เบี้ยจ่ายตรงทุกงวด ใบเสร็จเก็บครบ รูปถ่ายความเสียหายส่งไปแล้ว ฝ่ายสินไหมก็บอกว่า "รับเรื่องเรียบร้อย" — แต่ผ่านไปสามอาทิตย์ เงินยังไม่เข้า โทรไปทีก็ได้คำตอบว่า "ขอเอกสารเพิ่มอีกนิดนะคะ" ทั้งที่ของชิ้นนั้นเพิ่งส่งไปเมื่อสัปดาห์ก่อน ความรู้สึกตอนนั้นไม่ใช่แค่หงุดหงิด แต่มันคือความไม่แน่ใจว่าเรากำลังถูกถ่วงเวลา หรือบริษัทเขาทำตามขั้นตอนจริง ๆ กันแน่
ข่าวดีคือเส้นแบ่งนี้ไม่ได้คลุมเครืออย่างที่หลายคนคิด กฎหมายไทยเขียนกรอบเวลาไว้เป็นตัวเลขชัดเจน และการดึงเรื่องเกินสมควรมีชื่อเรียกทางกฎหมายว่า "การประวิงการจ่ายค่าสินไหมทดแทน" ซึ่งเป็นสิ่งที่กฎหมายห้าม และร้องเรียน คปภ. ได้ บทความนี้จะพาดูว่ากรอบเวลาคือกี่วัน แบบไหนเรียกว่าประวิง บทลงโทษเป็นอย่างไร และถ้าเจอเข้าจริง จะเดินเรื่องทวงสิทธิ์ทีละขั้นได้ยังไง
KUMKRONG เป็นสื่อให้ความรู้ ไม่ใช่นายหน้าประกันภัยและไม่ใช่ที่ปรึกษากฎหมาย บทความนี้สรุปสิทธิและขั้นตอนตามกฎหมายและแนวทางของ คปภ. เพื่อให้คุณรู้ทางเดิน ไม่ใช่คำแนะนำเฉพาะรายบุคคล และไม่รับประกันผลของแต่ละเคส รายละเอียดให้ยึดเงื่อนไขกรมธรรม์ของคุณ ตัวบทกฎหมาย และคำวินิจฉัยของ คปภ. เป็นหลักค่ะ
"ประวิง" ไม่ใช่แค่จ่ายช้า แต่คือจ่ายช้าโดยไม่มีเหตุ
คำว่า ประวิง แปลตรงตัวคือถ่วงเวลาหรือดึงเรื่องให้ช้า แต่ในทางกฎหมายมันมีน้ำหนักมากกว่านั้น พระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 มาตรา 36 ห้ามมิให้บริษัทประวิงการจ่ายค่าสินไหมทดแทน หรือประวิงการคืนเบี้ยประกันภัยที่ต้องจ่ายแก่ผู้เอาประกันภัยหรือผู้รับประโยชน์ โดยไม่มีเหตุอันสมควร หรือจ่าย/คืนไปโดยไม่สุจริต พูดง่าย ๆ คือ มาตรา 36 คือ "ตัวห้าม" ส่วนบทลงโทษอยู่อีกมาตราหนึ่ง (เดี๋ยวเราจะพูดถึงในหัวข้อถัดไป) สองส่วนนี้คนละมาตรากัน อย่าจำรวมกันนะคะ
หัวใจอยู่ที่คำว่า "โดยไม่มีเหตุอันสมควร" เพราะการจ่ายช้าไม่ได้แปลว่าประวิงเสมอไป ถ้าบริษัทยังรอเอกสารที่ขาดอยู่จริง หรือกำลังตรวจสอบกรณีที่มีเหตุน่าสงสัยภายในกรอบเวลาที่กฎหมายให้ นั่นยังถือว่าทำตามกระบวนการ แต่เมื่อไหร่ที่เอกสารครบแล้ว เลยกำหนดแล้ว ยังเงียบ หรือไล่ขอเอกสารเดิมซ้ำ ๆ ขอของที่ไม่เกี่ยว อ้างเหตุลอย ๆ โดยไม่มีหลักฐาน — ตรงนั้นแหละที่เริ่มเข้าข่ายประวิง
| ประเด็น | จ่ายช้าตามกระบวนการ (ยอมรับได้) | เข้าข่ายประวิง (ผิดกฎหมาย) |
|---|---|---|
| เอกสาร | แจ้งขอเอกสารที่ขาดจริง ครั้งเดียว ระบุชัดว่าขออะไร | ทยอยขอเอกสารเดิมซ้ำ ๆ หรือขอของที่ไม่เกี่ยวกับเคลม |
| การสื่อสาร | แจ้งเหตุและกรอบเวลาคืนกลับชัดเจน ติดต่อได้ | เงียบหาย ติดต่อไม่ได้ ผัดวันไปเรื่อย ๆ ไม่ให้กำหนด |
| เหตุผลที่อ้าง | มีเหตุสงสัยสมเหตุสมผล อยู่ระหว่างสอบสวนในกรอบเวลา | อ้างเหตุลอย ๆ ไม่มีหลักฐานประกอบ |
| กรอบเวลา | ยังอยู่ในกำหนดที่กฎหมายให้ | เลยกำหนด เอกสารครบแล้ว ยังไม่จ่ายและไม่ระบุวันจ่าย |
กรอบเวลาตัวจริง: 15 วันนับแต่เอกสารครบ
นี่คือตัวเลขที่อยากให้จำให้แม่นที่สุด เพราะมันคือหมุดที่ใช้วัดว่าบริษัทเกินกำหนดหรือยัง ตามประกาศของสำนักงาน คปภ. ฉบับล่าสุด (ลงนาม 24 มกราคม 2566) ที่กำหนดหลักเกณฑ์และระยะเวลาในการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน บริษัทประกันวินาศภัยต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนภายใน 15 วัน นับแต่วันที่บริษัทได้รับเอกสารหลักฐานครบถ้วน ฉบับ 2566 นี้เป็นฉบับปัจจุบันที่ใช้แทนแนวทางเดิม (ประกาศกระทรวงพาณิชย์ฯ พ.ศ. 2549 ซึ่งถือเป็นกรอบ "เดิม" ไปแล้ว)
| กรณี | กรอบเวลา | จุดเริ่มนับ |
|---|---|---|
| จ่ายค่าสินไหมทดแทน (เอกสารครบ ไม่มีข้อโต้แย้ง) | ภายใน 15 วัน | นับแต่วันที่บริษัทได้รับเอกสารหลักฐาน "ครบถ้วน" |
15 วันเริ่มนับเมื่อ "เอกสารครบ" ไม่ใช่ตั้งแต่วันแจ้งเคลม นี่คือเหตุผลที่บางบริษัทใช้วิธีไล่ขอเอกสารเพิ่มทีละชิ้นเพื่อรีเซ็ตนาฬิกา ทุกครั้งที่ส่งเอกสาร ให้เก็บหลักฐานวันที่ส่งไว้เสมอ (อีเมล ใบรับ สลิปไปรษณีย์ แชต) เพราะมันคือหมุดเวลาที่ใช้พิสูจน์ว่าบริษัทเกินกำหนดแล้วจริง
ฝั่งประกันชีวิตมีกรอบของตัวเองที่ต่างออกไปนิดหน่อย ตามประกาศ คปภ. เรื่องการชดใช้เงินตามสัญญาประกันชีวิต บริษัทต้องจ่ายเงินตามสัญญาภายใน 15 วันนับแต่ได้รับเอกสารครบเช่นกัน แต่ถ้ามีเหตุอันควรสงสัยว่าการเรียกร้องไม่เป็นไปตามกรมธรรม์ บริษัทขยายเวลาพิจารณาได้สูงสุดเป็น 90 วัน โดยจุดสำคัญคือ ภาระการพิสูจน์ว่ามีเหตุสงสัยจริงตกอยู่ที่บริษัท ไม่ใช่ที่คุณ — บริษัทจะอ้างลอย ๆ เพื่อยืดเป็น 90 วันไม่ได้
ประวิงแล้วบริษัทมีโทษไหม — มี และไม่เบา

อย่างที่บอกไว้ว่ามาตรา 36 คือตัวห้าม ส่วนบทลงโทษอยู่ที่มาตรา 88 ของพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 ซึ่งวางโทษปรับไว้เพื่อกันไม่ให้บริษัทใช้การถ่วงเวลาเป็นกลยุทธ์กดดันผู้เอาประกัน เวลาจะอธิบายให้ใครฟัง ให้พูดแยกชัด ๆ ว่า "ห้ามตามมาตรา 36 มีโทษตามมาตรา 88" จะแม่นที่สุดค่ะ
| กรณี | โทษ |
|---|---|
| ความผิดฐานประวิงการจ่ายค่าสินไหม (ฝ่าฝืน ม.36) | ปรับไม่เกิน 500,000 บาท |
| หากยังฝ่าฝืนต่อเนื่อง | ปรับอีกไม่เกินวันละ 20,000 บาท ตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืน |
หมายเหตุเรื่องมาตรา: เลขมาตรา 36/88 นี้เป็นของ พ.ร.บ. ประกันวินาศภัย ใช้กับประกันรถ ประกันบ้าน ประกันเดินทาง ประกันสุขภาพแบบวินาศภัย ฯลฯ ส่วนประกันชีวิตอยู่ภายใต้ พ.ร.บ. ประกันชีวิตซึ่งใช้ชุดเลขมาตราคนละชุด อย่านำ ม.88 ไปใช้กับเคสประกันชีวิตนะคะ
เรื่องดอกเบี้ย: หลายเพจชอบอ้างว่าประวิงแล้วบริษัทต้องจ่ายดอกเบี้ยพิเศษเป็นเปอร์เซ็นต์ต่อปี ขอให้ระวัง — บทลงโทษที่ยืนยันได้ของการประวิง (วินาศภัย) คือโทษปรับทางปกครองตาม ม.88 ข้างต้น ส่วนกรณีบริษัทผิดนัดชำระหนี้ที่ถึงกำหนดแล้ว จะเข้าหลักดอกเบี้ยผิดนัดทั่วไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ร้อยละ 5 ต่อปี (เดิม 7.5% และปรับลอยตัวได้ตาม ม.7) ไม่ใช่อัตราพิเศษเฉพาะของประกัน
จุดที่อยากให้สบายใจคือ คุณไม่ต้องลุกขึ้นไปฟ้องศาลเองตั้งแต่ก้าวแรก เพราะมีหน่วยงานกลางอย่างสำนักงาน คปภ. (คณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย) ทำหน้าที่รับเรื่องและไกล่เกลี่ยให้ การร้องเรียนจึงเป็นเครื่องมือที่เข้าถึงง่ายและไม่มีค่าใช้จ่าย
เจอประวิงแล้วทำยังไง — เดินทีละขั้น
ลำดับนี้ออกแบบให้คุณทวงสิทธิ์อย่างเป็นระบบ และสร้างกองหลักฐานที่หนักแน่นไปพร้อมกัน เพราะเมื่อเรื่องเข้าสู่ คปภ. สิ่งที่ชี้ขาดคือไทม์ไลน์และหลักฐานวันที่ ไม่ใช่ใครเสียงดังกว่ากัน
- 1. รวบรวมหลักฐานให้ครบ — กรมธรรม์ ใบแจ้งเคลม/เลขเคลม ใบเสร็จ รูปถ่ายความเสียหาย และที่สำคัญที่สุดคือหลักฐาน "วันที่ส่งเอกสารแต่ละครั้ง" เพราะนี่คือหมุดเริ่มนับ 15 วัน
- 2. ทวงเป็นลายลักษณ์อักษรกับบริษัทก่อน — ส่งอีเมลหรือหนังสือถึงฝ่ายสินไหม ระบุเลขเคลม วันที่ส่งเอกสารครบ และขอให้ระบุกำหนดวันจ่ายที่แน่นอน เก็บสำเนาทุกฉบับ การไม่ระบุวันจ่ายที่แน่นอนเองก็เป็นหนึ่งในสัญญาณของการประวิง
- 3. จดไทม์ไลน์ให้เห็นภาพ — วันแจ้งเคลม / วันส่งเอกสารครบ / วันที่บริษัทตอบหรือไม่ตอบ ให้เห็นชัดว่าเลย 15 วันนับแต่เอกสารครบแล้วหรือยัง
- 4. ถ้าเลยกำหนดแล้วยังเงียบ ร้องเรียน คปภ. — โทรสายด่วน 1186 (รับเรื่อง 24 ชม.) หรือยื่นที่ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนด้านการประกันภัย (ICC) โทร 0-2515-3999 ต่อ 1015–1016 / อีเมล ppd@oic.or.th หรือยื่นออนไลน์ผ่านระบบ PPMS ที่ complaintportal.oic.or.th (ล็อกอินด้วย ThaID) — ทุกช่องทางไม่มีค่าใช้จ่าย
- 5. เข้าสู่การไกล่เกลี่ย — ถ้าตกลงกันไม่ได้ คปภ. มีการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทด้านการประกันภัยโดยผู้ชำนาญการ (ผู้ไกล่เกลี่ยที่เป็นกลาง ไม่ใช่พนักงานบริษัท) ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย
- 6. ถ้ายังไม่ยุติ ใช้อนุญาโตตุลาการ คปภ. — กรมธรรม์มาตรฐานให้สิทธิผู้เรียกร้องเลือกใช้อนุญาโตตุลาการของ คปภ. และผูกพันบริษัท คุณยื่น "คำเสนอข้อพิพาท" ต่อสำนักงาน คปภ. ได้ โดยอนุญาโตตุลาการต้องทำคำชี้ขาดให้เสร็จภายใน 90 วัน (ขยายได้ถ้ามีเหตุจำเป็น) — และยังเหลือช่องทางศาลผู้บริโภคเป็นทางสุดท้าย
ทำทุกอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร ถ้าคุยโทรศัพท์แล้วได้ข้อสรุป ให้ส่งอีเมลสรุปตามไปทันที ("ตามที่คุยกันวันนี้...ทางบริษัทแจ้งว่าจะจ่ายภายในวันที่...") เพราะเมื่อเรื่องเข้า คปภ. ข้อความที่มีวันที่และคำพูดชัดเจนคืออาวุธสำคัญที่สุดของคุณ เก็บเอกสารทั้งหมดรวมไว้ที่เดียวใน Vault เก็บเอกสารประกัน จะหยิบใช้ตอนยื่นเรื่องได้ทันที
ช่องทางร้องเรียน คปภ. — สรุปไว้ในที่เดียว
| ช่องทาง | รายละเอียด |
|---|---|
| สายด่วน | 1186 — รับเรื่องด้านประกันภัย ให้บริการ 24 ชม. |
| ศูนย์รับเรื่องร้องเรียน (ICC) | โทร 0-2515-3999 ต่อ 1015–1016 หรืออีเมล ppd@oic.or.th |
| ออนไลน์ | ระบบ PPMS — complaintportal.oic.or.th (ล็อกอินด้วย ThaID) |
| ด้วยตนเอง | สำนักงาน คปภ. ส่วนกลาง และสำนักงาน คปภ. ภาค/เขต/จังหวัดทั่วประเทศ |
| ขั้นต่อไปถ้าตกลงไม่ได้ | ไกล่เกลี่ยโดยผู้ชำนาญการ (ฟรี) → อนุญาโตตุลาการ คปภ. (คำชี้ขาดภายใน 90 วัน) → ศาลผู้บริโภค |
เผื่อไว้: เรื่องอายุความที่ห้ามปล่อยให้ขาด
ระหว่างที่ทวงเรื่องอยู่ มีนาฬิกาอีกเรือนหนึ่งที่เดินเงียบ ๆ และอันตรายถ้าลืม นั่นคือ "อายุความฟ้องคดี" ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 882 การฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทประกัน มีอายุความ 2 ปี นับแต่วันวินาศภัย (วันเกิดเหตุ) ถ้าปล่อยให้เกินสองปีโดยยังไม่ได้ฟ้อง สิทธิเรียกร้องอาจขาดอายุความได้ ดังนั้นการไกล่เกลี่ยที่ยืดเยื้อไม่ควรทำให้คุณลืมเส้นตายนี้
อย่าสับสนสองอายุความนี้: ฟ้อง "บริษัทประกัน" ตามสัญญา = 2 ปี นับแต่วันวินาศภัย (ป.พ.พ. ม.882) แต่ถ้าจะฟ้อง "ผู้ทำละเมิด" คนที่ชนรถคุณโดยตรง เป็นคนละเรื่อง ใช้อายุความละเมิด 1 ปี นับแต่วันที่รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้ต้องรับผิด (ป.พ.พ. ม.448) คนละนาฬิกา คนละจำเลย
อีกประเด็นที่บริษัทมักหยิบมาอ้างเพื่อ "ปฏิเสธ" มากกว่าจะแค่ถ่วงเวลา คือเรื่องการแถลงข้อมูลตอนทำสัญญา ตาม ป.พ.พ. มาตรา 865 ถ้าผู้เอาประกันรู้อยู่แล้วแต่ปกปิดหรือแถลงเท็จในเรื่องที่อาจทำให้บริษัทเรียกเบี้ยสูงขึ้นหรือไม่รับทำสัญญา สัญญานั้นตกเป็น "โมฆียะ" คือบริษัทมีสิทธิบอกล้างได้ แต่สิทธินั้นก็มีกรอบเวลาบีบบริษัทไว้เช่นกัน บริษัทต้องบอกล้างภายใน 1 เดือนนับแต่วันที่ทราบมูลที่จะบอกล้างได้ และอย่างช้าไม่เกิน 5 ปีนับแต่วันทำสัญญา มิฉะนั้นสิทธิบอกล้างเป็นอันระงับ ถ้าบริษัทยกเหตุนี้มาช้าเกินกรอบ คุณมีข้อต่อสู้
สรุปทางลัด: เอกสารครบ = เริ่มนับ 15 วัน → เลยกำหนดยังเงียบ/ไม่ระบุวันจ่าย = เข้าข่ายประวิง (ห้ามตาม ม.36 โทษตาม ม.88) → เก็บหลักฐานวันที่ → ทวงเป็นลายลักษณ์อักษร → ร้องเรียน 1186/PPMS → ไกล่เกลี่ย → อนุญาโตตุลาการ และอย่าลืมอายุความฟ้องบริษัท 2 ปีนับแต่วันเกิดเหตุ คุณมีสิทธิ มีกฎหมายหนุน และมีหน่วยงานกลางช่วยค่ะ
ถ้าปัญหาจริง ๆ ของคุณคือ "ถูกปฏิเสธเคลม" มากกว่าจะเป็นการถ่วงเวลา วิธีตั้งหลักและเตรียมข้อต่อสู้จะต่างกันเล็กน้อย อ่านต่อได้ที่คู่มือ การเคลมและรักษาสิทธิ์ ส่วนใครที่กำลังเลือกแผนใหม่และอยากเทียบว่าเจ้าไหนเงื่อนไขเคลมชัดเจนกว่ากัน เริ่มจาก เปรียบเทียบแผนด้วย Smart Filter และดูประสบการณ์จ่ายเคลมจริงได้ที่ จ่ายจริง (Jaai-Jing)







