ในบ้านที่มีรถ มักมีคนหนึ่งที่ถือหน้าที่ "ดูแลเอกสาร" ทั้งต่อภาษี ต่อ พ.ร.บ. ต่อประกัน และเป็นคนที่ต้องวิ่งหาเล่มเมื่อเกิดเหตุ ถ้าคุณคือคนนั้น บทความนี้เขียนให้คุณโดยเฉพาะ เพราะคำว่า "พ.ร.บ." เป็นสิ่งที่จ่ายทุกปีแต่หลายคนยังไม่เคยรู้ชัดว่ามันคุ้มครองอะไร ต่างจากประกันที่ซื้อเองยังไง และทำไมรถ EV ที่บ้านก็ต้องมีเหมือนกัน เราจะไล่ให้เห็นภาพทีละชั้น พร้อมตัวเลขวงเงินและตารางเทียบ เพื่อให้คุณวางแผนความคุ้มครองของรถทั้งบ้านได้อย่างมั่นใจ

KUMKRONG เป็นสื่อให้ความรู้ ไม่ใช่นายหน้าประกันภัย เนื้อหานี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำรายบุคคล วงเงินและเงื่อนไขจริงยึดตามกรมธรรม์และประกาศของ คปภ. เป็นหลัก

พ.ร.บ. รถยนต์คืออะไร

พ.ร.บ. ย่อมาจาก "พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ" เป็นประกันภาคบังคับตามกฎหมายที่รถทุกคันต้องมี ไม่ว่าจะเป็นรถเก๋ง รถกระบะ มอเตอร์ไซค์ หรือรถ EV ก็ต้องทำเหมือนกัน พูดง่ายๆ คือมันเป็นกฎหมาย ไม่ใช่ทางเลือก ถ้าไม่มีถือว่ามีความผิดและต่อภาษีรถประจำปีไม่ได้

หัวใจที่ต้องจำมีประโยคเดียวคือ พ.ร.บ. คุ้มครอง "คน" ไม่ได้คุ้มครอง "รถ" หมายความว่าถ้าเกิดอุบัติเหตุ มันจะช่วยเรื่องค่ารักษาพยาบาลและค่าชดเชยให้กับคนที่บาดเจ็บหรือเสียชีวิต ทั้งคนในรถเราและคู่กรณี แต่จะไม่จ่ายค่าซ่อมรถหรือค่าเสียหายทรัพย์สินใดๆ เลย ส่วนนั้นต้องพึ่งประกันภาคสมัครใจที่เราซื้อเพิ่มเอง ซึ่งจะเทียบให้ดูในตารางด้านล่าง

จำสั้นๆ: พ.ร.บ. = คุ้มครองคน (กฎหมายบังคับ) · ประกันชั้น 1/2+/3+/3 = คุ้มครองรถ (สมัครใจซื้อเพิ่ม) สองอย่างนี้ทำคนละหน้าที่ ไม่ทับซ้อนกัน และไม่ใช่ตัวเลือกแทนกัน

พ.ร.บ. คุ้มครองอะไร วงเงินเท่าไหร่

ความคุ้มครองของ พ.ร.บ. แบ่งเป็น 2 ก้อน ที่จ่ายคนละจังหวะกัน เข้าใจตรงนี้ชัดจะเบิกได้ถูกตอนเกิดเหตุจริง

ก้อนแรกคือ "ค่าเสียหายเบื้องต้น" จ่ายเร็วโดยไม่ต้องรอพิสูจน์ว่าใครถูกใครผิด ขอแค่มีหลักฐานว่าบาดเจ็บจากรถจริงก็เบิกได้ ช่วยมากตอนฉุกเฉินที่ต้องสำรองค่ารักษา โดยกฎหมายกำหนดให้บริษัทจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นภายใน 7 วันนับแต่วันที่ได้รับคำร้อง และต้องยื่นขอภายใน 180 วันนับแต่วันเกิดเหตุ ส่วนก้อนที่สองคือ "ค่าสินไหมทดแทน" (ส่วนที่เกินจากค่าเสียหายเบื้องต้น) จะจ่ายเพิ่มให้กับฝ่ายที่เป็นผู้ถูก (ไม่ได้เป็นฝ่ายผิด) หลังพิสูจน์ความรับผิดเรียบร้อยแล้ว

ความคุ้มครองค่าเสียหายเบื้องต้น (จ่ายก่อน ไม่ต้องพิสูจน์)กรณีเป็นฝ่ายถูก (พิสูจน์แล้ว วงเงินสูงสุด)
ค่ารักษาพยาบาล (บาดเจ็บ)ตามจ่ายจริง สูงสุด 30,000 บาท/คนตามจ่ายจริง สูงสุด 80,000 บาท/คน
เสียชีวิต / ทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง35,000 บาท/คน500,000 บาท/คน
สูญเสียอวัยวะ / ทุพพลภาพ(รวมอยู่ในก้อนเบื้องต้น 35,000)200,000 - 500,000 บาท/คน
ชดเชยรายวัน (ผู้ป่วยใน)-200 บาท/วัน (สูงสุด 20 วัน)

ตัวเลขวงเงินด้านบนอ้างอิงตามที่ สำนักงาน คปภ. กำหนดสำหรับกรมธรรม์ พ.ร.บ. (ข้อมูล ณ มิ.ย. 2569) เป็นวงเงิน "ต่อคน" และเป็นเพดานสูงสุด ค่ารักษาจ่ายตามจริงไม่เกินเพดาน อัตราเหล่านี้อาจถูกปรับโดยประกาศของหน่วยงานกำกับ ก่อนเคลมจริงควรตรวจวงเงินล่าสุดที่ คปภ. (สายด่วน 1186 / oic.or.th) และเงื่อนไขในเล่มกรมธรรม์ของรถคุณอีกครั้ง

รถ EV ก็ต้องมี พ.ร.บ. และเกี่ยวกับภาษีรถยังไง

ค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงของรถ EV มีรายละเอียดที่ควรเทียบก่อนตัดสินใจ

หลายบ้านที่เพิ่งเปลี่ยนมาใช้รถไฟฟ้ามักถามว่ารถ EV ต้องทำ พ.ร.บ. ไหม คำตอบคือต้องทำเหมือนรถน้ำมันทุกประการ เพราะ พ.ร.บ. คุ้มครอง "คน" จากอุบัติเหตุทางรถ ไม่ได้แยกตามชนิดเชื้อเพลิง รถ EV จึงไม่ได้รับการยกเว้น และต้องมี พ.ร.บ. ที่ยังไม่หมดอายุก่อนถึงจะต่อภาษีรถประจำปีได้

จุดที่คนมักสับสนคือ "พ.ร.บ." กับ "ภาษีรถประจำปี" เป็นคนละตัวกัน แต่ต้องทำต่อเนื่องกัน ลำดับคือซื้อ/ต่อ พ.ร.บ. ให้เรียบร้อยก่อน แล้วจึงนำไปต่อภาษีรถประจำปีกับกรมการขนส่งทางบก (DLT) ถ้า พ.ร.บ. ขาดอายุจะต่อภาษีไม่ได้ และถ้าปล่อยให้ภาษีขาดนาน อาจมีค่าปรับเพิ่มตอนต่อย้อนหลัง ทั้งหมดนี้แยกขาดจากตัวประกันภาคสมัครใจที่เราซื้อเพิ่มเอง

เฉพาะรถ EV: ภาษีรถประจำปีของรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) คิดตาม "น้ำหนักรถ" ตาม พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ. 2522 (ต่างจากรถน้ำมันที่คิดตามขนาดเครื่องยนต์ cc) และเคยมีพระราชกฤษฎีกาลดภาษีประจำปีให้ BEV ใหม่ลง 80% (มีผล 9 พ.ย. 2565) สำหรับรถที่จดทะเบียนในช่วง 1 ต.ค. 2565 - 30 ก.ย. 2568 เป็นเวลา 1 ปีต่อคัน สิทธิ์นี้มีกรอบเวลาและอาจมีการพิจารณาขยาย ควรตรวจสถานะล่าสุดของรถคุณที่ DLT (dlt.go.th) ทุกครั้งก่อนต่อภาษี (ข้อมูล ณ มิ.ย. 2569)

พ.ร.บ. ต่างจากประกันภาคสมัครใจยังไง

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดคือคิดว่ามี พ.ร.บ. แล้วไม่ต้องซื้อประกันอีก ซึ่งไม่จริง เพราะ พ.ร.บ. ดูแลแค่ "คน" และวงเงินมีเพดานจำกัด ส่วนค่าซ่อมรถเรา รถคู่กรณี รถหาย ไฟไหม้ น้ำท่วม ทั้งหมดนี้อยู่นอกความคุ้มครองของ พ.ร.บ. และต้องพึ่งประกันภาคสมัครใจอย่างประกันชั้น 1 / 2+ / 3+ / 3 ที่เราเลือกซื้อเองตามงบและความเสี่ยง รายละเอียดความต่างของแต่ละชั้นเราเขียนแยกไว้ที่ ประกันชั้น 1 2+ 3+ 3 ต่างกันยังไง

หัวข้อพ.ร.บ. (ภาคบังคับ)ประกันภาคสมัครใจ (ชั้น 1-3)
บังคับตามกฎหมายใช่ ทุกคันต้องมี (รวมรถ EV)ไม่บังคับ เลือกซื้อเอง
คุ้มครองคน (บาดเจ็บ/เสียชีวิต)คุ้มครอง (วงเงินจำกัดตามที่ คปภ. กำหนด)คุ้มครองเพิ่ม วงเงินยืดหยุ่นกว่ามาก
ค่าซ่อมรถเราไม่คุ้มครองคุ้มครอง (ขึ้นกับชั้นประกัน)
ค่าซ่อมรถคู่กรณี/ทรัพย์สินไม่คุ้มครองคุ้มครอง (ขึ้นกับชั้นประกัน)
รถหาย / ไฟไหม้ / น้ำท่วมไม่คุ้มครองคุ้มครองในชั้นที่ครอบคลุม (เช่น ชั้น 1)
จำเป็นต่อการต่อภาษีรถใช่ ต้องมีก่อนจึงต่อภาษีได้ไม่เกี่ยวกับการต่อภาษี

พูดอีกแบบคือ พ.ร.บ. เป็นฐานบังคับที่ราคาถูกที่สุดและทำหน้าที่ดูแลคน ส่วนประกันสมัครใจคือส่วนที่เราเลือกเพิ่มเพื่อดูแลตัวรถและความรับผิดที่วงเงินสูงขึ้น ทั้งคู่ทำงานร่วมกัน

เรื่องราคา: เบี้ย พ.ร.บ. เป็นอัตราตายตัวตามประเภทรถที่ คปภ. กำหนด ส่วนเบี้ยประกันภาคสมัครใจผันผวนตามรุ่นรถ ทุนประกัน อายุรถ และโปรไฟล์ผู้ขับ บทความนี้จึงไม่ระบุราคาเบี้ยเป็นตัวเลขตายตัว แนะนำให้ดูช่วงราคาประมาณการที่ /compare (ไม่ต้องกรอกข้อมูลส่วนตัว) และตรวจเบี้ยจริงกับบริษัทประกันอีกครั้ง

แล้วรถบ้านเราควรมีทั้งคู่ไหม

คำตอบคือควรมีทั้งคู่ พ.ร.บ. เป็นสิ่งที่ต้องมีตามกฎหมายอยู่แล้ว ส่วนประกันสมัครใจให้พิจารณาตามความเสี่ยงและงบของบ้าน เป็นแนวทางทั่วไปคือ รถใหม่หรือยังผ่อนอยู่ คนส่วนใหญ่มักเลือกชั้นที่ครอบคลุมสูงเพื่อปิดความเสี่ยงรถเราเอง ส่วนรถที่ใช้น้อยหรืออายุมาก หลายบ้านเลือกชั้น 2+ หรือ 3+ เพื่อให้เบี้ยเบาลง ทั้งนี้เป็นข้อมูลประกอบ ไม่ใช่คำแนะนำเฉพาะคัน การเลือกชั้นและ วิธีลดเบี้ยตอนต่ออายุ เราเขียนแยกไว้ละเอียดแล้ว

ก่อนตัดสินใจ ลองดูช่วงราคาแต่ละชั้นแบบประมาณการที่ /compare ได้เลย ไม่ต้องกรอกข้อมูลส่วนตัวใดๆ และถ้าอยากรู้ว่าบริษัทไหนเคลมรถง่าย จ่ายจริง ร้องเรียนน้อย แวะดู คะแนนจ่ายจริงที่ /topic/trust ประกอบการตัดสินใจ

  • เช็กวันหมดอายุ พ.ร.บ. ให้ทันก่อนต่อภาษีรถทุกปี เพราะ พ.ร.บ. ขาด = ต่อภาษีไม่ได้
  • เก็บเล่ม พ.ร.บ. และกรมธรรม์ประกันไว้ที่เดียว ค้นง่ายเวลาเกิดเหตุ
  • เกิดเหตุแล้วรีบยื่นเคลม พ.ร.บ. ค่าเสียหายเบื้องต้นต้องยื่นภายใน 180 วันนับจากวันเกิดเหตุ
  • รถ EV ก็ต้องมี พ.ร.บ. เหมือนรถน้ำมัน และอย่าลืมตรวจสิทธิ์ลดภาษี 80% ที่ DLT
  • อย่าใช้ พ.ร.บ. แทนประกันรถ เพราะมันไม่จ่ายค่าซ่อมรถเราเลย
  • ตั้งเตือนต่ออายุล่วงหน้า กันลืมจนขาดและต้องเสียค่าปรับ

สรุปคือ พ.ร.บ. เป็นเกราะพื้นฐานที่กฎหมายบังคับให้รถทุกคันมี เพื่อดูแล "คน" เมื่อเกิดเหตุ ส่วนประกันภาคสมัครใจคือเกราะเสริมที่ดูแล "ตัวรถ" ของเรา มีครบทั้งคู่ถึงจะอุ่นใจ ถ้าพร้อมเลือกประกันที่เหมาะกับรถบ้านเราแล้ว ลองเข้าไปดูราคาแบบประมาณการได้เลย แล้วค่อยๆ ตัดสินใจอย่างสบายใจค่ะ