ลองนึกภาพป้ายภาษีรถที่ติดอยู่หน้ากระจกค่ะ กว่าจะได้ป้ายนั้นมา เราต้องยื่นใบ "พ.ร.บ." ก่อนเสมอ — แต่ใบนั้นกลับไม่ใช่ "ประกันรถ" แบบที่ตัวแทนโทรมาชวนทำชั้น 1 เลย หลายบ้านจ่ายทั้งสองอย่างทุกปีโดยไม่เคยรู้ว่ามันคนละใบ ทำคนละหน้าที่ และถ้าเกิดเรื่องจริงขึ้นมา ใบไหนจ่ายส่วนไหน บทความนี้ขอวางสองใบนี้เรียงข้างกันให้เห็นชัดๆ ว่าใครดูแลอะไร ทำไมต้องมีทั้งคู่ และสำหรับคนใช้รถไฟฟ้า (EV) มีจุดที่ต้องระวังเพิ่มอีกหนึ่งเรื่องที่คนมักลืม
อ่านเร็วใน 20 วินาที: พ.ร.บ. = ภาคบังคับตามกฎหมาย เน้นคุ้มครอง "คน" ที่เจ็บ/เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถ วงเงินจำกัดและไม่จ่ายค่าซ่อมรถเลย · ประกันชั้น 1/2+/3+/3 = ภาคสมัครใจ เลือกซื้อเอง เน้น "รถ" และค่าเสียหายส่วนที่พ.ร.บ.ไม่ครอบคลุม · สองใบนี้ไม่ทับซ้อนกัน แต่ต่อกันเป็นชั้น จึงควรมีทั้งคู่
สองใบนี้แก้คนละปัญหา — นั่นคือหัวใจของความต่าง
ถ้าจำได้แค่ประโยคเดียว ขอให้จำว่า พ.ร.บ. ออกแบบมาเพื่อ "ไม่ให้คนเจ็บไม่มีใครจ่ายค่ารักษา" ส่วนประกันภาคสมัครใจออกแบบมาเพื่อ "ไม่ให้เราต้องควักเงินก้อนโตค่าซ่อม" คนละโจทย์กันตั้งแต่ต้น พ.ร.บ. จึงเป็นเรื่องของ "คน" ล้วนๆ ไม่ว่าจะเป็นคนขับ ผู้โดยสาร คนเดินถนน หรือคู่กรณี — และที่สำคัญคือจ่ายค่ารักษาเบื้องต้นให้ก่อนโดยยังไม่ต้องพิสูจน์ว่าใครผิดใครถูก เพื่อให้ผู้บาดเจ็บได้รับการดูแลทันที ส่วนค่าซ่อมตัวรถ ทั้งรถเราและรถคู่กรณี พ.ร.บ. ไม่ได้แตะเลยแม้แต่บาทเดียวค่ะ
พอเข้าใจตรงนี้ คำถามที่ว่า "มีพ.ร.บ.แล้วทำไมยังต้องทำประกันอีก" ก็ตอบได้เอง เพราะช่องว่างที่ใหญ่ที่สุด — ค่าซ่อมรถ — เป็นสิ่งที่พ.ร.บ. ไม่เคยรับผิดชอบ และมักเป็นก้อนเงินที่หนักที่สุดเวลาเกิดเหตุจริง
พ.ร.บ. ดูแล "คน" ได้แค่ไหน
พ.ร.บ. มีสองชั้นเงินในตัวเอง: ชั้นแรกคือ "ค่าเสียหายเบื้องต้น" ที่จ่ายให้ทันทีโดยไม่ต้องรอตัดสินถูกผิด เหมาะเป็นเงินก้อนแรกประคองค่ารักษาและค่าจัดการศพ ส่วนชั้นที่สองคือ "ค่าสินไหมทดแทน" ที่จ่ายเพิ่มเมื่อพิสูจน์แล้วว่าเราเป็นฝ่ายถูก ตัวเลขด้านล่างเป็นกรอบวงเงินที่ใช้กันอยู่ ณ มิถุนายน 2569 — ควรยืนยันอีกครั้งกับคปภ. ก่อนใช้อ้างอิงจริง เพราะเงื่อนไขปรับปรุงได้
| กรณีบาดเจ็บ/เสียชีวิต | ค่าเสียหายเบื้องต้น (จ่ายทันที ไม่พิสูจน์ถูกผิด) | ค่าสินไหมรวม (เมื่อเป็นฝ่ายถูก) |
|---|---|---|
| ค่ารักษาพยาบาล (บาดเจ็บ) | ตามจริง สูงสุด 30,000 บาท/คน | ตามจริง สูงสุด 80,000 บาท/คน |
| เสียชีวิต / ทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง | 35,000 บาท/คน | สูงสุด 500,000 บาท/คน |
| สูญเสียอวัยวะ | 35,000 บาท/คน | ประมาณ 200,000–500,000 บาท/คน |
| ชดเชยรายวันกรณีนอนโรงพยาบาล (ผู้ป่วยใน) | — | 200 บาท/วัน สูงสุด 20 วัน |
ไทม์ไลน์ที่ควรรู้: ค่าเสียหายเบื้องต้นของพ.ร.บ. กฎหมายกำหนดให้จ่ายภายใน 7 วันหลังยื่นเรื่องครบ และต้องยื่นขอภายใน 180 วันนับจากวันเกิดเหตุ อย่าปล่อยให้เลยกำหนด เพราะนี่คือเงินที่ได้เร็วที่สุดในระบบ
เห็นเพดาน "สูงสุด 500,000 บาท" แล้วอย่าเพิ่งวางใจค่ะ นั่นคือกรณีเสียชีวิต/คน และเป็นวงเงินสำหรับ "คน" เท่านั้น ถ้ารถเราพังยับ หรือเราไปชนรถคันอื่นเสียหายหลักแสน พ.ร.บ. ช่วยไม่ได้สักบาท — นี่คือเหตุผลตรงๆ ว่าทำไมพ.ร.บ.อย่างเดียวจึงไม่พอ
ประกันภาคสมัครใจเข้ามาอุดช่องว่างตรงไหน

ประกันภาคสมัครใจคือใบที่กฎหมายไม่ได้บังคับ แต่คนส่วนใหญ่เลือกทำเพราะมันรับช่วงต่อจากจุดที่พ.ร.บ.หยุด — โดยเฉพาะค่าซ่อมรถเราเอง ค่าซ่อมรถคู่กรณีส่วนที่เกินวงเงินพ.ร.บ. และความเสียหายอื่นอย่างไฟไหม้ น้ำท่วม รถหาย แบ่งออกเป็น 4 ชั้นหลัก จากครอบคลุมที่สุดไปพื้นฐานที่สุด เบี้ยก็ลดหลั่นตามความคุ้มครอง ตารางนี้สรุปจุดต่างที่ทำให้เลือกผิดเลือกถูกได้จริง
| ความคุ้มครอง | ชั้น 1 | ชั้น 2+ | ชั้น 3+ | ชั้น 3 |
|---|---|---|---|---|
| รถเราเสียหาย — ชนมีคู่กรณี (ยานพาหนะ) | คุ้ม | คุ้ม | คุ้ม | ไม่คุ้ม |
| รถเราเสียหาย — ชนเอง/ไม่มีคู่กรณี | คุ้ม | ไม่คุ้ม | ไม่คุ้ม | ไม่คุ้ม |
| รับผิดต่อคู่กรณี (คน + รถ/ทรัพย์สิน) | คุ้ม | คุ้ม | คุ้ม | คุ้ม |
| ไฟไหม้ / รถสูญหาย | คุ้ม | คุ้ม | ไม่คุ้ม | ไม่คุ้ม |
| ภัยธรรมชาติ (เช่น น้ำท่วม) | คุ้ม | บางกรมธรรม์ (ตรวจเงื่อนไข) | ไม่คุ้ม | ไม่คุ้ม |
| เบี้ยต่อปี (เปรียบเทียบเชิงสัมพัทธ์) | สูงสุด | ปานกลาง | ค่อนข้างประหยัด | ประหยัดสุด |
อ่านตารางเป็นเส้นเรื่องเดียว: ชั้น 1 คุ้มทุกอย่างรวมถึงชนเองไม่มีคู่กรณี → ชั้น 2+ ตัดเรื่องชนเองออก แต่ยังมีไฟไหม้/รถหาย → ชั้น 3+ ตัดไฟไหม้/รถหายออกอีก เหลือเฉพาะชนมีคู่กรณี → ชั้น 3 เหลือแค่ความรับผิดต่อคู่กรณีล้วนๆ ไม่ดูแลรถเราเลย เลือกได้ตามว่ายอมรับความเสี่ยงตรงไหนได้
เรื่องเบี้ย — เราตั้งใจไม่ใส่ตัวเลขบาทตายตัวค่ะ เพราะเบี้ยประกันรถขึ้นกับทุนประกัน (มูลค่ารถ) รุ่น/อายุรถ ประวัติการขับ และค่าเสียหายส่วนแรกที่เลือก คนละคันคนละราคา ตัวเลขที่เห็นในโฆษณาเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ขอใบเสนอราคาจริงจากบริษัทประกันเป็นรายคันเสมอ
วางสองใบเรียงข้างกัน
| หัวข้อ | พ.ร.บ. (ภาคบังคับ) | ประกันภาคสมัครใจ (ชั้น 1/2+/3+/3) |
|---|---|---|
| กฎหมายบังคับไหม | บังคับ รถทุกคันต้องมี ไม่มีต่อภาษีไม่ได้ | ไม่บังคับ เลือกซื้อเอง |
| คุ้มครองใคร/อะไรเป็นหลัก | "คน" ที่บาดเจ็บ/เสียชีวิต | "รถ" เรา + ความเสียหายส่วนที่เกินพ.ร.บ. |
| ค่าซ่อมรถเรา | ไม่คุ้ม | คุ้ม (ตามชั้นที่เลือก) |
| ค่าซ่อม/ค่ารักษาคู่กรณี | เฉพาะส่วน "คน" ตามวงเงินจำกัด | ทั้งคนและทรัพย์สิน วงเงินสูงกว่ามาก |
| ลักษณะวงเงิน | กำหนดตายตัวตามกฎหมาย | เลือกได้ตามแผน/ทุนประกัน |
| บทบาทเมื่อเกิดเหตุ | เงินก้อนแรกดูแล "คน" ทันที | รับช่วงต่อ ดูแล "รถ" และส่วนเกิน |
จะเห็นว่าสองใบนี้แทบไม่ทับซ้อนกันเลยค่ะ พ.ร.บ. ปิดช่องเรื่องคน ประกันภาคสมัครใจปิดช่องเรื่องรถ เวลาเกิดอุบัติเหตุจริง ทั้งสองใบจะทำงานพร้อมกัน — พ.ร.บ. ดูแลค่ารักษาคนก่อน ส่วนประกันภาคสมัครใจจัดการค่าซ่อมและส่วนที่เหลือ
ถ้าใช้รถ EV ต้องระวังเพิ่มอะไร
สำหรับคนใช้รถไฟฟ้า (BEV) โครงสร้างใหญ่ยังเหมือนเดิม — พ.ร.บ. ดูแลคน ประกันภาคสมัครใจดูแลรถ — แต่ฝั่งภาคสมัครใจมีกติกาเฉพาะที่รถน้ำมันไม่มี เพราะคปภ. ออกแบบกรมธรรม์รถ EV แยกไว้ (คำสั่งนายทะเบียนที่ 47/2566) ประกาศใช้ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2567 และบังคับใช้เต็มรูปแบบกับกรมธรรม์ใหม่ทุกฉบับตั้งแต่ 1 มิ.ย. 2567 ใช้กับรถไฟฟ้า 100% จากแบตเตอรี่เท่านั้น ตรวจถ้อยคำฉบับจริงได้ที่ระบบสืบค้นกฎหมายของคปภ.
จุดที่ต้องอ่านให้ขาดมีสองเรื่อง: (1) แบตเตอรี่แรงดันสูงถือเป็นส่วนหนึ่งของตัวรถ รวมอยู่ในทุนประกันชั้น 1 อยู่แล้ว แต่กรณีต้องเปลี่ยนทั้งก้อน กรมธรรม์มาตรฐานชดใช้ "ลดตามอายุแบต" — ปีแรก 100% แล้วลดปีละ 10% จนเหลือต่ำสุด 50% เมื่อเกิน 5 ปี ถ้าอยากได้คืนเต็ม 100% ต้องซื้อความคุ้มครองเพิ่ม (rider) และ (2) ที่ชาร์จ — กรมธรรม์มาตรฐานคุ้มเฉพาะ "ที่ชาร์จพกพา" ที่แถมมากับรถ ส่วน "Wallbox ติดผนังที่บ้าน" เป็นข้อยกเว้น ไม่อยู่ในความคุ้มครองพื้นฐาน ต้องซื้อ rider เพิ่มถ้าต้องการให้ครอบคลุม
| รายการ | กรมธรรม์ EV มาตรฐาน (ชั้น 1) | ต้องซื้อ rider เพิ่ม |
|---|---|---|
| แบตเตอรี่แรงดันสูง (ส่วนหนึ่งของรถ) | คุ้ม แต่ชดใช้ลดตามอายุ (ปี1=100% … เกิน 5 ปี=50%) | ซื้อเพิ่มเพื่อชดใช้เต็ม 100% |
| ที่ชาร์จพกพา (แถมมากับรถ) | คุ้ม | — |
| Wallbox ติดผนังที่บ้าน | ไม่คุ้ม (เป็นข้อยกเว้น) | ต้องซื้อเพิ่มหากต้องการคุ้มครอง |
รถ EV ยังเป็นกรมธรรม์แบบ "ระบุชื่อผู้ขับขี่" 1–5 คน และจัดส่วนลดตามประวัติ/พฤติกรรมการขับขี่ (ประวัติดีลดได้สูงสุดราว 40%) ดังนั้นใครเป็นคนขับประจำ มีผลต่อเบี้ยและการเคลม ระบุให้ครบและตรงความจริงตั้งแต่ตอนทำกรมธรรม์
สรุป: ต้องมีทั้งคู่ไหม
พ.ร.บ. "ต้องมี" — ไม่ใช่ทางเลือก เพราะเป็นกฎหมายและเป็นเงื่อนไขในการต่อภาษีรถประจำปีกับกรมการขนส่งทางบก ไม่มีพ.ร.บ. ก็ต่อทะเบียนไม่ได้และมีโทษปรับ ส่วนประกันภาคสมัครใจ "ควรมี" เพราะพ.ร.บ. ดูแลแค่ตัวคน วงเงินจำกัด และไม่จ่ายค่าซ่อมรถเลย วิธีคิดง่ายๆ คือถามตัวเองว่า "ถ้าวันนี้รถพังยับ หรือเราไปชนรถคันอื่นค่าซ่อมหลักแสน เรามีเงินก้อนนั้นพร้อมไหม" ถ้าคำตอบคือไม่ ประกันภาคสมัครใจคือสิ่งที่มาอุดช่องนั้น
เช็กลิสต์ก่อนต่ออายุปีนี้: 1) พ.ร.บ. ยังไม่หมดอายุ (จำเป็นต่อการต่อภาษี) 2) เลือกชั้นประกันภาคสมัครใจให้ตรงการใช้งานจริง — ขับทุกวัน/รถใหม่/ผ่อนอยู่ เอนไปทางชั้น 1 · ใช้น้อยรับความเสี่ยงได้ ลดมาชั้น 2+/3+ 3) ถ้าเป็นรถ EV อ่านเงื่อนไขแบตและที่ชาร์จก่อนเซ็น 4) ขอใบเสนอราคาจริงเทียบหลายเจ้าก่อนตัดสินใจ
KUMKRONG เป็นสื่อให้ความรู้และเปรียบเทียบ ไม่ใช่นายหน้าประกันภัย ตัวเลขวงเงินและการแบ่งชั้นในบทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการศึกษา ณ มิถุนายน 2569 ไม่ใช่คำแนะนำให้ซื้อแผนใดแผนหนึ่ง การทำกรมธรรม์ การกรอกข้อมูลส่วนตัว และการชำระเงินจริง ดำเนินการบนเว็บไซต์ของบริษัทประกันที่มีใบอนุญาตเสมอ โปรดตรวจสอบวงเงิน เงื่อนไข และราคาล่าสุดกับคปภ. (oic.or.th) และบริษัทประกันโดยตรงก่อนตัดสินใจ







