ เฉพาะกรณีที่ทำธุรกรรมผ่านเอ็กซ์เชนจ์ในกำกับของ ก.ล.ต. (ตามแนวผ่อนปรนของกรมสรรพากร) เช่น ขายเหรียญ A กำไร 10,000 บาท แต่ขายเหรียญ B ขาดทุน 4,000 บาท ในปีเดียวกัน กำไรสุทธิที่ใช้คำนวณจะเหลือ 6,000 บาท ทั้งนี้เมื่อกำไรส่วนทุนบนแพลตฟอร์มในกำกับเข้าเกณฑ์ยกเว้นในช่วงปี 2568–2572 อยู่แล้ว ประเด็นหักกลบจะสำคัญกับกรณีที่ยังต้องคำนวณ (เช่น รายได้บางประเภทหรือธุรกรรมนอกขอบยกเว้น)
ถ้าต้องนำไปรวมยื่น กำไรจะถูกคิดภาษีขั้นไหน
กรณีที่รายได้จากคริปโต (เช่น staking/airdrop หรือกำไรนอกขอบยกเว้น) ต้องนำมายื่น มันจะถูกนำไปรวมกับเงินได้อื่นของทั้งปี หักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนจนได้ "เงินได้สุทธิ" แล้วคิดตามอัตราภาษีขั้นบันได 0–35% ตารางด้านล่างคืออัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ปีภาษี 2568 เพื่อให้เห็นว่ารายได้ที่เพิ่มเข้ามาจะตกอยู่ในขั้นไหน
| เงินได้ทั้งปี (ก่อนหักค่าใช้จ่าย) (บาท) | อัตราภาษี |
|---|---|
| 0 – 150,000 | ยกเว้น |
| 150,001 – 300,000 | 5% |
| 300,001 – 500,000 | 10% |
| 500,001 – 750,000 | 15% |
| 750,001 – 1,000,000 | 20% |
| 1,000,001 – 2,000,000 | 25% |
| 2,000,001 – 5,000,000 | 30% |
| เกิน 5,000,000 | 35% |
ข้อมูล ณ ปีภาษี 2568 (อัตราขั้นบันได 8 ขั้น ตามกรมสรรพากร) อย่าลืมว่าค่าลดหย่อนต่างๆ เช่น ลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท หรือกองทุนเพื่อการเกษียณ ช่วยกดเงินได้สุทธิให้ต่ำลง ทำให้ภาษีโดยรวมน้อยลงได้
ยื่นแบบไหน เมื่อไหร่ และเก็บหลักฐานอะไรบ้าง
หากมีรายได้จากคริปโตที่ต้องยื่น โดยทั่วไปจะรวมในแบบ ภ.ง.ด.90 (สำหรับผู้มีเงินได้หลายประเภท ไม่ใช่เฉพาะเงินเดือน) ช่วงยื่นปกติของปีภาษี 2568 คือยื่นแบบกระดาษ 1 ม.ค. – 31 มี.ค. 2569 ส่วนยื่นออนไลน์ผ่าน e-Filing จะขยายเวลาออกไปอีกเล็กน้อย (ราวต้นเดือน เม.ย. 2569 — ตรวจวันที่แน่นอนกับปฏิทินภาษีของกรมสรรพากร) แม้กำไรบนแพลตฟอร์มในกำกับจะเข้าข่ายยกเว้น การเก็บหลักฐานให้ครบก็ยังสำคัญ เผื่อต้องชี้แจงที่มาของเงินหรือพิสูจน์ว่าธุรกรรมอยู่ในขอบยกเว้น
- รายงานสรุปธุรกรรมและกำไร-ขาดทุนทั้งปีจากเอ็กซ์เชนจ์ (tax report) พร้อมระบุว่าเป็นแพลตฟอร์มในกำกับ ก.ล.ต.
- หลักฐานการหักภาษี ณ ที่จ่าย (ถ้ามี) สำหรับกรณีที่ยังเข้าเกณฑ์เดิม เพื่อนำไปเครดิต
- บันทึกต้นทุนการซื้อแต่ละครั้ง (วันที่ ราคา จำนวนเหรียญ) และวิธีคิดต้นทุนที่เลือกใช้ทั้งปี
- หลักฐานการรับเหรียญจาก staking / airdrop พร้อมมูลค่า ณ วันที่ได้รับ (ส่วนนี้มักยังต้องยื่น)
- สลิปการโอนเข้า-ออกระหว่างกระเป๋า/แพลตฟอร์ม เผื่อตรวจสอบย้อนหลัง
อย่าสับสนระหว่าง "ยกเว้นภาษีเงินได้จากกำไร" กับเรื่อง VAT: การยกเว้น VAT สำหรับการโอนคริปโตบนแพลตฟอร์มในกำกับเป็นคนละมาตรการกัน และเงื่อนไข/ช่วงเวลาของแต่ละเรื่องอาจต่างกัน อีกทั้งสิทธิ์ยกเว้นภาษีกำไรมีกรอบเวลาถึง 31 ธ.ค. 2572 เท่านั้น เงื่อนไขปรับเปลี่ยนได้ ตรวจประกาศล่าสุดกับกรมสรรพากรทุกครั้งก่อนยื่น
สรุปสั้นๆ ก่อนไปจัดการภาษี
ภาพใหญ่ปี 2568–2572 คือ กำไรจากการขาย/โอนคริปโตที่ทำผ่านเอ็กซ์เชนจ์/โบรกเกอร์/ดีลเลอร์ในกำกับ ก.ล.ต. ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ (ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 399 พ.ศ. 2568) — เป็นข่าวดีที่ลดภาระไปมาก แต่ "ไม่ใช่ทุกอย่างได้ยกเว้น": ธุรกรรมนอกแพลตฟอร์มในกำกับ รายได้แบบ staking/lending และเหรียญจาก airdrop ยังมีลักษณะเป็นเงินได้ที่ควรเตรียมยื่น โดยใช้เกณฑ์เดิม (40(4) และหลักหัก ณ ที่จ่าย 15% สำหรับกรณีที่เข้าข่าย) เลือกวิธีคิดต้นทุน FIFO หรือถัวเฉลี่ยให้คงที่ทั้งปี เก็บหลักฐานให้ครบ และเช็กว่าแพลตฟอร์มที่ใช้อยู่ในกำกับ ก.ล.ต. จริง เท่านี้ก็จัดการภาษีคริปโตได้อย่างสบายใจและถูกต้อง








