ทุกงวดที่คุณโอนค่าผ่อนบ้านเข้าธนาคาร ก้อนนั้นแบ่งเป็นสองส่วนเสมอ คือ "เงินต้น" ที่ค่อย ๆ ลดหนี้ลง กับ "ดอกเบี้ย" ที่เป็นค่าเช่าเงินของธนาคาร และเฉพาะส่วนดอกเบี้ยนี้เองที่กฎหมายไทยยอมให้นำกลับมาลดหย่อนภาษีได้ถึงปีละ 100,000 บาท คนผ่อนบ้านจำนวนไม่น้อยจ่ายดอกเบี้ยเป็นหมื่นเป็นแสนต่อปีโดยไม่เคยกรอกช่องนี้ตอนยื่นภาษี เท่ากับปล่อยสิทธิที่ควรได้หลุดมือไปทุกปี บทความนี้คุ้มครองสรุปให้ครบในที่เดียว ว่าลดหย่อนได้เท่าไร ใครมีสิทธิ กู้ร่วมต้องหารกันอย่างไร และขอ "หนังสือรับรองดอกเบี้ย" จากธนาคารแบบไหนให้ใช้ยื่นได้ทันที

สรุปก่อนยาว: ดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อ "ซื้อ เช่าซื้อ หรือสร้าง" ที่อยู่อาศัยของตนเอง ลดหย่อนได้ตามจ่ายจริง แต่ไม่เกิน 100,000 บาท/ปีภาษี โดยต้องจำนองที่อยู่อาศัยหลังนั้นเป็นประกันการกู้ และลดหย่อนได้เฉพาะ "ดอกเบี้ย" ไม่ใช่เงินต้น (ข้อมูล ณ ปีภาษี 2568)

ลดหย่อนได้เท่าไรกันแน่

กรมสรรพากรให้สิทธิลดหย่อนเฉพาะ "ส่วนดอกเบี้ย" ที่จ่ายให้ธนาคารหรือสถาบันการเงินในประเทศ ตามจำนวนที่จ่ายจริงในปีนั้น แต่สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท เงื่อนไขหลักคือต้องเป็นเงินกู้เพื่อซื้อ เช่าซื้อ หรือสร้างอาคาร/ห้องชุดเพื่อใช้อยู่อาศัย และเอาที่อยู่อาศัยนั้นไปจำนองค้ำประกันการกู้ด้วย เพดาน 100,000 บาทนี้คิด "รวมทุกสัญญา" ของผู้มีเงินได้คนหนึ่ง ต่อให้ผ่อนพร้อมกันหลายหลังหรือหลายสัญญา ก็รวมกันได้ไม่เกิน 100,000 บาท/ปี (ข้อมูล ณ ปีภาษี 2568)

จุดที่หลายคู่พลาดบ่อยคือเรื่อง "กู้ร่วม" ค่ะ ตามแนวของกรมสรรพากร เมื่อกู้ร่วมกันหลายคน วงเงินดอกเบี้ย 100,000 บาทจะถูก "เฉลี่ยเท่ากันตามจำนวนผู้กู้" ไม่ใช่ได้คนละ 100,000 เช่น กู้ร่วม 2 คน เพดานของแต่ละคนคือ 50,000 บาท และเมื่อรวมทั้งสองคนแล้วต้องไม่เกิน 100,000 บาท นี่คือกฎตายตัว จะตกลงกันเองให้คนใดคนหนึ่งใช้เต็ม 100,000 ไม่ได้

ตัวอย่างเทียบ: ดอกเบี้ยจ่ายจริงทั้งปี กับสิทธิที่ลดหย่อนได้ (ตัวเลขสมมติเพื่อการศึกษา)
กรณีดอกเบี้ยจ่ายจริง/ปีลดหย่อนได้
กู้คนเดียว70,000 บาท70,000 บาท (ตามจริง ไม่ชนเพดาน)
กู้คนเดียว130,000 บาท100,000 บาท (ชนเพดานสูงสุด)
กู้ร่วม 2 คน รวมจ่าย 120,000แต่ละคน 60,000คนละ 50,000 บาท (เพดาน 100,000 หาร 2)
กู้ร่วม 2 คน รวมจ่าย 240,000แต่ละคน 120,000คนละ 50,000 บาท (เพดานเฉลี่ยหาร 2 ชนเพดาน)
กู้ร่วม 3 คน รวมจ่าย 90,000แต่ละคน 30,000คนละ ~33,333 บาท (100,000 หาร 3) แต่ใช้ได้จริงตามจ่าย 30,000

กู้ร่วมแล้วอยากให้คนที่ฐานภาษีสูงกว่าได้สิทธิเยอะกว่า? ทำไม่ได้ค่ะ เพดานต้องเฉลี่ยเท่ากันตามจำนวนผู้กู้เสมอ ถ้าอยากให้คนที่รายได้สูงใช้สิทธิเต็ม ต้องวางแผนตั้งแต่ตอนทำสัญญากู้ (เช่น กู้คนเดียว) ไม่ใช่มาแบ่งทีหลังตอนยื่นภาษี

ประหยัดภาษีได้จริงเท่าไร

เงินที่ประหยัดได้ไม่ใช่ตัวเลขดอกเบี้ยตรง ๆ แต่เท่ากับ "ยอดลดหย่อน คูณ อัตราภาษีขั้นสูงสุดของเรา" ยิ่งเงินได้สุทธิอยู่ในขั้นบันไดที่สูง ส่วนลดหย่อนก้อนเดิมก็ยิ่งคืนภาษีให้มากขึ้น อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปีภาษี 2568 เป็นขั้นบันได 0–35% (เงินได้สุทธิ 0–150,000 ได้รับยกเว้น แล้วไล่ขึ้น 5%, 10%, 15%, 20%, 25%, 30% และ 35% สำหรับส่วนที่เกิน 5 ล้านบาท) ภาพด้านล่างคือประมาณการเงินภาษีที่ประหยัดได้ ถ้าใช้สิทธิดอกเบี้ยเต็ม 100,000 บาทในแต่ละขั้นภาษี

ประหยัดภาษีโดยประมาณ เมื่อลดหย่อนดอกเบี้ยเต็ม 100,000 บาท (แยกตามขั้นภาษีสูงสุด) (บาท)
ขั้น 5%
5,000
ขั้น 10%
10,000
ขั้น 15%
15,000
ขั้น 20%
20,000
ขั้น 25%
25,000
ขั้น 30%
30,000

อ่านกราฟอย่างนี้ค่ะ ถ้าเงินได้สุทธิของคุณตกอยู่ในขั้น 20% และใช้สิทธิดอกเบี้ยเต็ม 100,000 บาท ก็เท่ากับลดภาษีที่ต้องจ่ายได้ราว 20,000 บาทในปีนั้น แต่ถ้าจ่ายดอกเบี้ยจริงแค่ 40,000 บาท ส่วนลดก็คิดจาก 40,000 ไม่ใช่ 100,000 (ตัวเลขเป็นการประมาณการเพื่อการศึกษา ผลจริงขึ้นกับเงินได้และค่าลดหย่อนรวมของแต่ละคน)

ใครกู้กับใครได้บ้าง รีไฟแนนซ์ยังใช้สิทธิได้ไหม

จัดเอกสารลดหย่อนให้ครบก่อนยื่นภาษี ช่วยให้ใช้สิทธิได้เต็มที่

ผู้ให้กู้ที่กรมสรรพากรยืนยันว่าดอกเบี้ยใช้สิทธิได้ ได้แก่ ธนาคารพาณิชย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และสหกรณ์ออมทรัพย์ รวมถึงสถาบันการเงิน/บริษัทประกันชีวิตและผู้ให้กู้อื่นเท่าที่กฎหมายกำหนด ขอเพียงเป็นการกู้ "เพื่อที่อยู่อาศัยของตนเอง" และมีการจำนองที่อยู่อาศัยเป็นประกัน ส่วนสินเชื่อรถ สินเชื่อการศึกษา หรือกู้เพื่อปล่อยเช่า/เก็งกำไร ไม่เข้าข่าย เพราะไม่ใช่การกู้เพื่ออยู่อาศัย หากไม่แน่ใจว่าผู้ให้กู้ของคุณเข้าเงื่อนไขหรือไม่ ให้ตรวจล่าสุดกับกรมสรรพากร (rd.go.th)

กรณี "รีไฟแนนซ์" ยังใช้สิทธิได้ค่ะ แต่มีกรอบสำคัญ: ดอกเบี้ยที่นำมาลดหย่อนได้ คือเฉพาะส่วนของเงินกู้ใหม่ที่ไม่เกินยอดหนี้คงค้างเดิมของบ้านหลังนั้น ถ้ารีไฟแนนซ์แล้วกู้เพิ่มเกินยอดเดิม (เช่น ขอวงเงินเพิ่มไปใช้จ่ายอย่างอื่น) ดอกเบี้ยของส่วนที่กู้เกินมานั้นจะไม่นับ และเพดานรวมยังคงไม่เกิน 100,000 บาท/ปีตามเดิม

หนังสือรับรองดอกเบี้ย ขอจากธนาคารยังไง

"หนังสือรับรองดอกเบี้ยเงินกู้ยืม" คือเอกสารที่ผู้ให้กู้ออกและลงนามให้ ระบุยอดดอกเบี้ยที่คุณจ่ายจริงตลอดปีภาษีนั้น โดยมีรายการอย่างน้อยตามแบบ ล.ย.02 ของกรมสรรพากร นี่คือหลักฐานหลักที่ต้องเก็บไว้เผื่อถูกขอตรวจ นอกจากนี้ปัจจุบันกรมสรรพากรเปิดให้เรา "แจ้งความประสงค์ให้ผู้ให้กู้นำส่งข้อมูลดอกเบี้ย" เข้าระบบ ทำให้ยอดดอกเบี้ยขึ้นให้อัตโนมัติในระบบยื่นออนไลน์ของบางธนาคารได้ แต่แนะนำให้เก็บหนังสือรับรองตัวจริงไว้คู่กันเสมอ วิธีขอมีหลายช่องทาง

  • ผ่านแอปธนาคาร (Mobile Banking): มักมีเมนู "หนังสือรับรอง" หรือ "เอกสารภาษี/ลดหย่อนภาษี" ดาวน์โหลดไฟล์ PDF ได้เอง สะดวกและเร็วที่สุด
  • ผ่านเว็บไซต์/อินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้ง: ล็อกอินแล้วไปที่เมนูสินเชื่อบ้านหรือศูนย์เอกสาร
  • โทร Call Center: แจ้งเลขที่บัญชีสินเชื่อ ขอให้จัดส่งทางอีเมลหรือไปรษณีย์
  • ไปสาขา (เน้นสาขาที่ทำสัญญากู้): ยื่นบัตรประชาชน แจ้งขอหนังสือรับรองดอกเบี้ยของปีภาษีที่ต้องการ
ช่องทางขอหนังสือรับรองดอกเบี้ย เทียบให้เห็นภาพ
ช่องทางความเร็วโดยทั่วไปเหมาะกับใคร
แอปธนาคารได้ทันที (ถ้าระบบออกแล้ว)คนที่ใช้ Mobile Banking เป็นประจำ
เว็บไซต์/อินเทอร์เน็ตแบงก์เร็วคนที่สะดวกใช้คอมพิวเตอร์
Call Centerประมาณ 1–3 วันทำการคนที่หาเมนูในแอปไม่เจอ
สาขาได้ทันทีถ้าไปเองคนที่อยากได้ฉบับตัวจริง หรือมีปัญหาบัญชีต้องคุย

หนังสือรับรองออกเป็น "รายปีภาษี" เช่น ยื่นภาษีของปีภาษี 2568 ต้องใช้หนังสือรับรองดอกเบี้ยของปี 2568 ธนาคารส่วนใหญ่จะออกให้ช่วงต้นปีถัดไป (ราว ม.ค.–ก.พ.) ตรวจให้ปีตรงกันก่อนกรอกยื่นเสมอ

ขั้นตอนยื่นภาษีใช้สิทธิดอกเบี้ยบ้าน

  • ขอ/ดาวน์โหลดหนังสือรับรองดอกเบี้ยของปีภาษีที่จะยื่น
  • ดูยอด "ดอกเบี้ยรวมทั้งปี" ในหนังสือ (มักมีบรรทัดสรุปไว้ชัดเจน)
  • กรอกยอดนั้นในช่องลดหย่อน "ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อที่อยู่อาศัย" ตอนยื่น ภ.ง.ด.90 หรือ ภ.ง.ด.91 โดยใส่ได้ไม่เกิน 100,000 บาท และเฉลี่ยตามจำนวนผู้กู้ถ้าเป็นกู้ร่วม
  • ยื่นภายในกำหนด: แบบกระดาษ 1 ม.ค.–31 มี.ค. และยื่นออนไลน์ผ่าน e-Filing ขยายถึงราว 8 เม.ย. ของปีถัดจากปีภาษี
  • เก็บหนังสือรับรองและเอกสารประกอบไว้อย่างน้อย 5 ปี เผื่อกรมสรรพากรขอตรวจย้อนหลัง

ภ.ง.ด.91 ใช้กับคนที่มีเงินได้จากเงินเดือน/ค่าจ้างประจำอย่างเดียว ส่วน ภ.ง.ด.90 ใช้กับคนที่มีเงินได้ประเภทอื่นหรือหลายประเภท (เช่น ฟรีแลนซ์ ค่าเช่า เงินปันผล) ทั้งสองแบบกรอกช่องลดหย่อนดอกเบี้ยบ้านได้เหมือนกัน

คำถามที่พบบ่อย

  • กู้ซื้อบ้านหลายหลังใช้สิทธิได้ไหม — ใช้ดอกเบี้ยรวมทุกสัญญาได้ แต่เพดานรวมยังคงไม่เกิน 100,000 บาท/ปีต่อผู้มีเงินได้หนึ่งคน
  • รีไฟแนนซ์แล้วยังลดหย่อนได้ไหม — ได้ เฉพาะดอกเบี้ยของเงินกู้ใหม่ส่วนที่ไม่เกินยอดหนี้คงค้างเดิมของบ้านหลังนั้น ส่วนที่กู้เพิ่มเกินยอดเดิมไม่นับ
  • ผ่อนบ้านกับสหกรณ์ออมทรัพย์ใช้สิทธิได้ไหม — ได้ กรมสรรพากรยืนยันว่าดอกเบี้ยที่จ่ายให้สหกรณ์ออมทรัพย์ (กู้เพื่อที่อยู่อาศัย) ลดหย่อนได้
  • เงินต้นลดหย่อนได้ไหม — ไม่ได้ ลดหย่อนได้เฉพาะส่วน "ดอกเบี้ย" เท่านั้น เงินต้นที่ผ่อนไปไม่เข้าข่าย
  • ยังไม่มีหนังสือรับรองตอนจะยื่น ทำอย่างไร — ติดต่อผู้ให้กู้ขอใหม่ผ่านแอป/Call Center และยึดยอดในหนังสือรับรองเป็นหลัก ไม่ควรกะประมาณเอง

คุ้มครองเป็นสื่อให้ความรู้ ไม่ใช่นายหน้าหรือที่ปรึกษาภาษี ตัวเลขและตัวอย่างทั้งหมดเป็นการประมาณการเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำเฉพาะบุคคล โปรดยึดยอดตามหนังสือรับรองดอกเบี้ยจริง และตรวจสิทธิ/กำหนดเวลาล่าสุดกับกรมสรรพากร (rd.go.th) ก่อนยื่นทุกครั้ง