ปลายธันวาคมของทุกปีมีภาพที่คุ้นตา คนวิ่งหาประกัน หากองทุน โอนเงินก้อนใหญ่ทีเดียวให้ทันก่อนสิ้นปี แล้วลุ้นว่าจะได้แผนที่ตรงใจไหม ทั้งที่จริง ๆ การลดหย่อนภาษีไม่จำเป็นต้องเป็นการวิ่งโค้งสุดท้ายแบบนั้นเลย ถ้าเรามองมันเป็นงานบ้านประจำเดือนที่ทำทีละนิด เหมือนรดน้ำต้นไม้ ทั้งปีก็จะเบากว่ามาก เงินไม่สะดุด และมีเวลาเทียบของให้ดีก่อนตัดสินใจ

บทความนี้ชวนคุณวางภาษีลงบน "ปฏิทินทั้งปี" แบ่งเป็น 3 ช่วงง่าย ๆ คือ ต้นปีปิดงานเก่าแล้วส่องสิทธิ กลางปีทยอยลงมือ และปลายปีเช็กยอดเติมส่วนที่ขาด พร้อมเช็กลิสต์ที่ทำตามได้จริง ตัวเลขทุกตัวเป็นข้อมูลเพื่อการศึกษาตามกฎปัจจุบัน (ปีภาษี 2567–2568) ไม่ใช่คำแนะนำให้ซื้อผลิตภัณฑ์ใดผลิตภัณฑ์หนึ่ง

KUMKRONG เป็นสื่อให้ความรู้ ไม่ใช่นายหน้าหรือที่ปรึกษาภาษี/การลงทุน เนื้อหานี้เป็นการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำรายบุคคล กองทุน RMF/ThaiESG และประกันเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความเสี่ยง ผลตอบแทนไม่การันตี ก่อนตัดสินใจควรปรึกษาที่ปรึกษาการเงิน/ภาษีที่มีใบอนุญาต และตรวจสิทธิล่าสุดกับกรมสรรพากร (rd.go.th) ทุกครั้ง

ทำไมการรอโค้งสุดท้ายถึงไม่คุ้ม

การกระจุกซื้อทุกอย่างในเดือนเดียวมีต้นทุนแฝงที่มองไม่ค่อยเห็น สามข้อหลัก ๆ คือ หนึ่ง เงินก้อนใหญ่ออกพร้อมกันจนกระทบสภาพคล่องช่วงสิ้นปีที่ค่าใช้จ่ายอื่นก็เยอะอยู่แล้ว สอง เลือกแผนแบบรีบจนไม่ได้เทียบเงื่อนไขให้ครบ และสาม ถ้าเป็นกองทุน การลงเงินก้อนเดียวตอนปลายปีคือการรับราคา ณ จังหวะนั้น ไม่ได้เฉลี่ยต้นทุนเหมือนทยอยลงทั้งปี

หัวใจของการวางแผนที่สบายตัว คือ "ต้นปีสำรวจ กลางปีทยอย ปลายปีเช็ก" แบ่งจ่ายเป็นรายเดือนแทนก้อนเดียว เงินไม่สะดุดและได้เลือกของที่เหมาะกับเราจริง ๆ

ปฏิทินวางแผนภาษี 12 เดือน

ตารางนี้สรุปว่าแต่ละช่วงควรโฟกัสอะไร เซฟไว้ดูประจำได้เลย แล้วค่อย ๆ ติ๊กไปทีละข้อ วันที่ในตารางอ้างอิงรอบปีภาษีปกติ ส่วนกำหนดยื่นออนไลน์ที่ขยายออกไป ให้เช็กประกาศของปีนั้น ๆ กับกรมสรรพากรอีกครั้ง

ช่วงเดือนโฟกัสหลักสิ่งที่ลงมือทำ
ม.ค.รวบรวมเอกสารเก็บหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) จากนายจ้าง และเอกสารลดหย่อนของปีก่อน
ก.พ.ยื่นภาษีปีก่อนยื่น ภ.ง.ด.90 หรือ 91 ผ่าน e-Filing ของกรมสรรพากร ตรวจยอดต้องจ่ายเพิ่ม/ได้คืน
มี.ค.ปิดงานปีเก่า + ตั้งต้นปีใหม่กำหนดยื่นปกติถึง 31 มี.ค. (ออนไลน์มักขยายถึงราว 8 เม.ย.) แล้วประเมินสิทธิปีนี้
เม.ย.–พ.ค.วางแผนปีนี้ประเมินรายได้ทั้งปี ดูฐานภาษี และช่องว่างที่ยังลดหย่อนเพิ่มได้
มิ.ย.–ส.ค.ทยอยลงมือเริ่มทยอยลงทุน (DCA) / ทยอยจ่ายเบี้ยประกันเป็นรายเดือน
ก.ย.เช็กกลางปีทบทวนยอดที่ทำไปแล้ว เทียบกับเป้าทั้งปี
ต.ค.–พ.ย.เติมเต็มเพดานเติมส่วนที่ยังขาด เลือกแผนแบบเทียบให้ดี ยังไม่ต้องรีบ
ธ.ค.เส้นตายทำธุรกรรมให้เสร็จก่อน 31 ธ.ค. เก็บใบเสร็จ/หนังสือรับรองให้ครบ

เส้นตายที่ห้ามพลาด: ค่าลดหย่อนกลุ่มที่ต้องจ่ายเงิน (เบี้ยประกันชีวิต/สุขภาพ กองทุน RMF/ThaiESG เงินบริจาค) ต้องจ่ายหรือลงทุนภายใน 31 ธ.ค. ของปีภาษีนั้น ถ้าจ่ายวันที่ 1 ม.ค. ปีถัดไป จะนับเป็นสิทธิของปีหน้าทันที

ช่วงที่ 1 — ต้นปี (ม.ค.–มี.ค.): ปิดงานปีก่อน + ส่องสิทธิปีนี้

จัดเอกสารลดหย่อนให้ครบก่อนยื่นภาษี ช่วยให้ใช้สิทธิได้เต็มที่

ต้นปีคือฤดูยื่นภาษี กำหนดยื่นแบบปกติคือ 1 ม.ค. ถึง 31 มี.ค. ของปีถัดไป ส่วนการยื่นออนไลน์ผ่าน e-Filing มักได้รับการขยายเวลาออกไป (ปีภาษี 2567 ขยายถึง 8 เม.ย. 2568) แต่ตัวเลขนี้ประกาศเป็นปี ๆ ไป จึงควรเช็กกำหนดของปีนั้นอีกครั้ง ช่วงนี้ทำสองเรื่องคู่กัน คือปิดงานภาษีปีที่แล้วให้เรียบร้อย และถือโอกาสประเมินแผนปีนี้

  • รวบรวมหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) จากนายจ้างหรือผู้จ่ายเงินได้
  • รวมเอกสารลดหย่อนปีก่อน เช่น หนังสือรับรองเบี้ยประกัน ใบกองทุน ใบอนุโมทนาบริจาค ดอกเบี้ยกู้บ้าน
  • ยื่น ภ.ง.ด. ออนไลน์ ตรวจยอดที่ต้องจ่ายเพิ่มหรือได้คืน (กรณีได้คืน กรมสรรพากรคืนผ่านพร้อมเพย์ที่ผูกกับเลขบัตรประชาชน)
  • จดไว้ว่าปีก่อนใช้สิทธิอะไรไปบ้าง เพื่อเป็นฐานวางแผนปีนี้

แบบไหนของใคร: ภ.ง.ด.91 สำหรับผู้มีเงินได้จากเงินเดือน/ค่าจ้างอย่างเดียว (มาตรา 40(1)) ส่วน ภ.ง.ด.90 สำหรับผู้มีเงินได้ประเภทอื่นหรือหลายประเภทรวมกัน เช่น มีรายได้เสริมจากรับจ้าง ขายของ หรือค่าโฆษณาออนไลน์

ช่วงที่ 2 — กลางปี (เม.ย.–ก.ย.): ทยอยทำแบบ DCA

นี่คือช่วงที่คนวางแผนเก่งทำงานเงียบ ๆ แทนที่จะรอจ่ายก้อนใหญ่ปลายปี เราแบ่งเป้าหมายทั้งปีออกเป็นรายเดือน เช่น ถ้าตั้งใจจะลงกองทุนเพื่อการเกษียณ 60,000 บาทต่อปี ก็ทยอยลงเดือนละ 5,000 บาท (เรียกว่า DCA — Dollar-Cost Averaging) วิธีนี้ช่วยเฉลี่ยต้นทุนการลงทุนและไม่ทำให้เงินเดือนสะดุด แต่ต้องไม่ลืมว่ากองทุนเหล่านี้มีเงื่อนไขการถือครองและมีความเสี่ยงในตัวเอง

ประเด็นลงก้อนเดียวเดือน ธ.ค.ทยอย DCA ทั้งปี
ผลต่อสภาพคล่องหนักมากในเดือนเดียวเบา กระจายภาระทั้งปี
ราคากองทุนที่ได้รับราคา ณ ปลายปีเท่านั้นเฉลี่ยทั้งปี ลดความเสี่ยงเรื่องจังหวะ
เวลาเลือก/เทียบแผนน้อย มักเลือกแบบรีบมีเวลาเทียบเงื่อนไขให้ครบ
โอกาสตกหล่นสูง ถ้าพลาดคือเสียสิทธิทั้งปีต่ำ เพราะทำสม่ำเสมอ
กระจายภาระเงินออกทั้งปี (ตัวอย่างเป้าลงทุน 60,000 บาท/ปี) (บาท/เดือน)
จ่ายก้อนเดียว ธ.ค.
60,000
แบ่ง 6 เดือน
10,000
แบ่ง 12 เดือน (DCA)
5,000

จุดที่คนพลาดบ่อยปีนี้: SSF (กองทุนรวมเพื่อการออม) ใช้สิทธิลดหย่อนได้เฉพาะปีภาษี 2563–2567 เท่านั้น การซื้อ SSF ใหม่ตั้งแต่ปีภาษี 2568 ไม่ได้สิทธิลดหย่อนแล้ว (มาตรการยังไม่ต่ออายุ ณ มิ.ย. 2569) ดังนั้นปีนี้กลุ่มกองทุนลดหย่อนจึงเน้นที่ RMF และ ThaiESG เป็นหลัก ส่วนหน่วย SSF ที่ซื้อไว้ช่วง 2563–2567 ยังต้องถือให้ครบ 10 ปีนับจากวันซื้อจึงจะขายได้แบบรักษาสิทธิภาษี

ช่วงที่ 3 — ปลายปี (ต.ค.–ธ.ค.): เติมเต็มเพดานก่อน 31 ธ.ค.

ไตรมาสสุดท้ายคือเวลาเช็กยอดและเติมส่วนที่ยังขาด ไม่ใช่เพิ่งเริ่มจากศูนย์ ใส่ยอดที่ทำไปแล้วทั้งปีลงในเครื่องคำนวณหรือสเปรดชีตของคุณ ดูว่ายังเหลือเพดานให้เติมได้อีกเท่าไร เพดานที่คนมักลืมเช็กคือกลุ่มประกันและกลุ่มเกษียณ ตารางด้านล่างสรุปเพดานหลักของปีภาษี 2567 (ยังใช้ต่อเนื่องในปี 2568 สำหรับรายการถาวร)

สิทธิลดหย่อน (กลุ่มนิยม)เพดานหมายเหตุสำคัญ
เบี้ยประกันชีวิตไม่เกิน 100,000 บาทกรมธรรม์ความคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป
เบี้ยประกันสุขภาพตนเองไม่เกิน 25,000 บาทเมื่อรวมกับเบี้ยประกันชีวิตต้องไม่เกิน 100,000 บาท
เบี้ยประกันสุขภาพบิดามารดาไม่เกิน 15,000 บาทบิดามารดาต้องมีเงินได้พึงประเมินในปีนั้นไม่เกิน 30,000 บาท
กลุ่มเกษียณ (RMF/ประกันบำนาญ/PVD/กบข.)รวมกันไม่เกิน 500,000 บาทRMF ไม่เกิน 30% ของเงินได้; ประกันบำนาญไม่เกิน 15% และไม่เกิน 200,000 บาท
ThaiESGไม่เกิน 300,000 บาทไม่เกิน 30% ของเงินได้ ถือต่อเนื่อง 5 ปีนับจากวันซื้อ (นอกเพดานกลุ่มเกษียณ)

ตัวเลขข้างต้นเป็นข้อมูล ณ ปีภาษี 2567 (อ้างอิงประกาศกรมสรรพากร อัปเดต 28 ม.ค. 2568) เงื่อนไขจริงแต่ละสิทธิมีรายละเอียดมาก โดยเฉพาะกลุ่มเกษียณที่มีเพดานรวม 500,000 บาทคุมอยู่ ก่อนเติมเงินก้อนใหญ่ในช่วงปลายปี ควรคำนวณให้ชัดว่าไม่ทะลุเพดานรวม และตรวจสิทธิล่าสุดกับกรมสรรพากรอีกครั้ง

อีกเรื่องที่ช่วยให้เห็นภาพคือ การลดหย่อนช่วยประหยัดภาษีมากแค่ไหนขึ้นอยู่กับฐานภาษีของคุณ ยิ่งฐานสูง เงินที่ประหยัดได้ต่อการลดหย่อน 100,000 บาทก็ยิ่งมาก ตามอัตราภาษีขั้นบันได (ใช้ตั้งแต่ปีภาษี 2560 ถึงปัจจุบัน) ดังนี้

ภาษีที่อาจประหยัดได้เมื่อลดหย่อนเพิ่ม 100,000 บาท (ตามอัตราภาษีขั้นสูงสุดของแต่ละคน) (บาท)
ฐาน 10%
10,000
ฐาน 15%
15,000
ฐาน 20%
20,000
ฐาน 30%
30,000

ตัวเลขนี้เป็นการประมาณการแบบง่าย โดยสมมติว่าเงินลดหย่อน 100,000 บาทอยู่ในชั้นภาษีอัตราเดียว ในความเป็นจริงเงินได้สุทธิอาจคร่อมหลายขั้น ผลที่ได้จริงจึงอาจต่างไปบ้าง ใช้เป็นภาพคร่าว ๆ เพื่อตัดสินใจว่าจะเติมเพดานเพิ่มหรือไม่

ย้ำอีกครั้ง: ทุกธุรกรรมต้องเสร็จสมบูรณ์ภายใน 31 ธ.ค. และต้องได้รับใบเสร็จ/หนังสือรับรองครบ บางบริษัทประกันหรือ บลจ. ออกเอกสารช้า อย่าทิ้งไว้ถึงวันสุดท้าย เผื่อเวลาไว้สัก 1–2 สัปดาห์จะปลอดภัยกว่า

เช็กลิสต์ทั้งปีแบบสั้น ๆ

  • ม.ค.–มี.ค.: ยื่นภาษีปีก่อนให้เสร็จ เก็บ 50 ทวิ และเอกสารลดหย่อนให้ครบ
  • เม.ย.–พ.ค.: ประเมินรายได้ปีนี้ ดูฐานภาษีและช่องว่างที่ยังลดหย่อนเพิ่มได้
  • มิ.ย.–ก.ย.: ทยอยลงทุน/จ่ายเบี้ยแบบ DCA เดือนละนิด
  • ก.ย.: เช็กกลางปี เทียบยอดที่ทำกับเป้า
  • ต.ค.–พ.ย.: เติมเต็มเพดานที่ยังขาด เลือกแผนแบบเทียบให้ดี ระวังไม่ให้ทะลุเพดานรวมกลุ่มเกษียณ
  • ธ.ค.: ปิดให้ทันก่อน 31 ธ.ค. เก็บใบเสร็จและหนังสือรับรองทุกใบ

จะเห็นว่าการวางแผนภาษีไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด แค่แบ่งงานเป็นรายเดือน ทำทีละนิดเหมือนการออมเงิน พอถึงปลายปีก็แค่เช็กและเติมเล็กน้อย ไม่ต้องรีบ ไม่ต้องเครียด สิ่งสำคัญที่สุดคือตรวจตัวเลขและสิทธิล่าสุดกับกรมสรรพากรก่อนยื่นทุกครั้ง เพราะมาตรการบางอย่าง (เช่น SSF, ThaiESGX) เปลี่ยนเป็นรายปี