งานฟรีแลนซ์หนึ่งปีของแม่บ้านนักวางแผนคนหนึ่งอาจมีหน้าตาแบบนี้ค่ะ — เดือนนี้รับเขียนคอนเทนต์ เดือนหน้าออกแบบโลโก้ ระหว่างนั้นก็แอบขายขนมโฮมเมดในไลน์กลุ่มหมู่บ้าน พอถึงต้นปีที่ต้องยื่นภาษี คำถามแรกที่ทำให้กุมขมับคือคำว่า "หักค่าใช้จ่ายแบบเหมา" กับ "หักตามจริง" ซึ่งฟังดูเหมือนภาษาที่เขียนไว้ให้คนทั่วไปอ่านไม่รู้เรื่อง บทความนี้คุ้มครองจะค่อย ๆ แกะให้ทีละชั้น ว่ารายได้ของเราจัดเป็นเงินได้ประเภทไหน หักค่าใช้จ่ายได้เท่าไร และแบบไหนเหลือเงินในกระเป๋ามากกว่ากัน โดยอ้างอิงหลักเกณฑ์จากกรมสรรพากรเป็นหลัก

อ่านจบบทความนี้จะเข้าใจ: (1) รายได้ฟรีแลนซ์ของเราเป็นเงินได้ "ประเภทไหน" ตามมาตรา 40 (2) ความต่างของหักเหมา vs หักตามจริง และใครเลือกได้บ้าง (3) วิธีคิดคร่าว ๆ ว่าแบบไหนคุ้มกว่า (4) เรื่องภาษีหัก ณ ที่จ่าย กับการยื่นครึ่งปี · ตัวเลขในตัวอย่างทั้งหมดเป็นการสมมติเพื่อให้เห็นภาพ ไม่ใช่ยอดจริงของใคร

ขั้นที่ 1: รายได้ฟรีแลนซ์ของเรา เป็น "เงินได้ประเภทไหน"

หัวใจของเรื่องนี้คือ กรมสรรพากรแบ่งเงินได้พึงประเมินออกเป็น 8 ประเภทตามมาตรา 40 และแต่ละประเภทหักค่าใช้จ่ายได้ "ไม่เท่ากัน" ฟรีแลนซ์ส่วนใหญ่จะตกอยู่ใน 3 กลุ่มหลัก คือ 40(2) รับจ้างทำงานให้, 40(6) วิชาชีพอิสระ และ 40(8) ธุรกิจ/การค้า จุดที่ต้องดูให้ออกตั้งแต่ต้นคือเราอยู่กลุ่มไหน เพราะเพดานค่าใช้จ่ายต่างกันมาก และบางกลุ่มไม่มีสิทธิ์เลือกวิธีหักด้วยซ้ำ

ประเภทเงินได้ฟรีแลนซ์ที่พบบ่อย (ข้อมูล ณ ปีภาษี 2568)
ประเภท (มาตรา 40)ตัวอย่างงานฟรีแลนซ์หักค่าใช้จ่าย
40(2) รับจ้างทำงานให้รับจ้างเขียน รับจ้างออกแบบ รับรีวิว รับงานเป็นชิ้น ๆ ที่ใช้แรง/ฝีมือเป็นหลัก ไม่มีลูกจ้าง-อุปกรณ์ของตัวเองมากหักเหมา 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาท (วิธีเดียว หักตามจริงไม่ได้)
40(6) วิชาชีพอิสระแพทย์ ทนายความ วิศวกร สถาปนิก นักบัญชี ประณีตศิลป์ (เฉพาะ 6 วิชาชีพนี้)แพทย์ (การประกอบโรคศิลปะ) เหมา 60%; อีก 5 วิชาชีพ เหมา 30% — หรือเลือกหักตามจริงก็ได้
40(8) ธุรกิจ/การค้าขายของออนไลน์ ทำอาหารขาย ร้านเสริมสวย ตัดเย็บ รับเหมาหักเหมาตามอัตราที่กฎหมายกำหนด (ส่วนใหญ่ 60%) หรือหักตามจริง — เลือกได้

จุดพลาดที่ทำให้ตัวเลขเพี้ยนทั้งใบ: ถ้ารายได้เราเป็น 40(2) (รับจ้างเขียน/ออกแบบเป็นชิ้น) จะหักได้ "เหมา 50% เพดาน 100,000 บาท" เท่านั้น หักตามจริงไม่ได้ — ส่วนวิธีหักตามจริงใช้ได้กับ 40(6) และ 40(8) หากงานเดียวกันแต่จัดประเภทผิด เพดานค่าใช้จ่ายจะคลาดเคลื่อนทันที จุดนี้ถ้าไม่แน่ใจ แนะนำสอบถามกรมสรรพากรสายด่วน 1161 หรือนักบัญชีก่อน

เกร็ดที่หลายคนไม่รู้: เงินได้ 40(8) ไม่ได้หักเหมา 60% ได้ "ทุกประเภท" กรมสรรพากรกำหนดบัญชีอัตราเหมาไว้ 43 ประเภทกิจการ (ส่วนใหญ่อยู่ที่ 60%) ส่วนกิจการที่ไม่อยู่ในบัญชีนี้ ต้องหักตามค่าใช้จ่ายจริงตามความจำเป็นและสมควรเท่านั้น หากกิจการของเราเฉพาะทาง ควรเช็กอัตราของกิจการตัวเองกับกรมสรรพากรก่อน

ขั้นที่ 2: หักเหมา vs หักตามจริง ต่างกันยังไง

"ค่าใช้จ่าย" ในที่นี้คือเงินที่กรมสรรพากรยอมให้หักออกจากรายได้ก่อนนำไปคิดภาษี เพราะถือว่ากว่าจะได้เงินมาเราก็ลงทุนลงแรงไป สำหรับประเภทที่กฎหมายเปิดให้เลือก (40(6) และ 40(8)) มี 2 วิธี และเลือกได้เพียงวิธีเดียวต่อปีต่อประเภทเงินได้

เปรียบเทียบ หักเหมา vs หักตามจริง
หัวข้อหักแบบเหมาหักตามจริง
เอกสารไม่ต้องเก็บใบเสร็จ ใช้อัตราสำเร็จรูปต้องมีใบเสร็จ/บัญชีรายรับ-รายจ่ายครบถ้วน
ความยุ่งยากง่าย สะดวก เหมาะกับคนต้นทุนน้อยต้องทำบัญชีและเก็บหลักฐานตลอดปี
เหมาะกับใครคนที่ต้นทุนจริงต่ำกว่าเพดานเหมาคนที่ลงทุนเยอะ เช่น ค่าวัตถุดิบ ค่าอุปกรณ์ ค่าจ้างทีม
หากถูกตรวจสอบใช้อัตราตายตัว ตรวจง่ายต้องพร้อมแสดงเอกสารต่อเจ้าหน้าที่

หลักคิดง่าย ๆ: ถ้าค่าใช้จ่ายจริง "มากกว่า" ยอดที่หักเหมาได้ และเรามีเอกสารครบ → หักตามจริงคุ้มกว่า · ถ้าค่าใช้จ่ายจริง "น้อยกว่า" ยอดเหมา หรือเราไม่ได้เก็บใบเสร็จ → หักเหมาทั้งสบายใจและประหยัดกว่า

ขั้นที่ 3: ลองคำนวณให้เห็นภาพ

จัดเอกสารลดหย่อนให้ครบก่อนยื่นภาษี ช่วยให้ใช้สิทธิได้เต็มที่

สมมติพี่ฟ้าเป็นกราฟิกฟรีแลนซ์ รับงานเป็นชิ้น รายได้ทั้งปี 400,000 บาท จัดเป็นเงินได้ 40(2) เมื่อหักเหมา 50% จะได้ 200,000 บาท แต่ติดเพดาน 100,000 บาท จึงหักได้จริง 100,000 บาท เหลือเงินได้หลังหักค่าใช้จ่าย 300,000 บาท จากนั้นจึงนำไปหักค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท และค่าลดหย่อนอื่น ๆ ต่อ จุดสำคัญคือ 40(2) เลือกได้แค่วิธีเหมา ไม่มีทางเลือกหักตามจริง

ตัวอย่างสมมติ: รายได้ 40(2) 400,000 บาท หักค่าใช้จ่ายเหมา (บาท)
รายได้ทั้งปี
400,000
หักค่าใช้จ่าย (เพดาน 100k)
100,000
เงินได้หลังหักค่าใช้จ่าย
300,000

ทีนี้ลองเทียบกับพี่แนน ขายของแฮนด์เมดออนไลน์ รายได้ 400,000 บาท จัดเป็นเงินได้ 40(8) เลือกได้ระหว่างหักเหมา 60% = 240,000 บาท หรือหักตามจริง สมมติปีนั้นลงทุนค่าวัตถุดิบ + ค่าส่ง + ค่ายิงแอดรวมจริง 280,000 บาท การหักตามจริงจะคุ้มกว่าเพราะหักได้มากกว่าถึง 40,000 บาท ทำให้ฐานภาษีต่ำลง — แต่แลกมาด้วยการต้องเก็บใบเสร็จและทำบัญชีให้ครบ ถ้าปีไหนต้นทุนต่ำกว่า 240,000 บาท การกลับไปใช้เหมา 60% ก็อาจคุ้มกว่า

ตัวอย่างสมมติ: รายได้ 40(8) 400,000 บาท เลือกหักแบบไหน (บาท)
หักเหมา 60%
240,000
หักตามจริง (สมมติ)
280,000

ขั้นที่ 4: อย่าลืม "ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 3%"

เวลารับงานจากบริษัทหรือนิติบุคคล ผู้ว่าจ้างมักหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 3% สำหรับค่าจ้าง/ค่าบริการไว้ก่อนโอนเงินให้เรา พร้อมออก "หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย" (ที่เรามักเรียกกันว่าใบ 50 ทวิ) เงินก้อนนี้ไม่ได้หายไปไหน — มันคือภาษีที่เราถูกจ่ายล่วงหน้าไปแล้ว เมื่อยื่นแบบปลายปีแล้วคำนวณออกมาว่าจ่ายเกิน ก็ขอคืนได้ ดังนั้นใบรับรองทุกใบคือกุญแจขอเงินคืน เก็บให้ครบและตรวจให้ตรงกับยอดที่ได้รับจริง

ผู้มีเงินได้ตามมาตรา 40(5)–40(8) มีหน้าที่ยื่นแบบครึ่งปี ภ.ง.ด.94 ด้วย โดยยื่นช่วง 1 กรกฎาคม – 30 กันยายน (นับเฉพาะเงินได้ครึ่งปีแรก ม.ค.–มิ.ย.) จากนั้นยื่นแบบทั้งปี ภ.ง.ด.90 อีกครั้งช่วงต้นปีถัดไป · ส่วนเงินได้ 40(2) ล้วน ๆ ไม่ต้องยื่นครึ่งปี ใครมีรายได้หลายประเภทควรตรวจหน้าที่ยื่นครึ่งปีของตัวเองกับกรมสรรพากร

ขั้นที่ 5: หักค่าใช้จ่ายแล้ว อย่าลืมค่าลดหย่อน

หลังหักค่าใช้จ่ายเสร็จ ยังมี "ค่าลดหย่อน" มาช่วยลดเงินได้สุทธิลงไปได้อีก ที่ฟรีแลนซ์มักลืมว่าตัวเองก็ใช้สิทธิ์ได้เหมือนมนุษย์เงินเดือน เช่น ลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท, เงินสมทบประกันสังคม (ผู้ประกันตนมาตรา 39 หรือมาตรา 40 ตามกรณี), เบี้ยประกันชีวิต/สุขภาพ, และกองทุนเพื่อการเกษียณอย่าง RMF หรือกองทุน ThaiESG วางแผนล่วงหน้าตั้งแต่กลางปีจะช่วยประหยัดได้อีกหลายบาท

ตัวอย่างค่าลดหย่อนยอดฮิตของฟรีแลนซ์ (ข้อมูล ณ ปีภาษี 2568)
ค่าลดหย่อนที่ฟรีแลนซ์มักได้ใช้เพดาน (ปีภาษี 2568)
ส่วนตัว60,000 บาท
เบี้ยประกันชีวิต (ตามจ่ายจริง)ไม่เกิน 100,000 บาท
เบี้ยประกันสุขภาพตนเอง (ตามจริง)ไม่เกิน 25,000 บาท (รวมกับประกันชีวิตแล้วไม่เกิน 100,000)
RMF (ตามจริง)ไม่เกิน 30% ของเงินได้ และไม่เกิน 500,000 บาท
ThaiESG (ตามจริง)ไม่เกิน 30% ของเงินได้ และไม่เกิน 300,000 บาท (ถือ ≥5 ปี)
ดอกเบี้ยกู้ซื้อ/สร้างที่อยู่อาศัย (ตามจริง)ไม่เกิน 100,000 บาท/ปี

ข้อควรรู้เรื่องกองทุน SSF: สิทธิลดหย่อน SSF ให้เฉพาะเงินลงทุนปีภาษี 2563–2567 (ปี 2567 เป็นปีสุดท้าย) สำหรับปีภาษี 2568 ยังไม่มีประกาศต่ออายุสิทธิจากกรมสรรพากร จึงไม่ควรนับ SSF เป็นค่าลดหย่อนของปี 2568 — ฟรีแลนซ์ที่เคยซื้อ SSF ทุกปีโปรดตรวจสถานะล่าสุดก่อนวางแผน (ข้อมูล ณ มิ.ย. 2569)

ถ้ารายได้จากการขายสินค้า/ให้บริการเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี จะมีหน้าที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ถ้ารายได้กำลังโตเข้าใกล้เพดานนี้ ควรตรวจสอบหน้าที่จด VAT กับกรมสรรพากรไว้แต่เนิ่น ๆ

สรุปสั้น ๆ ก่อนยื่นจริง

  • เช็กก่อนว่ารายได้เราเป็น 40(2), 40(6) หรือ 40(8) เพราะหักค่าใช้จ่ายต่างกันและบางประเภทเลือกวิธีไม่ได้
  • 40(2) หักได้เหมา 50% เพดาน 100,000 บาท วิธีเดียว — หักตามจริงไม่ได้
  • 40(8) เลือกได้ระหว่างเหมา (ส่วนใหญ่ 60%) หรือตามจริง — ลงทุนเยอะและมีเอกสารครบ ค่อยพิจารณาหักตามจริง
  • เก็บหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ทุกใบ เพื่อขอคืนภาษีที่ถูกหัก 3% ไว้ล่วงหน้า
  • ผู้มีเงินได้ 40(5)–(8) อย่าลืมยื่นครึ่งปี ภ.ง.ด.94 (ก.ค.–ก.ย.) นอกเหนือจาก ภ.ง.ด.90 ทั้งปี
  • ใช้สิทธิ์ค่าลดหย่อนให้ครบ และตรวจทุกตัวเลข/เพดานล่าสุดกับกรมสรรพากรก่อนยื่นเสมอ

บทความนี้จัดทำเพื่อให้ความรู้ความเข้าใจเรื่องภาษีเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำเฉพาะบุคคลและไม่ใช่บริการนายหน้า/ที่ปรึกษาภาษี · KUMKRONG ไม่เก็บข้อมูลส่วนบุคคลของผู้อ่าน · ตัวเลขในตัวอย่างเป็นการสมมติเพื่อให้เห็นภาพ ส่วนเพดาน/อัตราต่าง ๆ อ้างอิงหลักเกณฑ์ ณ ปีภาษี 2568 ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงได้ โปรดตรวจสอบกับกรมสรรพากร (www.rd.go.th สายด่วน 1161) หรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีที่มีใบอนุญาตก่อนยื่นจริงทุกครั้ง