ปฏิทินเพิ่งพลิกมาเดือนพฤศจิกายน แต่ใจเริ่มเต้นแรงเพราะเปิดแอปธนาคารแล้วเห็นยอดที่ตั้งใจกันไว้ "ลดหย่อนภาษี" ยังไม่ถึงไหน เงินก้อนใหญ่พอจะทุ่มซื้อกองทุนเป็นแสนก็ไม่มี—สถานการณ์นี้คุ้นไหมคะ ข่าวดีคือ คุณไม่จำเป็นต้องมีเงินก้อนใหญ่ถึงจะวางแผนช่วงโค้งสุดท้ายให้คุ้มได้ บทความนี้คุ้มครองชวนคุณนั่งจัดลำดับแบบมีหลักคิด ว่าถ้าเหลือเงินไม่มาก ควรเอาไปไว้ตรงไหนก่อนจึงจะได้ประโยชน์สูงสุด โดยไม่ต้องฝืนกระเป๋าตัวเอง
คุ้มครองเป็นสื่อให้ความรู้เรื่องการเงินและภาษี ไม่ใช่นายหน้าหรือที่ปรึกษาภาษี/การลงทุนที่มีใบอนุญาต บทความนี้เป็นความรู้ทั่วไปเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำให้ซื้อผลิตภัณฑ์ใดเป็นการเฉพาะ กองทุนและประกันเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยง ผลตอบแทนไม่การันตี ตัวเลขเพดานและเงื่อนไขด้านล่างอ้างอิงปีภาษี 2567 (อัปเดต ม.ค. 2568) ควรตรวจสอบหลักเกณฑ์ปีภาษีปัจจุบันกับกรมสรรพากร และปรึกษาที่ปรึกษาการเงิน/ภาษีที่มีใบอนุญาตก่อนตัดสินใจเสมอ
ก่อนซื้ออะไร เช็กก่อนว่า "ขั้นภาษี" ของเราอยู่ตรงไหน
หัวใจของการลดหย่อนโค้งสุดท้ายคือประโยคเดียว: ยิ่งขั้นภาษีสูง การลดหย่อน 1 บาท ยิ่งช่วยประหยัดภาษีได้มาก เพราะภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของไทยคิดแบบขั้นบันได ยิ่งเงินได้สุทธิสูง อัตราภาษีในขั้นบนสุดยิ่งสูงตาม ถ้าเงินได้สุทธิของเราอยู่ในขั้น 5% การลดหย่อนเพิ่ม 100,000 บาท จะประหยัดภาษีราว 5,000 บาท แต่ถ้าอยู่ขั้น 20% เงินก้อนเท่ากันประหยัดได้ถึงราว 20,000 บาท ดังนั้นคำว่า "คุ้มหรือไม่" จึงขึ้นกับขั้นภาษีของเราเป็นด่านแรก ไม่ใช่แค่ดูว่าอะไรลดหย่อนได้เยอะ
| เงินได้ทั้งปี (ก่อนหักค่าใช้จ่าย) (บาท) | อัตราภาษีในขั้นนั้น |
|---|---|
| 0 – 150,000 | ยกเว้น |
| 150,001 – 300,000 | 5% |
| 300,001 – 500,000 | 10% |
| 500,001 – 750,000 | 15% |
| 750,001 – 1,000,000 | 20% |
| 1,000,001 – 2,000,000 | 25% |
| 2,000,001 – 5,000,000 | 30% |
| มากกว่า 5,000,000 | 35% |
ตารางอัตรานี้ใช้ต่อเนื่องตั้งแต่ปีภาษี 2560 จนถึงปัจจุบัน (ตรวจล่าสุด มิ.ย. 2569) สังเกตว่าอัตราในตารางคืออัตราของ "เฉพาะขั้นนั้น" ไม่ใช่อัตราเดียวกับเงินได้ทั้งก้อน เช่น คนที่เงินได้สุทธิ 600,000 บาท ไม่ได้เสีย 15% ทั้งก้อน แต่เสียเป็นชั้นๆ ขึ้นไป ทำให้การลดหย่อนที่ "ดึงเงินได้สุทธิลงจากขั้นบนสุด" คือส่วนที่ช่วยประหยัดจริง
กับดักที่เจอบ่อยที่สุด: คิดว่าลดหย่อนแล้ว "ได้เงินคืนเต็มจำนวน" จริงๆ แล้วการประหยัดภาษีคือส่วนลดของภาษีที่เราต้องจ่าย ไม่ใช่เงินที่ได้คืนทั้งก้อน ถ้าจ่าย 10,000 บาทเพื่อประหยัดภาษี 1,000 บาท เท่ากับเรายังจ่ายเงินสุทธิออกไป 9,000 บาทอยู่ดี การลดหย่อนจึงควรเป็นการ "ซื้อของที่อยากได้/จำเป็นอยู่แล้ว" แล้วได้ส่วนลดภาษีแถม ไม่ใช่ซื้อเพราะอยากลดหย่อนล้วนๆ
เห็นภาพชัดๆ: เงิน 10,000 บาท ประหยัดภาษีได้เท่าไรในแต่ละขั้น
สมมติคุณเอาเงิน 10,000 บาทไปลงในตัวลดหย่อนที่ใช้สิทธิได้เต็มจำนวน (เช่น ค่าเบี้ยประกันที่ยังไม่เต็มเพดาน) ภาษีที่ประหยัดได้จะต่างกันตามขั้นภาษีของคุณอย่างชัดเจน—ตัวเลขด้านล่างคือเงิน 10,000 คูณด้วยอัตราภาษีในขั้นบนสุดของคุณ (ตัวอย่างเพื่อการศึกษา)
บทเรียนจากกราฟนี้ชัดมาก: ถ้าขั้นภาษีของคุณยังต่ำ (เช่นขั้น 5%) การไปกู้หรือยืมเงินดอกเบี้ยแพงมาทุ่มซื้อของลดหย่อนก้อนใหญ่มักไม่คุ้ม เพราะภาษีที่ประหยัดได้ต่ำกว่าดอกเบี้ยที่เสียไป แต่ถ้าขั้นภาษีสูง การเติมให้ครบเพดานในจังหวะที่เงินพร้อมก็ช่วยได้เป็นกอบเป็นกำ
จัดลำดับสำหรับคนเหลือเงินน้อย: ซื้ออะไรก่อน-หลัง

เมื่อเงินมีจำกัด หลักง่ายๆ คือไล่จาก "ของสองเด้ง"—ลดหย่อนได้และเป็นสิ่งที่เราจำเป็นต้องมี/จะได้ใช้จริงอยู่แล้ว—ไปหา "ของที่ต้องล็อกเงินยาว" เป็นลำดับท้าย ตารางด้านล่างเรียงตามความเหมาะกับคนงบน้อย พร้อมเพดานตามปีภาษี 2567
| ตัวเลือก | ลดหย่อนได้สูงสุด | ต้องล็อกเงินไหม | เหมาะกับใคร |
|---|---|---|---|
| ประกันสุขภาพ/ชีวิตที่จำเป็นอยู่แล้ว | สุขภาพ: ตามจ่ายจริง ไม่เกิน 25,000 · ชีวิต(กรมธรรม์ 10 ปีขึ้นไป): ตามจ่ายจริง ไม่เกิน 100,000 · รวมสองอย่างไม่เกิน 100,000 | ไม่ล็อก (เป็นค่าใช้จ่ายที่จำเป็น) | คนที่ยังไม่มีประกัน หรือถึงรอบต่ออายุพอดี ใส่เบี้ยรายปีไม่กี่พันก็เริ่มได้ |
| เงินบริจาคผ่าน e-Donation | สถานศึกษา/กีฬา/รพ.รัฐ หักได้ 2 เท่า แต่รวมแล้วไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและลดหย่อน | ไม่ล็อก แต่เงินออกจากมือถาวร | คนที่ตั้งใจทำบุญอยู่แล้ว ใช้เศษเงินเติมให้คุ้ม |
| กองทุน ThaiESG | ตามจ่ายจริง ไม่เกิน 30% ของเงินได้ และไม่เกิน 300,000 (เพดานแยกจากก้อนเกษียณ) | ถือต่อเนื่องอย่างน้อย 5 ปีนับจากวันซื้อ | คนเริ่มลงทุนลดหย่อน เพดานแยกต่างหาก ใส่เงินน้อยก็ได้ |
| RMF | ตามจ่ายจริง ไม่เกิน 30% ของเงินได้ และไม่เกิน 500,000 (รวมในเพดานเกษียณ 500,000) | ล็อกยาว: ถือ ≥5 ปี และไถ่ถอนเมื่ออายุ 55 ปีขึ้นไป | คนขั้นภาษีสูง วางแผนเกษียณจริงจัง รับเงื่อนไขถือยาวได้ |
ข้อควรระวังเรื่อง SSF: กองทุน SSF ให้สิทธิลดหย่อนเฉพาะปีภาษี 2563–2567 เท่านั้น (เท่าที่จ่ายจริง ไม่เกิน 30% ของเงินได้ และไม่เกิน 200,000 บาท) ปัจจุบันมาตรการนี้ยังไม่ได้ต่ออายุ ดังนั้นการ "ซื้อ SSF ใหม่" ในปีภาษี 2568 เป็นต้นไป จะไม่ได้สิทธิลดหย่อน (ตรวจล่าสุด มิ.ย. 2569) ส่วนหน่วยที่ซื้อไว้ช่วงปี 2563–2567 ยังต้องถือครบ 10 ปีนับจากวันซื้อจึงจะขายได้แบบไม่เสียสิทธิ ก่อนวางแผนปีนี้ ให้ยืนยันกับกรมสรรพากรและ บลจ. ว่ามีมาตรการใหม่หรือยัง
สำหรับปีภาษี 2568 มีกองทุน ThaiESGX เป็นมาตรการเฉพาะกิจ (เงินลงทุนใหม่ลดหย่อนได้ไม่เกิน 30% ของเงินได้ และไม่เกิน 300,000 บาท ถือต่อเนื่อง 5 ปี) แต่เป็นมาตรการชั่วคราวที่มีกรอบเวลาลงทุน/สับเปลี่ยนจำกัด (อ้างอิงข้อมูลตลาดหลักทรัพย์ฯ ณ พ.ย. 2568) หากสนใจ ต้องตรวจกรอบเวลาและเงื่อนไขปีปัจจุบันกับ บลจ./ก.ล.ต. ก่อน เพราะรายละเอียดอาจเปลี่ยนได้
ประกันสุขภาพ/ชีวิต: ของลดหย่อนที่ "ได้ใช้จริง" ไม่ใช่แค่ตัวเลข
สำหรับคนที่ยังไม่มีประกันสุขภาพหรือประกันชีวิตเลย ช่วงปลายปีเป็นจังหวะที่ได้ประโยชน์สองเด้ง—มีความคุ้มครองติดตัว และเบี้ยที่จ่ายยังนำมาลดหย่อนได้ตามเพดาน จุดที่ต้องจำให้แม่นคือเพดานของสองตัวนี้เกี่ยวพันกัน: ค่าเบี้ยประกันสุขภาพของตัวเองลดหย่อนได้ตามจ่ายจริงไม่เกิน 25,000 บาท ส่วนเบี้ยประกันชีวิต (กรมธรรม์คุ้มครอง 10 ปีขึ้นไป) ลดหย่อนได้ตามจ่ายจริงไม่เกิน 100,000 บาท แต่เมื่อ "รวมเบี้ยสุขภาพกับเบี้ยชีวิตเข้าด้วยกัน ต้องไม่เกิน 100,000 บาท" ไม่ใช่ 125,000 บาท หลายคนเข้าใจผิดตรงนี้บ่อย
ถ้าครอบครัวมีคุณพ่อคุณแม่ที่เราดูแลอยู่ ยังมีสิทธิเบี้ยประกันสุขภาพบิดามารดาเพิ่มได้อีก ตามจ่ายจริงไม่เกิน 15,000 บาท (เงื่อนไข: บิดามารดาต้องไม่มีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีนั้นเกิน 30,000 บาท สิทธินี้ไม่มีเงื่อนไขอายุ 60 ปี) แต่ย้ำหลักเดิม—ซื้อเพราะ "จำเป็นต้องมีความคุ้มครอง" เป็นหลัก ไม่ใช่ซื้อเพราะอยากลดหย่อนอย่างเดียว และเก็บใบเสร็จ/หนังสือรับรองการชำระเบี้ยให้ครบสำหรับตอนยื่นภาษี
คุ้มครองเป็นสื่อให้ความรู้และเปรียบเทียบ ไม่ใช่นายหน้า เราไม่แนะนำให้ซื้อแผนใดแผนหนึ่งเป็นการเฉพาะ การทำธุรกรรมและการกรอกข้อมูลส่วนตัวทั้งหมดเกิดขึ้นบนเว็บไซต์ของบริษัทประกันที่มีใบอนุญาตโดยตรง หากต้องการเลือกความคุ้มครองตามบริบทชีวิตจริง ลองศึกษาและเปรียบเทียบได้ก่อนตัดสินใจ
อย่าลืม "ของฟรี" ที่เรามีอยู่แล้วก่อนจะไปซื้อเพิ่ม
ก่อนจะรีบควักเงินซื้อของลดหย่อนใหม่ ลองนับสิทธิที่ "ได้มาฟรี" หรือเสียไปแล้วโดยอัตโนมัติก่อน เพราะหลายคนลืมว่าตัวเองมีฐานลดหย่อนติดตัวอยู่แล้วพอสมควร เช่น ค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท, ค่าลดหย่อนคู่สมรสที่ไม่มีเงินได้ 60,000 บาท, ค่าลดหย่อนบุตรชอบด้วยกฎหมายคนละ 30,000 บาท (บุตรคนที่ 2 เป็นต้นไปที่เกิดตั้งแต่ปี 2561 หักได้คนละ 60,000 บาท), ค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาคนละ 30,000 บาท (อายุ 60 ปีขึ้นไป และมีเงินได้ไม่เกิน 30,000 บาท) รวมถึงเงินสมทบประกันสังคมที่ถูกหักจากเงินเดือนทุกเดือนก็นำมาลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง
พอรวมของที่มีอยู่แล้วเข้าไปคำนวณ บางคนอาจพบว่าเงินได้สุทธิตกลงมาอยู่ขั้นภาษีต่ำกว่าที่คิด หรือแทบไม่ต้องเสียภาษีเพิ่มเลย—แปลว่าไม่ต้องฝืนซื้อของลดหย่อนก้อนใหญ่ให้เปลืองเงินสด
เช็กลิสต์ก่อน "รูดบัตร" โค้งสุดท้าย
- คำนวณก่อนว่าเงินได้สุทธิของเราอยู่ขั้นภาษีไหน เพื่อรู้ว่าลดหย่อนเพิ่มแล้วประหยัดจริงเท่าไร
- นับสิทธิลดหย่อนเดิมให้ครบก่อน (ส่วนตัว คู่สมรส บุตร บิดามารดา ประกันสังคม) ของที่มีอยู่แล้วอย่าลืมใส่ในการคำนวณ
- ของที่ต้องล็อกเงินยาวอย่าง RMF ถามตัวเองให้ชัดว่าเงินก้อนนี้ไม่ได้ใช้ก่อนอายุ 55 จริงๆ ใช่ไหม
- ระวัง SSF: ตรวจก่อนว่าปีภาษีปัจจุบันยังให้สิทธิลดหย่อนสำหรับการซื้อใหม่หรือไม่ (ปีภาษี 2568+ ยังไม่มีมาตรการต่ออายุ)
- เก็บใบเสร็จ/หนังสือรับรองให้ครบ และทำธุรกรรมให้เสร็จภายในวันที่ 31 ธันวาคมของปีภาษีนั้น
- อย่ากู้หรือผ่อนดอกเบี้ยสูงมาซื้อของลดหย่อน เพราะดอกเบี้ยที่เสียอาจแพงกว่าภาษีที่ประหยัดได้
เมื่อยื่นภาษีและมีสิทธิได้คืน กรมสรรพากรจะคืนภาษีผ่านพร้อมเพย์ (PromptPay) ที่ผูกกับเลขบัตรประชาชน 13 หลัก จึงควรผูกพร้อมเพย์ไว้ล่วงหน้าเพื่อให้ได้เงินคืนเร็วและสะดวก กำหนดยื่นแบบ ภ.ง.ด.90/91 คือ 1 ม.ค.–31 มี.ค. ของปีถัดไป (ยื่นออนไลน์มักขยายให้อีกราว 1 สัปดาห์ เช่น ปีภาษี 2567 ยื่นออนไลน์ได้ถึง 8 เม.ย. 2568 ตรวจกำหนดของปีปัจจุบันกับกรมสรรพากรอีกครั้ง)
สรุปสำหรับคนเหลือเงินน้อย: เริ่มจากของที่จำเป็นและได้ใช้จริง (ประกันที่ต้องมีอยู่แล้ว) ตามด้วยเงินบริจาคที่ตั้งใจทำบุญอยู่แล้ว และกองทุนเพดานแยกอย่าง ThaiESG ที่ใส่เงินน้อยได้ ส่วนของที่ล็อกเงินยาวอย่าง RMF ค่อยพิจารณาเมื่อขั้นภาษีสูงพอจะคุ้มและพร้อมรับเงื่อนไขถือยาว และตรวจตัวเลขเพดาน/สิทธิของปีภาษีปัจจุบันกับกรมสรรพากรก่อนทุกครั้ง เพราะมาตรการกองทุนเปลี่ยนเป็นรายปี








