ทุกต้นปีจะมีช่วงเวลาหนึ่งที่หลายคนเปิดสลิปเงินเดือนทั้งปีออกมาดู แล้วพบว่าตัวเองถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไปไม่น้อย พร้อมกับความรู้สึกค้างคาว่า 'เราใช้สิทธิลดหย่อนครบหรือยัง' บทความนี้ตั้งใจทำให้คุณตอบคำถามนั้นได้ด้วยตัวเอง โดยไล่สิทธิลดหย่อนทีละกลุ่ม จากสิทธิที่ได้มาฟรี ไปจนถึงสิทธิที่ต้องใช้เงินซื้อและต้องชั่งน้ำหนักให้ดี

KUMKRONG เป็นสื่อให้ความรู้ ไม่ใช่นายหน้าหรือที่ปรึกษาภาษี/การลงทุน เราไม่ได้แนะนำให้คุณซื้อกองทุนหรือประกันตัวใดตัวหนึ่ง เนื้อหาเป็นการศึกษาทั่วไป ตัวเลขเป็นประมาณการ ควรตรวจสิทธิและเงื่อนไขล่าสุดของปีภาษีคุณกับกรมสรรพากร (rd.go.th) และปรึกษาผู้ที่มีใบอนุญาตก่อนตัดสินใจเรื่องการลงทุน เพราะการลงทุนมีความเสี่ยง ผลตอบแทนไม่การันตี

เข้าใจคำว่า 'ลดหย่อน' ใน 30 วินาที

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาคิดแบบขั้นบันได ยิ่งเงินได้สุทธิสูง อัตราภาษีของส่วนที่เพิ่มขึ้นก็ยิ่งสูง การลดหย่อนคือการนำสิทธิต่าง ๆ มาหักออกจากเงินได้ก่อนคำนวณ ทำให้ 'เงินได้สุทธิ' ซึ่งเป็นฐานที่ใช้คูณอัตราภาษีลดลง ฐานลดลงภาษีก็ลดลง และถ้าตลอดปีถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้เกินกว่าที่ต้องเสียจริง ส่วนต่างนั้นก็จะได้คืน

เงินภาษีที่ประหยัดได้ ไม่เท่ากับเงินที่คุณจ่ายซื้อกองทุนหรือประกัน แต่เท่ากับ 'ยอดลดหย่อน x อัตราภาษีของขั้นบนสุดที่คุณเสียอยู่' เช่น ถ้าเงินได้สุทธิส่วนบนสุดของคุณอยู่ขั้น 10% การลดหย่อนเพิ่ม 50,000 บาท จะประหยัดภาษีราว 5,000 บาท

เงินได้ทั้งปี (ก่อนหักค่าใช้จ่าย) (บาท)อัตราภาษีของขั้นนั้น
0 – 150,000ยกเว้น
150,001 – 300,0005%
300,001 – 500,00010%
500,001 – 750,00015%
750,001 – 1,000,00020%
1,000,001 – 2,000,00025%
2,000,001 – 5,000,00030%
5,000,001 ขึ้นไป35%

อัตราในตารางนี้ใช้มาตั้งแต่ปีภาษี 2560 ต่อเนื่องถึงปัจจุบัน (ข้อมูล ณ มิ.ย. 2569 อ้างอิงกรมสรรพากร) ลองหาช่องที่เงินได้สุทธิของคุณตกอยู่ให้เจอก่อน เพราะมันคือ 'ตัวคูณ' ที่บอกว่าการลดหย่อนแต่ละบาทช่วยคุณได้จริงแค่ไหน

กลุ่มที่ 1 สิทธิที่ได้โดยไม่ต้องจ่ายเงินซื้อ

กลุ่มแรกคือสิทธิที่ติดตัวคุณมาตามสถานะครอบครัว แค่กรอกให้ครบก็ได้เลย ไม่ต้องเสียเงินซื้ออะไรเพิ่ม จุดที่มนุษย์เงินเดือนพลาดบ่อยคือลืมกรอกค่าลดหย่อนคู่สมรสและบิดามารดา ทั้งที่มีสิทธิอยู่แล้ว ตัวเลขด้านล่างเป็นเพดานสำหรับปีภาษี 2567 (ตามเอกสารกรมสรรพากร อัปเดต 28 ม.ค. 2568) ซึ่งกลุ่มสิทธิถาวรเหล่านี้ยังใช้ต่อเนื่องในปี 2568

รายการสิทธิ (ปีภาษี 2567)เงื่อนไขโดยย่อ
หักค่าใช้จ่ายเงินเดือน (ม.40(1)/(2))50% ของเงินได้ สูงสุด 100,000หักให้อัตโนมัติเมื่อยื่น
ลดหย่อนส่วนตัว60,000ผู้มีเงินได้ทุกคน
คู่สมรส (ไม่มีเงินได้)60,000จดทะเบียนสมรสถูกต้อง
บุตรชอบด้วยกฎหมาย/บุตรบุญธรรม30,000/คนบุตรคนที่ 2 ขึ้นไปที่เกิดตั้งแต่ปี 2561 หักได้ 60,000/คน
อุปการะบิดามารดา30,000/คนอายุ 60 ปีขึ้นไป และมีเงินได้ในปีนั้นไม่เกิน 30,000
เบี้ยประกันสุขภาพบิดามารดาตามจ่ายจริง สูงสุด 15,000บิดามารดามีเงินได้ในปีนั้นไม่เกิน 30,000 (สิทธินี้ไม่มีเงื่อนไขอายุ 60)

ค่าอุปการะบิดามารดาใช้ได้ทั้งของคุณและของคู่สมรส รวมได้สูงสุด 4 คน (คนละ 30,000) แต่ละคนใช้สิทธิได้เพียงผู้มีเงินได้คนเดียวเท่านั้น ถ้ามีพี่น้องหลายคนควรตกลงกันก่อนว่าใครจะเป็นคนใช้สิทธิพ่อแม่แต่ละท่าน เพื่อไม่ให้ซ้ำซ้อน

กลุ่มที่ 2 ประกันและการออมเพื่อเกษียณ จ่ายเงินแต่ได้ของกลับมา

จัดเอกสารลดหย่อนให้ครบก่อนยื่นภาษี ช่วยให้ใช้สิทธิได้เต็มที่

กลุ่มนี้คือการจ่ายเงินแล้วได้บางอย่างกลับมา ไม่ว่าจะเป็นความคุ้มครองชีวิต/สุขภาพ หรือเงินที่สะสมไว้ในกองทุนเกษียณ แต่ละแบบมีเพดานและเงื่อนไขการถือครองต่างกัน และที่สำคัญคือหลายตัวต้องนับรวมกันภายใต้ 'เพดานกลุ่มเกษียณ' ก้อนเดียว จึงต้องวางแผนให้พอดี

รายการเพดาน (ปีภาษี 2567)ข้อสังเกตสำคัญ
เบี้ยประกันชีวิตทั่วไปตามจ่ายจริง สูงสุด 100,000กรมธรรม์ต้องคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป
เบี้ยประกันสุขภาพตนเองตามจ่ายจริง สูงสุด 25,000เมื่อรวมกับประกันชีวิตทั่วไปต้องไม่เกิน 100,000
เบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญไม่เกิน 15% ของเงินได้ และไม่เกิน 200,000นับรวมในเพดานกลุ่มเกษียณ 500,000
RMFไม่เกิน 30% ของเงินได้ และไม่เกิน 500,000ถือ ≥5 ปีนับจากซื้อครั้งแรก และไถ่ถอนเมื่ออายุ 55 ปีขึ้นไป
ThaiESGไม่เกิน 30% ของเงินได้ และไม่เกิน 300,000ถือต่อเนื่อง ≥5 ปีนับจากวันซื้อ (เกณฑ์ปรับใหม่ปี 2567)
กบข. / กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD)ตามเงื่อนไข นับรวมในเพดานเกษียณ 500,000มักหักจากเงินเดือนอยู่แล้ว ดูยอดในหนังสือรับรอง

เรื่อง SSF ที่หลายคนเข้าใจผิด: สิทธิลดหย่อน SSF มีเฉพาะปีภาษี 2563–2567 เท่านั้น สำหรับปีภาษี 2568 เป็นต้นไป 'ซื้อ SSF ใหม่ไม่ได้สิทธิลดหย่อนแล้ว' เพราะมาตรการยังไม่ต่ออายุ (ข้อมูล ณ มิ.ย. 2569) ส่วนหน่วยที่ซื้อไว้ช่วงปี 2563–2567 ยังต้องถือให้ครบ 10 ปีนับจากวันซื้อจึงจะขายได้โดยไม่เสียสิทธิ ก่อนซื้อกองที่หวังลดหย่อนในปี 2568 จึงควรเช็กรายการสิทธิปีล่าสุดเสมอ

เพดานรวมกลุ่มเกษียณ: RMF + ประกันชีวิตแบบบำนาญ + กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ + กบข. + กอช. + SSF (เฉพาะปีที่ยังมีสิทธิ) เมื่อรวมกันต้องไม่เกิน 500,000 บาท ส่วนที่ซื้อเกินจะไม่ได้สิทธิเพิ่ม และยังถูกล็อกเงินตามเงื่อนไขกองทุนอีกด้วย

กลุ่มที่ 3 บ้าน บริจาค และมาตรการรัฐที่เปลี่ยนทุกปี

กลุ่มนี้ปนกันระหว่างสิทธิถาวร (เช่น ดอกเบี้ยบ้าน เงินบริจาค) กับมาตรการชั่วคราวที่รัฐออกเป็นช่วง ๆ (เช่น โครงการกระตุ้นการใช้จ่ายอย่าง Easy E-Receipt หรือเที่ยวเมืองรอง) มาตรการชั่วคราวมักผูกกับช่วงเวลาและเงื่อนไขเฉพาะปี จึงต้องเช็กของปีภาษีนั้น ๆ ก่อนเสมอ อย่ายกของปีก่อนมาใช้กับปีนี้

  • ดอกเบี้ยกู้ซื้อ/สร้าง/เช่าซื้อที่อยู่อาศัย: ลดหย่อนตามจ่ายจริง สูงสุด 100,000 บาท
  • เงินสมทบประกันสังคม (ม.33): ลดหย่อนตามจ่ายจริง สูงสุด 9,000 บาท/ปี (อ้างอิงสำนักงานประกันสังคม ปีภาษี 2567/2568 ข้อมูล ณ มิ.ย. 2569; ปีที่มีมาตรการลดเงินสมทบ ยอดจริงอาจน้อยกว่านี้ ใช้ตัวเลขในหนังสือรับรองที่ได้รับ)
  • เงินบริจาคทั่วไป: ตามจ่ายจริง ไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอื่น
  • บริจาคเพื่อการศึกษา/กีฬา/โรงพยาบาลรัฐ ผ่านระบบ e-Donation: หักได้ 2 เท่าของที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน
  • มาตรการรัฐชั่วคราว (เช่น Easy E-Receipt): ต้องเก็บ e-Tax invoice/e-Receipt ให้ครบ และซื้อภายในช่วงเวลาที่ประกาศกำหนดเท่านั้น

มาตรการรัฐมักมีกรอบเวลาจำกัดและต้องใช้ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ ถ้าร้านออกใบให้แบบกระดาษหรือออกไม่ได้ จะใช้สิทธินั้นไม่ได้ ก่อนรูดซื้อเพื่อหวังลดหย่อน ควรถามร้านให้แน่ใจว่าออก e-Tax invoice ได้

เห็นภาพชัด: ลดหย่อนเท่ากัน แต่คนละขั้นภาษี ประหยัดไม่เท่ากัน

สมมติทุกคนลดหย่อนเพิ่มได้ 100,000 บาทเท่ากัน เงินภาษีที่ประหยัดได้จะต่างกันตามอัตราของขั้นบนสุดที่แต่ละคนเสียอยู่ (กราฟนี้คิดแบบประมาณการเมื่อยอด 100,000 ตกอยู่ในขั้นเดียว เพื่อให้เห็นหลักการ)

ภาษีที่ประหยัดได้จากการลดหย่อน 100,000 บาท ตามอัตราขั้นบนสุด (บาท)
ขั้น 5%
5,000
ขั้น 10%
10,000
ขั้น 15%
15,000
ขั้น 20%
20,000
ขั้น 25%
25,000
ขั้น 30%
30,000

จะเห็นว่าคนที่อยู่ขั้นภาษีสูงได้ประโยชน์จากการลดหย่อนมากกว่า ดังนั้นถ้าขั้นบนสุดของคุณยังต่ำ (เช่น 5%) การทุ่มซื้อกองทุนก้อนใหญ่เพื่อหวังลดภาษีอย่างเดียว อาจไม่คุ้มเท่าการเอาเงินนั้นไปใช้กับเป้าหมายอื่น ลองคำนวณก่อนตัดสินใจเสมอ และจำไว้ว่าการลดหย่อนเป็นผลพลอยได้ ไม่ใช่เหตุผลเดียวในการออม

ตัวอย่างคำนวณ: กรอกสิทธิครบ vs ไม่ครบ

สมมติคุณนิดมีเงินเดือน 40,000 บาท (เงินได้ทั้งปี 480,000 บาท ประเภท ม.40(1)) ลองเทียบสองกรณีว่าแค่กรอกสิทธิที่มีอยู่ให้ครบ ช่วยได้แค่ไหน ตัวเลขเป็นประมาณการเพื่อการศึกษา ใช้เพดานปีภาษี 2567

รายการไม่กรอกสิทธิเพิ่ม (บาท)กรอกสิทธิครบ (บาท)
เงินได้ทั้งปี480,000480,000
หักค่าใช้จ่าย (50% สูงสุด 100,000) + ลดหย่อนส่วนตัว 60,000160,000160,000
เงินสมทบประกันสังคมไม่กรอก9,000
อุปการะบิดามารดา 30,000 + ประกันสุขภาพพ่อแม่ 15,000ไม่กรอก45,000
ออมเพื่อเกษียณ (เช่น RMF/PVD)ไม่กรอก50,000
เงินได้สุทธิ320,000216,000
ภาษีที่ต้องเสียโดยประมาณ9,5003,300

ที่มาของตัวเลขภาษี: กรณีเงินได้สุทธิ 320,000 = ยกเว้น 150,000 + (150,000 x 5% = 7,500) + (20,000 x 10% = 2,000) รวม 9,500 บาท ส่วนกรณี 216,000 = ยกเว้น 150,000 + (66,000 x 5% = 3,300) รวม 3,300 บาท ต่างกันราว 6,200 บาท ซึ่งในนี้ส่วนหนึ่ง (เช่น 50,000 ที่ออมเพื่อเกษียณ) ไม่ได้หายไปไหน แต่กลายเป็นเงินเก็บของคุณนิดเอง

บทเรียนจากตัวอย่าง: สิทธิ 'ฟรี' อย่างประกันสังคม บิดามารดา และประกันสุขภาพพ่อแม่ ช่วยลดภาษีได้โดยไม่ต้องเสียเงินเพิ่มเลย ควรกรอกให้ครบก่อนเป็นอันดับแรก แล้วค่อยพิจารณาว่าจะออมเพื่อเกษียณเพิ่มอีกหรือไม่

เช็กลิสต์ก่อนยื่น ภ.ง.ด.90/91

  • กรอกลดหย่อนส่วนตัว คู่สมรส บุตร และบิดามารดา ให้ครบทุกคนที่มีสิทธิ
  • รวมยอดเงินสมทบประกันสังคมทั้งปีจากหนังสือรับรอง (ม.33 สูงสุด 9,000)
  • ตรวจประกันชีวิตทั่วไป + ประกันสุขภาพตนเอง ให้รวมกันไม่เกิน 100,000
  • เช็กกลุ่มเกษียณ (RMF/ประกันบำนาญ/PVD/กบข.) ให้รวมกันไม่เกิน 500,000 และอย่าลืมว่า SSF ใหม่ไม่มีสิทธิตั้งแต่ปีภาษี 2568
  • เก็บ e-Tax invoice/e-Receipt จากมาตรการรัฐให้ครบทุกใบ
  • รวมดอกเบี้ยบ้าน (สูงสุด 100,000) และใบเสร็จเงินบริจาค
  • คำนวณขั้นภาษีของตัวเอง เพื่อดูว่าการลดหย่อนเพิ่มยังคุ้มหรือไม่
  • เลือกแบบให้ถูก: ภ.ง.ด.91 สำหรับผู้มีเงินเดือน/ค่าจ้างอย่างเดียว, ภ.ง.ด.90 สำหรับผู้มีเงินได้ประเภทอื่นหรือหลายประเภท
  • ยื่นภายในกำหนด 1 ม.ค.–31 มี.ค. ของปีถัดไป (ยื่นออนไลน์มักขยายให้อีกราว 8 วัน) ยื่นช้ามีโทษปรับอาญาไม่เกิน 2,000 บาท ตามมาตรา 35 และเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือนของภาษีที่ต้องชำระ

อย่าซื้อกองทุนหรือประกันเกินเพดานเพียงเพื่ออยากลดภาษี เพราะส่วนที่เกินจะไม่ได้สิทธิและเงินอาจถูกล็อกยาวโดยไม่จำเป็น และหากเป็นการลงทุน (เช่น RMF/ThaiESG) ก็มีความเสี่ยงด้านราคา ผลตอบแทนไม่การันตี ลดหย่อนคือผลพลอยได้ ไม่ใช่เป้าหมายหลักของการออม

สรุปและก้าวต่อไป

หัวใจของการได้คืนเต็มที่มีสามข้อ: หนึ่ง กรอกสิทธิที่ได้มาฟรีให้ครบทุกคนในครอบครัว สอง เลือกกลุ่มประกันและกองทุนให้พอดีกับเป้าหมายชีวิตและไม่เกินเพดาน สาม รู้ขั้นภาษีของตัวเองเพื่อชั่งน้ำหนักว่าควรลดหย่อนเพิ่มอีกหรือไม่ เริ่มไล่เช็กตั้งแต่ต้นปีย่อมสบายกว่ามาเร่งช่วงโค้งสุดท้าย และอย่าลืมตรวจรายการสิทธิล่าสุดของปีภาษีคุณกับกรมสรรพากร (rd.go.th) ก่อนยื่นทุกครั้ง เพราะเงื่อนไขบางอย่างเปลี่ยนได้ทุกปี