ยอดขายเด้งเข้าทุกวัน ลูกค้าทักไม่หยุด แล้ววันหนึ่งก็มีเสียงเล็ก ๆ ในใจถามขึ้นมาว่า เราต้องเสียภาษีด้วยไหม ความรู้สึกนั้นไม่ใช่เรื่องเกินกังวลเลยค่ะ เพราะรายได้จากการขายของออนไลน์ ไม่ว่าจะบน Shopee, Lazada, TikTok Shop หรือไลฟ์ขายของในเพจตัวเอง ล้วนเป็น 'เงินได้' ที่กฎหมายมองเห็น บทความนี้ตั้งใจอธิบายให้เข้าใจหลักการแบบไม่ต้องท่องกฎหมาย เพื่อเป็นความรู้ทั่วไปก่อนวางแผนภาษีของตัวเอง

KUMKRONG เป็นสื่อให้ความรู้ทางการเงินและภาษี ไม่ใช่นายหน้า ไม่ใช่ที่ปรึกษาภาษีรายบุคคล และไม่เก็บข้อมูลส่วนตัวของคุณ เนื้อหานี้เป็นการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำเฉพาะบุคคล ก่อนยื่นจริงควรตรวจกับกรมสรรพากร (rd.go.th) หรือปรึกษานักบัญชี/ผู้สอบบัญชีที่มีใบอนุญาต

ขายของออนไลน์ ต้อง 'ยื่น' ภาษีไหม ส่วนใหญ่คือต้อง

หัวใจของเรื่องนี้คือ การยื่นแบบ กับ การจ่ายภาษี เป็นคนละเรื่องกันค่ะ เมื่อมีเงินได้ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำ คุณมี 'หน้าที่ยื่นแบบ' ต่อกรมสรรพากร ส่วนจะมีภาษีต้องจ่ายจริงเท่าไรค่อยคำนวณกันทีหลัง หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนแล้ว หลายคนคำนวณออกมาเป็น 0 บาท แต่ก็ยังต้องยื่นอยู่ดี การยื่นจึงเป็นการแสดงความโปร่งใส ไม่ได้แปลว่าต้องเสียเงินเสมอไป

รายได้จากการขายของออนไลน์ตามปกติถือเป็น 'เงินได้ประเภทที่ 8' ตามมาตรา 40(8) คือเงินได้จากธุรกิจ การพาณิชย์ หรือการค้าขาย จุดเด่นของเงินได้ประเภทนี้คือเลือกวิธีหักค่าใช้จ่ายได้ ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่สุดที่ทำให้ภาษีของแม่ค้าแต่ละคนต่างกันมาก เราจะลงรายละเอียดในหัวข้อถัดไป

แม้เป็นงานเสริมหรือขายเป็นครั้งคราว ถ้ารวมทั้งปีแล้วเงินได้ถึงเกณฑ์ ก็ต้องนำมารวมยื่นกับรายได้อื่น เช่น เงินเดือนประจำ การยื่นให้ครบตั้งแต่ต้นช่วยลดความเสี่ยงถูกประเมินย้อนหลังในภายหลัง

เกณฑ์เงินได้ขั้นต่ำที่ทำให้เกิดหน้าที่ยื่นแบบ

หน้าที่ยื่นแบบขึ้นอยู่กับประเภทเงินได้และสถานะสมรส ตารางนี้สรุปเกณฑ์สำหรับคนที่มีเงินได้จากการขายของ (ประเภทที่ 8) เป็นหลัก ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร (ข้อมูล ณ มิ.ย. 2569 — ตรวจล่าสุดกับ rd.go.th ก่อนยื่น)

สถานะ / กรณีเกณฑ์เงินได้ทั้งปีต้องยื่นแบบเมื่อ
โสด มีเฉพาะเงินได้ประเภทที่ 8 (ขายของ)เกิน 60,000 บาท/ปียื่น ภ.ง.ด.90
สมรส รวมเงินได้สองฝ่าย (ประเภทที่ 8)เกิน 120,000 บาท/ปียื่น ภ.ง.ด.90
มีเงินเดือนประจำด้วย (40(1)) โสดเกิน 120,000 บาท/ปียื่นรวมทุกประเภท
มีเงินเดือนประจำด้วย สมรสเกิน 220,000 บาท/ปียื่นรวมทุกประเภท

เกินเกณฑ์ = ต้องยื่น แต่ไม่ได้แปลว่าต้องจ่าย เพราะเงินได้สุทธิ 150,000 บาทแรก (หลังหักค่าใช้จ่าย+ลดหย่อน) ได้รับยกเว้นภาษี ค่าลดหย่อนส่วนตัวอยู่ที่ 60,000 บาท (ข้อมูล ณ ปีภาษี 2568) ลองประมาณการคร่าว ๆ ก่อนยื่นจริงได้เสมอ

อัตราภาษีแบบขั้นบันได จ่ายเฉพาะส่วนที่เกินแต่ละขั้น

จัดเอกสารลดหย่อนให้ครบก่อนยื่นภาษี ช่วยให้ใช้สิทธิได้เต็มที่

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาใช้ระบบ 'ขั้นบันได' หมายความว่าคุณไม่ได้เสียอัตราเดียวกับเงินได้ทั้งก้อน แต่เสียเป็นชั้น ๆ เฉพาะส่วนที่เข้าแต่ละขั้นเท่านั้น ตารางนี้คืออัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ปีภาษี 2568 (คำนวณจากเงินได้สุทธิ คือหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนแล้ว)

เงินได้ทั้งปี (ก่อนหักค่าใช้จ่าย) (บาท)อัตราภาษี
0 – 150,000ยกเว้น
150,001 – 300,0005%
300,001 – 500,00010%
500,001 – 750,00015%
750,001 – 1,000,00020%
1,000,001 – 2,000,00025%
2,000,001 – 5,000,00030%
เกิน 5,000,00035%

ข้อมูลอัตราภาษี ณ ปีภาษี 2568 (ที่มา: กรมสรรพากร) เป็นการคำนวณจาก 'เงินได้สุทธิ' ไม่ใช่ยอดขาย ดังนั้นการเลือกวิธีหักค่าใช้จ่ายในหัวข้อถัดไปจึงมีผลต่อภาษีจริงโดยตรง

หักค่าใช้จ่ายแบบไหนคุ้มกว่า เหมา (อัตรา) vs ตามจริง

นี่คือจุดที่สร้างความแตกต่างมากที่สุดสำหรับแม่ค้าออนไลน์ค่ะ เงินได้จากการค้าขายปลีก/พาณิชย์ (ประเภทที่ 8) เลือกหักค่าใช้จ่ายได้ 2 แบบ และเลือกผิดอาจจ่ายภาษีมากกว่าที่ควรหลายเท่า

วิธีหักหักได้เท่าไรเหมาะกับใครเอกสารที่ต้องเก็บ
หักอัตราเหมาหักได้สูงสุด 60% ของยอดขาย (สำหรับกิจการค้าขาย/พาณิชย์ตามที่กฎหมายกำหนด)ต้นทุนต่ำ มาร์จิ้นดี เช่น สินค้าแฮนด์เมด ดรอปชิป สินค้านำเข้ากำไรสูงไม่ต้องมีบิลครบ แสดงยอดรายได้รวม
หักตามจริงหักได้เท่าที่จ่ายจริงและเกี่ยวกับกิจการต้นทุนสินค้าสูงกว่า 60% ของยอดขาย มาร์จิ้นบางต้องมีบิล/ใบเสร็จ/หลักฐานครบทุกใบ

คำว่า '60%' คือ 'เพดานสูงสุด' ของการหักเหมาสำหรับกิจการประเภทที่กฎหมายกำหนด (พ.ร.ฎ. ฉบับที่ 11 พ.ศ. 2502 มาตรา 8) ไม่ใช่ทุกอาชีพในประเภทที่ 8 จะหักเหมา 60% ได้ ถ้าไม่แน่ใจว่ากิจการของคุณเข้าข่ายอัตราใด ให้ตรวจกับกรมสรรพากรหรือนักบัญชีก่อน

หลักคิดง่าย ๆ คือ ถ้าต้นทุนรวมของคุณ 'สูงกว่า 60% ของยอดขาย' การหักตามจริงมักคุ้มกว่า แต่ต้องแลกกับการเก็บใบเสร็จและทำบัญชีอย่างเป็นระบบ ในทางกลับกัน ถ้าขายของกำไรดี ต้นทุนต่ำ การหักเหมาสบายกว่ามากและคำนวณง่ายกว่า ตัวอย่างต่อไปนี้เทียบให้เห็นภาพบนยอดขายสมมติ 500,000 บาท/ปี

ค่าใช้จ่ายที่หักได้ ณ ยอดขายตัวอย่าง 500,000 บาท (เพื่อความเข้าใจ ไม่ใช่ตัวเลขของคุณ) (บาท)
หักเหมา 60%
300,000
ตามจริง (ต้นทุน 70%)
350,000
ตามจริง (ต้นทุน 40%)
200,000

อ่านกราฟอย่างนี้ค่ะ ถ้าต้นทุนจริงคุณ 70% (350,000 บาท) การหักตามจริงให้คุณหักได้มากกว่าเหมา 60% (300,000 บาท) จึงคุ้มกว่า แต่ถ้าต้นทุนจริงเพียง 40% (200,000 บาท) การหักเหมา 60% กลับช่วยให้หักได้มากกว่า ทั้งที่ไม่ต้องเก็บบิลให้ครบ ตัวเลขเหล่านี้เป็นตัวอย่างเพื่ออธิบายหลักการ ไม่ใช่ผลลัพธ์ของกิจการคุณ

เส้น 1.8 ล้าน จุดที่ VAT เข้ามาเกี่ยว

นอกจากภาษีเงินได้ ยังมีภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่หลายคนมองข้าม กฎคือ เมื่อ 'รายรับ' (ยอดขายก่อนหักค่าใช้จ่าย) เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี คุณมีหน้าที่ยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (แบบ ภ.พ.01) ภายใน 30 วันนับจากวันที่รายรับเกินเกณฑ์ จากนั้นต้องเริ่มเรียกเก็บ VAT 7% จากลูกค้า และยื่นแบบ ภ.พ.30 เป็นรายเดือน (ข้อมูล ณ มิ.ย. 2569 — ตรวจล่าสุดกับ rd.go.th)

ระดับรายรับต่อปีสิ่งที่ต้องทำ
ไม่เกิน 1.8 ล้านบาทยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.90) ตามปกติ
เกิน 1.8 ล้านบาทจดทะเบียน VAT ภายใน 30 วัน + ยื่น ภ.พ.30 รายเดือน เพิ่มเติม
เติบโตต่อเนื่อง / ต้นทุนสูงอาจพิจารณาจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล (ปรึกษานักบัญชีถึงข้อดี-ข้อเสีย)

VAT คำนวณจาก 'รายรับ' ไม่ใช่กำไร และเกณฑ์ 1.8 ล้านเป็นคนละเส้นกับเกณฑ์ยื่นภาษีเงินได้ ถ้าใกล้แตะ 1.8 ล้าน ควรเตรียมตัวล่วงหน้า เพราะการจดล่าช้ามีทั้งเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม

เรื่องข้อมูลธนาคารส่งสรรพากร (e-Payment) เข้าใจให้ถูก

หลายคนเคยได้ยินว่า 'ธนาคารส่งข้อมูลให้สรรพากร' แล้วกังวล ขออธิบายให้ชัดค่ะ ตามกฎหมายธุรกรรมลักษณะเฉพาะ (มักเรียกกันว่ากฎหมาย e-Payment) สถาบันการเงินและผู้ให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์มีหน้าที่ 'รายงาน' บัญชีที่เข้าเงื่อนไขให้กรมสรรพากรเป็นรายปี โดยนับเฉพาะรายการ 'ฝากหรือรับโอน' เข้าบัญชี

เงื่อนไขที่ธนาคารต้องรายงาน (ต่อปี ต่อผู้ให้บริการ)รายละเอียด
ฝาก/รับโอน ตั้งแต่ 3,000 ครั้งขึ้นไปรายงาน ไม่ว่ายอดรวมจะเท่าไร
ฝาก/รับโอน ตั้งแต่ 400 ครั้งขึ้นไป และยอดรวมตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไปต้องเข้าทั้งสองเงื่อนไขพร้อมกันจึงรายงาน

การถูกรายงานไม่ได้แปลว่าต้องเสียภาษีหรือทำผิดค่ะ มันเป็นเพียงข้อมูลประกอบที่กรมสรรพากรใช้ดูภาพรวม ถ้าคุณยื่นภาษีถูกต้องอยู่แล้วก็ไม่มีอะไรต้องกังวล (ข้อมูล ณ มิ.ย. 2569 — ตรวจล่าสุดกับ rd.go.th)

ยื่นปีละกี่ครั้ง อย่าลืมรอบครึ่งปี

คนที่มีเงินได้ประเภทที่ 8 (รวมถึงประเภท 5–8) แบบบุคคลธรรมดา มีการยื่น 2 รอบต่อปี หลายคนพลาดรอบครึ่งปีเพราะคิดว่ายื่นแค่ต้นปีพอ ทั้งสองรอบสัมพันธ์กัน คือภาษีที่จ่ายตอนครึ่งปีจะนำไปหักออกตอนยื่นทั้งปี ไม่ได้จ่ายซ้ำซ้อน

แบบครอบคลุมช่วงช่วงเวลายื่น (โดยทั่วไป)
ภ.ง.ด.94 (ครึ่งปี)เงินได้ ม.ค.–มิ.ย.1 ก.ค. – 30 ก.ย. (ออนไลน์มักขยายถึงต้น ต.ค.)
ภ.ง.ด.90 (ทั้งปี)สรุปรวมทั้งปี1 ม.ค. – 31 มี.ค. ปีถัดไป (ออนไลน์มักขยายถึงต้น เม.ย.)
ภ.พ.30 (เฉพาะผู้จด VAT)รายเดือนภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป

ตอนยื่นรอบครึ่งปี (ภ.ง.ด.94) ค่าลดหย่อนหลายรายการใช้ได้เพียง 'ครึ่งหนึ่ง' ของสิทธิเต็มปี เช่น ค่าลดหย่อนส่วนตัวคิดเป็น 30,000 บาท (ครึ่งของ 60,000) เป็นเรื่องปกติของแบบครึ่งปี ไม่ใช่การถูกตัดสิทธิ

เก็บหลักฐานยังไงให้ยื่นง่าย ไม่ปวดหัวปลายปี

ความสบายใจตอนยื่นภาษีไม่ได้มาจากความเก่งบัญชี แต่มาจาก 'ความสม่ำเสมอในการเก็บข้อมูล' ลองสร้างนิสัยเล็ก ๆ เหล่านี้ตั้งแต่วันนี้

  • แยกบัญชีธนาคารส่วนตัวกับบัญชีร้านออกจากกัน ดูยอดและกระทบยอดง่ายขึ้นมาก
  • ดาวน์โหลดรายงานยอดขายจาก Shopee/Lazada/TikTok ทุกสิ้นเดือน เก็บเป็นไฟล์
  • ถ่ายรูปหรือสแกนใบเสร็จค่าสินค้า ค่าส่ง ค่าแพ็กเกจ ค่ายิงแอด รวมไว้โฟลเดอร์เดียว
  • จดรายรับ-รายจ่ายในไฟล์เดียวทุกเดือน ไม่ต้องรอทำทีเดียวตอนปลายปี
  • เก็บเอกสารทั้งหมดไว้อย่างน้อย 5 ปี เผื่อกรมสรรพากรขอตรวจย้อนหลัง

กันเวลาไว้ 30 นาทีทุกสิ้นเดือนเพื่ออัปเดตยอดและเก็บบิล พอถึงฤดูยื่นจริงคุณแค่หยิบตัวเลขมากรอก ไม่ต้องรื้อทั้งปี การวางระบบเล็ก ๆ นี้คือของขวัญที่คุณให้ตัวเองในอนาคต

เกณฑ์ ตัวเลข อัตรา และเงื่อนไขทางภาษีมีการปรับปรุงได้ ตัวเลขในบทความนี้เป็นข้อมูล ณ มิ.ย. 2569 และตัวอย่างการคำนวณมีไว้เพื่อความเข้าใจ ไม่ใช่ผลลัพธ์ของกิจการคุณ ก่อนยื่นจริงควรตรวจสอบกับกรมสรรพากร (rd.go.th) หรือปรึกษานักบัญชี/ผู้สอบบัญชีที่มีใบอนุญาต

อ่านต่อ