ในซองเอกสารต่อทะเบียนรถ มักมีกระดาษอยู่สองใบที่คนชอบสลับกัน ใบหนึ่งคือ พ.ร.บ. อีกใบคือใบเสร็จภาษีรถประจำปี หลายคนจ่ายรวดเดียวจนไม่ทันสังเกตว่าตัวเลขสองก้อนนี้คิดคนละแบบ และก้อนแรกที่ชื่อ พ.ร.บ. นั้นแทบจะ 'ตั้งราคาตายตัว' มาแล้วตามประเภทรถ บทความนี้ KUMKRONG จะกางตารางราคา พ.ร.บ. ปี 2569 แยกตามประเภทรถให้ดูทีละบรรทัด พร้อมอธิบายว่าตัวเลขมาจากไหน ทำไมร้านไหนก็เก็บเท่ากัน และเงินก้อนนี้ซื้อความคุ้มครองอะไรกลับมาบ้าง เพื่อให้คุณกดจ่ายอย่างเข้าใจ ไม่ใช่จ่ายเพราะเขาบอกให้จ่าย
KUMKRONG เป็นสื่อให้ความรู้ ไม่ใช่นายหน้าหรือตัวแทนประกัน เราไม่ขายและไม่รับต่อ พ.ร.บ. ให้ ตัวเลขในบทความเป็นการประมาณการเพื่อการศึกษา ก่อนจ่ายจริงโปรดยืนยันอัตราและวงเงินล่าสุดกับสำนักงาน คปภ. (oic.or.th) หรือบริษัทประกันที่ออกกรมธรรม์
พ.ร.บ. คืออะไร และทำไมราคาถึงเท่ากันทุกเจ้า
พ.ร.บ. ย่อมาจากชื่อกฎหมาย 'พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535' เป็นประกันภาคบังคับที่รถทุกคันต้องมี ถ้าไม่มีจะนำไปต่อภาษีรถประจำปีไม่ได้ และการใช้รถที่ไม่มี พ.ร.บ. ยังมีโทษปรับตามกฎหมายด้วย จุดที่ทำให้ พ.ร.บ. ต่างจากประกันรถทั่วไปคือ 'อัตราเบี้ยถูกกำหนดเป็นมาตรฐานกลาง' โดยสำนักงาน คปภ. (สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย) แปลว่าบริษัทประกันแข่งกันที่ราคาไม่ได้ รถประเภทเดียวกันจะจ่ายเบี้ยเท่ากันไม่ว่าซื้อกับเจ้าไหน สิ่งที่ต่างกันมีแค่ของแถม ความเร็วในการออกเล่ม หรือบริการเสริมรอบ ๆ เท่านั้น
เก็บไว้ในใจหนึ่งประโยค: 'พ.ร.บ. แพง-ถูกไม่ได้ขึ้นกับร้าน แต่ขึ้นกับประเภทรถ' ถ้าใครเสนอ พ.ร.บ. รถเก๋งราคาถูกผิดปกติ ส่วนใหญ่คือเขาลดจากค่าบริการ/ของแถมของตัวเอง ไม่ใช่ลดตัวเบี้ยมาตรฐาน
ตารางราคา พ.ร.บ. 2569 แยกตามประเภทรถ
ตารางด้านล่างแยกเป็นสองคอลัมน์ตัวเลขโดยตั้งใจ คอลัมน์แรกคือ 'เบี้ยสุทธิ' (ตัวเบี้ยมาตรฐานตามอัตรา คปภ. ก่อนบวกภาษี) ส่วนคอลัมน์ที่สองคือ 'ราคาที่จ่ายจริง' ซึ่งบวกภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% และอากรแสตมป์เข้าไปแล้ว ตัวเลขบนใบเสร็จจริงจึงลงท้ายไม่กลม ๆ แบบที่หลายคนงงว่าทำไม 600 ถึงกลายเป็น 645.21 — คำตอบคือภาษีและอากรนั่นเอง รถยอดนิยมของบ้านเรา (รถเก๋งและรถกระบะ) อยู่สองแถวบนสุด ส่วนมอเตอร์ไซค์แยกขั้นย่อยตามขนาดเครื่องยนต์ถึงสี่ช่วง
| ประเภทรถ | เบี้ยสุทธิ (โดยประมาณ) | ราคาจ่ายจริง รวมภาษี+อากร |
|---|---|---|
| รถเก๋ง / รถยนต์นั่งส่วนบุคคล ไม่เกิน 7 ที่นั่ง | 600 บาท | 645.21 บาท |
| รถกระบะ / รถบรรทุก น้ำหนักไม่เกิน 3 ตัน | 900 บาท | 967.28 บาท |
| รถตู้ / รถนั่ง เกิน 7 ที่นั่ง แต่ไม่เกิน 15 ที่นั่ง | 1,100 บาท | 1,182.35 บาท |
| รถจักรยานยนต์ ไม่เกิน 75 ซีซี | 150 บาท | 161.57 บาท |
| รถจักรยานยนต์ เกิน 75 ถึง 125 ซีซี | 300 บาท | 323.14 บาท |
| รถจักรยานยนต์ เกิน 125 ถึง 150 ซีซี | 400 บาท | 430.14 บาท |
| รถจักรยานยนต์ เกิน 150 ซีซี | 600 บาท | 645.21 บาท |
ตัวเลขข้างต้นเป็นอัตรามาตรฐานสำหรับรถส่วนบุคคลตามที่ คปภ. กำหนด (ข้อมูล ณ มิ.ย. 2569) รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% และอากรแสตมป์แล้ว รถที่ใช้รับจ้าง/สาธารณะหรือใช้เชิงพาณิชย์จะมีอัตราต่างออกไป และอัตราเบี้ย พ.ร.บ. ปรับได้ตามประกาศของ คปภ. โปรดเช็กตัวเลขล่าสุดที่ คปภ. (oic.or.th) หรือบริษัทประกันก่อนชำระเสมอ
สังเกตว่าราคาเรียงตาม 'ความเสี่ยงและจำนวนคนที่รถบรรทุกได้' รถยิ่งจุคนมาก (รถตู้) หรือใช้งานหนัก (รถกระบะ/รถบรรทุก) เบี้ยก็สูงกว่ารถเก๋ง เพราะถ้าเกิดเหตุ โอกาสที่จะต้องดูแลผู้ประสบภัยหลายคนก็มากกว่า ส่วนมอเตอร์ไซค์แม้เบี้ยถูกที่สุด แต่ก็แยกขั้นตามขนาดเครื่องยนต์ถึงสี่ช่วง ตั้งแต่คันเล็กไม่เกิน 75 ซีซี ไปจนถึงบิ๊กไบค์เกิน 150 ซีซี ที่จ่ายเท่ารถเก๋งพอดี นี่คือเหตุผลที่ 'ประเภทรถและขนาดเครื่อง' ไม่ใช่ 'ยี่ห้อ' หรือ 'รุ่น' เป็นตัวกำหนดราคา พ.ร.บ.
พ.ร.บ. กับ ภาษีรถประจำปี ต่างกันตรงไหน

นี่คือจุดที่สลับกันบ่อยที่สุด ทั้งสองอย่างบังคับตามกฎหมายเหมือนกัน และต้องทำในรอบเดียวกัน แต่คนละหน้าที่กันคนละขั้ว พ.ร.บ. คือ 'ประกันที่คุ้มครองคน' ส่วนภาษีรถคือ 'ค่าธรรมเนียมที่จ่ายให้รัฐ' แล้วได้ป้ายสี่เหลี่ยมมาติดหน้ารถ ลำดับสำคัญคือต้องมี พ.ร.บ. ก่อน ถึงจะนำไปต่อภาษีกับกรมการขนส่งทางบกได้
| หัวข้อ | พ.ร.บ. | ภาษีรถประจำปี |
|---|---|---|
| คืออะไร | ประกันภาคบังคับ คุ้มครอง 'คน' (ผู้ประสบภัยจากรถ) | ค่าธรรมเนียมจ่ายให้รัฐ ได้ป้ายมาติดรถ |
| ใครกำหนด/เก็บ | อัตรากำหนดโดย คปภ. ออกเล่มโดยบริษัทประกัน | จัดเก็บโดยกรมการขนส่งทางบก (DLT) |
| ราคาขึ้นกับ | ประเภทรถ + ขนาดเครื่อง (เก๋ง/ตู้/กระบะ/มอ'ไซค์) | รถน้ำมัน: ขนาดเครื่องยนต์ (ซีซี); รถ EV: น้ำหนักรถ |
| ได้อะไรกลับมา | ค่ารักษา/ค่าชดเชยเมื่อมีคนบาดเจ็บหรือเสียชีวิต | ป้ายภาษี (สี่เหลี่ยม) ติดกระจกหน้ารถ |
| ลำดับการทำ | ต้องมีก่อน | ต่อหลังจากมี พ.ร.บ. แล้ว |
ขับรถ EV อยู่ใช่ไหมคะ จุดที่ต่างชัดคือ 'ภาษีรถประจำปี' ของ BEV คิดตามน้ำหนักรถ (ตาม พ.ร.บ. รถยนต์ พ.ศ. 2522 จัดเก็บโดย DLT) ไม่ได้คิดตามซีซีแบบรถน้ำมัน และยังมีพระราชกฤษฎีกาลดภาษีประจำปีให้รถ BEV ใหม่ลง 80% โดยให้สิทธิ 1 ปีต่อคันสำหรับรถที่จดทะเบียนในกรอบเวลาที่กำหนด — สิทธินี้มีวันสิ้นสุดและอาจมีการพิจารณาขยาย ควรตรวจสถานะล่าสุดที่กรมการขนส่งทางบก (dlt.go.th) แต่ขอย้ำว่าส่วนนี้คือ 'ภาษี' ไม่ใช่ 'พ.ร.บ.' — ราคา พ.ร.บ. ของรถ EV ที่เป็นรถเก๋งนั่งส่วนบุคคลยังอยู่ในกลุ่มเดียวกับรถเก๋งทั่วไป คือ 645.21 บาท
จ่ายเบี้ยไปแล้ว พ.ร.บ. คุ้มครองอะไร ได้เงินเท่าไหร่
ประโยคที่ต้องจำให้ขึ้นใจคือ 'พ.ร.บ. คุ้มครองคน ไม่คุ้มครองรถ' ถ้ารถชนกันแล้วตัวถังบุบ พ.ร.บ. ไม่จ่ายค่าซ่อมรถให้เลย แต่จะดูแลค่ารักษาพยาบาลและค่าชดเชยให้กับ 'คน' ที่บาดเจ็บหรือเสียชีวิต ทั้งคนขับ ผู้โดยสาร คนเดินถนน และคู่กรณี ความคุ้มครองแบ่งเป็นสองจังหวะ จังหวะแรกเรียก 'ค่าเสียหายเบื้องต้น' เบิกได้ทันทีโดยไม่ต้องรอพิสูจน์ว่าใครผิด จังหวะที่สองคือ 'ค่าสินไหมทดแทน' ส่วนเพิ่ม ที่จะได้เมื่อพิสูจน์แล้วว่าเราเป็นฝ่ายถูก
| รายการ | ค่าเสียหายเบื้องต้น (ไม่ต้องพิสูจน์ผิด-ถูก) | รวมสูงสุดเมื่อเป็นฝ่ายถูก |
|---|---|---|
| ค่ารักษาพยาบาล (จ่ายตามจริง) | ไม่เกิน 30,000 บาท | ไม่เกิน 80,000 บาท |
| เสียชีวิต / ทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง | 35,000 บาท | 500,000 บาท |
| สูญเสียอวัยวะ | 35,000 บาท | 250,000–500,000 บาท (ตามกรณี) |
| ชดเชยรายวัน กรณีนอน รพ. (ผู้ป่วยใน) | — | 200 บาท/วัน รวมไม่เกิน 20 วัน |
เคล็ดลับที่คนมักไม่รู้: 'ค่าเสียหายเบื้องต้น' (ค่ารักษาไม่เกิน 30,000 + กรณีเสียชีวิต/ทุพพลภาพ 35,000) เบิกได้ก่อน โดยยังไม่ต้องรู้ว่าใครผิด และกฎหมายกำหนดให้บริษัทประกันจ่ายภายในกรอบเวลาที่เร็ว ส่วน 'ค่าสินไหมเพิ่มเติม' ที่ทำให้ค่ารักษาขยับไปถึง 80,000 หรือกรณีเสียชีวิตถึง 500,000 บาท จะได้เมื่อพิสูจน์ว่าเราเป็นฝ่ายถูกแล้ว
วงเงินด้านบนเป็นอัตราอ้างอิงตามที่ คปภ. กำหนด และอาจมีการปรับปรุงได้ ตัวเลขกรณีสูญเสียอวัยวะยังแบ่งย่อยตามจำนวน/ลักษณะอวัยวะที่สูญเสีย ก่อนใช้สิทธิจริงควรยืนยันเงื่อนไขและจำนวนเงินล่าสุดจากเว็บไซต์ คปภ. (oic.or.th) หรือบริษัทที่ออกกรมธรรม์เสมอ
ใครเบิก พ.ร.บ. ได้บ้าง
พ.ร.บ. ดูแล 'ทุกคนที่ได้รับบาดเจ็บจากรถคันนั้น' ไม่ได้จำกัดแค่เจ้าของรถ ลองไล่ดูว่ามีใครบ้างที่อยู่ในความคุ้มครอง
- คนขับรถคันที่ทำ พ.ร.บ. (ถ้าเป็นฝ่ายถูก ได้รับเต็มวงเงิน)
- ผู้โดยสารทุกที่นั่งในรถคันนั้น
- คนเดินเท้าหรือคู่กรณีที่ถูกชน
- คนซ้อนท้าย/ผู้โดยสารบนรถจักรยานยนต์
มีแค่ พ.ร.บ. พอไหม
พ.ร.บ. คือ 'พื้นฐานขั้นต่ำตามกฎหมาย' ดูแลเฉพาะค่ารักษาของคน แต่ไม่จ่ายค่าซ่อมรถของเราหรือของคู่กรณีเลยสักบาท ถ้าวันหนึ่งเฉี่ยวเสาหรือชนท้ายเขา ค่าซ่อมทั้งหมดจะตกที่กระเป๋าเราเอง คนจำนวนมากจึงเสริมประกันรถภาคสมัครใจ (ชั้น 1, 2+, 3+, 3) ทับลงไปอีกชั้น โดยแต่ละชั้นคุ้มครองรถไม่เท่ากันและเบี้ยต่างกันตามนั้น ส่วนนี้ KUMKRONG อธิบายแยกไว้ละเอียดในบทความเปรียบเทียบความต่างของแต่ละชั้น และถ้าอยากดูภาพรวมแบบเป็นกลาง ใช้เครื่องมือเปรียบเทียบของเราที่ /#filter ได้
อย่าปล่อยให้ พ.ร.บ. ขาดแม้แต่วันเดียว เพราะถ้าเกิดอุบัติเหตุในช่วงที่ขาด ผู้ประสบภัยจะเสียสิทธิรับค่าเสียหายเบื้องต้นจากบริษัทประกัน และเจ้าของรถอาจต้องสำรองจ่ายค่ารักษาเองก่อน วิธีง่ายสุดคือต่อ พ.ร.บ. พร้อมรอบต่อภาษีในคราวเดียว จะได้ไม่ลืม
สรุปสั้น ๆ: ราคา พ.ร.บ. ปี 2569 ขึ้นกับ 'ประเภทรถ' รถเก๋งจ่าย 645.21 บาท/ปี (รวมภาษีและอากรแล้ว) รถกระบะ 967.28 บาท รถตู้ 1,182.35 บาท ส่วนมอเตอร์ไซค์ไล่ตามขนาดเครื่องตั้งแต่ 161.57 บาท (≤75 ซีซี) ไปจนถึง 645.21 บาท (เกิน 150 ซีซี) และทุกเจ้าราคาเท่ากันเพราะ คปภ. กำหนด เงินก้อนนี้คุ้มครอง 'คน' ไม่คุ้มครอง 'รถ' และต้องมีก่อนต่อภาษีเสมอ ถ้าอยากให้ทั้งคนและรถอุ่นใจครบ ค่อยพิจารณาประกันภาคสมัครใจตามการใช้งานจริงเพิ่มเข้าไป โดยเช็กตัวเลขล่าสุดกับ คปภ. ก่อนจ่ายทุกครั้ง







