รถล้มตรงสี่แยก เข่าถลอก กระจกมองข้างหัก แล้วมือก็สั่นจนกดโทรศัพท์แทบไม่ถูก — นาทีนั้นสมองมักว่างเปล่า ไม่ใช่เพราะเราโง่ แต่เพราะไม่เคยมีใครสอนว่า 'มอเตอร์ไซค์คันนี้มันมีประกันกี่ชั้น แล้วต้องเบิกใครก่อน' บทความนี้เลยอยากพาไล่เรียงให้ครบ ตั้งแต่ความต่างของ พ.ร.บ. กับประกันภาคสมัครใจ ตัวเลขวงเงินที่กฎหมายกำหนดจริง ขั้นตอนตอนเกิดเหตุ ไปจนถึงทางออกถ้าโดนปฏิเสธเคลม — เก็บไว้อ่านตอนหัวเย็น ๆ จะได้หยิบใช้ทันตอนหัวร้อน
KUMKRONG เป็นสื่อให้ความรู้และเปรียบเทียบ ไม่ใช่นายหน้าประกัน บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อให้เข้าใจสิทธิและขั้นตอน ไม่ใช่คำแนะนำเฉพาะรายบุคคลและไม่ใช่การรับประกันผลการเคลม วงเงิน เงื่อนไข และระยะเวลาจริงขึ้นอยู่กับกรมธรรม์ของคุณและประกาศ คปภ. ที่บังคับใช้ขณะนั้น ตัวเลขในบทความอ้างอิงกฎหมายที่มีผล ณ มิถุนายน 2026 ก่อนยื่นเบิกจริงควรตรวจกับบริษัทประกันหรือสายด่วน คปภ. 1186 อีกครั้ง
พ.ร.บ. ดูแล 'คน' ประกันสมัครใจดูแล 'รถ' — แยกให้ขาดก่อน
มอเตอร์ไซค์หนึ่งคันอาจมีประกันซ้อนกันสองชั้น และสองชั้นนี้ทำคนละหน้าที่กันคนละเรื่องเลย ถ้าแยกไม่ออกก็มักเบิกพลาด ไปทวงผิดที่ หรือนึกว่าตัวเองไม่มีสิทธิ์ทั้งที่มี ตัวแรกคือ พ.ร.บ. (ประกันภาคบังคับตาม พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535) ที่รถทุกคันต้องมี ไม่งั้นต่อภาษีไม่ได้ มันคุ้มครอง 'คน' ที่บาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางรถ ตัวที่สองคือประกันภาคสมัครใจ ที่เราเลือกซื้อเพิ่มเอง ส่วนใหญ่มาช่วยเรื่อง 'รถ' และค่าเสียหายที่เกินวงเงิน พ.ร.บ. หลักจำง่าย ๆ คือ มีคนเจ็บเมื่อไหร่ ตั้งต้นที่ พ.ร.บ. ก่อนเสมอ แล้วค่อยไล่ส่วนที่เหลือไปที่ประกันสมัครใจ
| หัวข้อ | พ.ร.บ. (ภาคบังคับ) | ประกันภาคสมัครใจ |
|---|---|---|
| บังคับหรือไม่ | บังคับตามกฎหมาย รถทุกคันต้องมี (ขาดต่อภาษีไม่ได้) | สมัครใจ ซื้อเพิ่มเองตามต้องการ |
| คุ้มครองใคร | คน — คนขับ ผู้ซ้อนท้าย คู่กรณี คนเดินถนน | ตามแผนที่เลือก เช่น ตัวรถเรา คู่กรณี ทรัพย์สิน |
| คุ้มครองตัวรถเราไหม | ไม่คุ้มครองตัวรถเลย | คุ้มครอง (ขึ้นกับชั้นประกัน) |
| เน้นเรื่องอะไร | ค่ารักษา/ชดเชยกรณีบาดเจ็บ-เสียชีวิต | ค่าซ่อมรถ ค่าเสียหายคู่กรณี ส่วนเกิน พ.ร.บ. |
ภาพง่าย ๆ ในหัว: พ.ร.บ. = ด่านแรกสำหรับ 'คน' (จ่ายก่อนไม่ต้องรอชี้ผิดถูก) ส่วนประกันสมัครใจ = ด่านที่มาดูแล 'รถ' และเติมเต็มส่วนที่เกินวงเงิน พ.ร.บ. เกิดเหตุมีคนเจ็บให้ใช้สิทธิ พ.ร.บ. ที่โรงพยาบาลทันที ไม่ต้องรอตำรวจชี้ว่าใครผิด
พ.ร.บ. มอเตอร์ไซค์ เบิกได้เท่าไหร่ — ตัวเลขที่กฎหมายกำหนดจริง
พ.ร.บ. แบ่งความคุ้มครองเป็นสองชั้นที่คนสับสนกันบ่อยมาก ชั้นแรกคือ 'ค่าเสียหายเบื้องต้น' ที่จ่ายให้ก่อนโดยไม่ต้องรอพิสูจน์ว่าใครผิด — ใครเจ็บก็เบิกได้ทันที ชั้นที่สองคือ 'ค่าสินไหมทดแทน' ที่จะได้เพิ่มเมื่อพิสูจน์แล้วว่าเราเป็น 'ฝ่ายถูก' สองก้อนนี้คนละวงเงินกัน อย่าเอามารวมหรือสลับกัน วงเงินด้านล่างเป็นชุดที่ปรับเพิ่มและมีผลบังคับมาตั้งแต่ 1 เมษายน 2563 (ข้อมูล ณ มิถุนายน 2026)
| รายการ | ค่าเสียหายเบื้องต้น (จ่ายก่อน ไม่รอพิสูจน์ถูกผิด) | ค่าสินไหมทดแทน (เมื่อพิสูจน์แล้วเป็นฝ่ายถูก) |
|---|---|---|
| ค่ารักษาพยาบาล | ตามจริง สูงสุด 30,000 บาท/คน | สูงสุด 80,000 บาท/คน |
| เสียชีวิต / ทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง | 35,000 บาท/คน | 500,000 บาท/คน |
| ทุพพลภาพถาวร (ไม่สิ้นเชิง) | (รวมอยู่ในก้อน 35,000 บาท/คน) | 300,000 บาท/คน |
| สูญเสียอวัยวะ | (รวมอยู่ในก้อน 35,000 บาท/คน) | 200,000–500,000 บาท/คน ตามจำนวนอวัยวะ |
| ชดเชยนอนโรงพยาบาล (ผู้ป่วยใน) | — | 200 บาท/วัน สูงสุด 20 วัน (ไม่เกิน 4,000 บาท/คน) |
จุดที่คนพลาดบ่อย: ถ้าบาดเจ็บก่อนแล้วต่อมาเสียชีวิต ค่าเสียหายเบื้องต้นสองส่วน (ค่ารักษา + เสียชีวิต) รวมกันไม่เกิน 65,000 บาท/คน ส่วน 'ค่าเสียหายเบื้องต้น' บริษัทต้องจ่ายภายใน 7 วันนับแต่ได้รับคำร้องครบ โดยไม่ต้องรอพิสูจน์ถูกผิด และผู้ประสบภัยต้องยื่นขอใช้สิทธิภายใน 180 วันนับแต่วันเกิดเหตุ — อย่าปล่อยให้เลย 180 วัน
ประกันภาคสมัครใจ มอเตอร์ไซค์ แต่ละชั้นเบิกอะไรได้

ฝั่งสมัครใจของมอเตอร์ไซค์โครงสร้างคล้ายรถยนต์ คือมีหลายชั้น ยิ่งคุ้มครองตัวรถเรามาก เบี้ยก็ยิ่งสูง ตารางนี้เป็นภาพรวมเพื่อให้เห็นว่าแต่ละชั้นเน้นอะไร ไม่ใช่เงื่อนไขกรมธรรม์เฉพาะเจ้า — รายละเอียดจริง เช่น วงเงิน ค่าเสียหายส่วนแรก (Deductible) หรือว่า 'ล้มเอง' เคลมได้ไหม ต้องดูที่หน้าตารางกรมธรรม์ของคุณ
| ชั้นประกัน | ตัวรถเรา | คู่กรณี / ทรัพย์สิน | เหมาะกับใคร |
|---|---|---|---|
| ชั้น 1 | คุ้มครอง (รวมชน/ล้มเอง/ไฟไหม้/สูญหาย ตามเงื่อนไข) | คุ้มครอง | อยากอุ่นใจสูงสุด รถใหม่/ราคาสูง |
| ชั้น 2+ | คุ้มครองเมื่อชนที่มียานพาหนะคู่กรณี + รถหาย/ไฟไหม้ | คุ้มครอง | งบกลาง ๆ อยากได้ค่าซ่อมตอนมีคู่กรณี |
| ชั้น 3+ | คุ้มครองเฉพาะชนที่มียานพาหนะคู่กรณี | คุ้มครอง | เน้นซ่อมรถเราเฉพาะตอนมีคู่กรณี เบี้ยย่อมเยา |
| ชั้น 3 | ไม่คุ้มครองตัวรถเรา | คุ้มครองคู่กรณี | เบี้ยประหยัด เน้นรับผิดต่อคู่กรณีเป็นหลัก |
อยากเทียบความคุ้มครองหลายเจ้าแบบไม่ต้องกรอกข้อมูลส่วนตัว ลองใช้ตัวช่วยที่ หน้าเปรียบเทียบ ได้ ก่อนตัดสินใจอย่าลืมอ่านหน้าตารางกรมธรรม์ของตัวเองให้ครบ
เคลมสด vs เคลมแห้ง ต่างกันตรงไหน
สองคำนี้เป็นศัพท์ที่อู่และบริษัทประกันใช้กันในทางปฏิบัติ ไม่ใช่คำในกฎหมาย แต่รู้ไว้จะคุยกับเจ้าหน้าที่ง่ายขึ้นมาก 'เคลมสด' คือแจ้งเคลมทันที ณ ที่เกิดเหตุ ให้พนักงานสำรวจภัยออกมาดูและออกใบเคลมตรงนั้น ใช้กับเคสที่มีคู่กรณี มีคนบาดเจ็บ หรือเสียหายหนัก ส่วน 'เคลมแห้ง' คือแจ้งเคลมภายหลัง ไม่ต้องให้เจ้าหน้าที่ออกมาดูที่เกิดเหตุ ใช้กับความเสียหายเล็กน้อย ไม่มีคู่กรณี เช่น ถอยชนเสาเป็นรอย แล้วค่อยนัดเข้าศูนย์/อู่ไปถ่ายรูปทำเคลมทีหลัง
5 ขั้นตอนเมื่อเกิดเหตุ — ทำตามลำดับนี้
ตอนล้มจริง ใจสั่นจนลืมขั้นตอนเป็นเรื่องปกติ ลองจำลำดับนี้ไว้: ความปลอดภัยของตัวเองมาก่อนทรัพย์สินเสมอ แล้วค่อย ๆ เก็บหลักฐานให้ครบ เคลมจะลื่นขึ้นเยอะ
- 1. ตั้งสติ ดูแลความปลอดภัยก่อน — ถ้ามีคนเจ็บโทร 1669 (การแพทย์ฉุกเฉิน) แล้วย้ายตัวเองและรถออกจากจุดอันตรายถ้าทำได้
- 2. ถ่ายรูป/วิดีโอจุดเกิดเหตุให้ครบก่อนเคลื่อนรถ — ตำแหน่งรถทั้งสองฝ่าย ความเสียหาย ป้ายทะเบียนคู่กรณี และสภาพถนน/สัญญาณไฟ
- 3. โทรแจ้งบริษัทประกันภาคสมัครใจทันที — แจ้งเลขกรมธรรม์และจุดเกิดเหตุ ขอเลขรับแจ้งเคลม และถ้าเข้าเงื่อนไขเคลมสดให้รอเจ้าหน้าที่มาดูที่เกิดเหตุ
- 4. ถ้ามีคนบาดเจ็บ ใช้สิทธิ พ.ร.บ. ที่โรงพยาบาลได้เลย — เตรียมสำเนา พ.ร.บ. และบัตรประชาชน ค่ารักษาเบื้องต้นเบิกได้ก่อนโดยไม่ต้องรอชี้ผิดถูก
- 5. แจ้งความลงบันทึกประจำวันที่สถานีตำรวจ — โดยเฉพาะกรณีมีคู่กรณี รถหาย หรือมีคนบาดเจ็บ เพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบการเบิก
เอกสารที่ต้องเตรียม
เอกสารคือหัวใจของการเคลม เตรียมครบตั้งแต่แรกจะไม่ต้องวิ่งกลับไปกลับมา (บางอย่างอาจต่างกันตามบริษัทและประเภทเคส)
- สำเนาบัตรประชาชนของผู้บาดเจ็บ/เจ้าของรถ
- สำเนา พ.ร.บ. และกรมธรรม์ประกันภาคสมัครใจ (ถ้ามี)
- ใบเสร็จและใบรับรองแพทย์ตัวจริง (สำหรับเบิกค่ารักษา)
- สำเนาบันทึกประจำวันจากตำรวจ (กรณีมีคู่กรณี/บาดเจ็บ/รถหาย)
- สำเนาทะเบียนรถ และรูปถ่ายความเสียหาย
- เลขรับแจ้งเคลมจากบริษัทประกัน
เก็บสำเนากรมธรรม์ พ.ร.บ. รูปถ่ายรถ และเบอร์ฉุกเฉินไว้ที่เดียวกันจะอุ่นใจมาก ลองเก็บไฟล์ดิจิทัลไว้ใน Vault เอกสารสำคัญ ของเรา เกิดเหตุจะหยิบใช้ได้ทันทีไม่ต้องรื้อหา
เอกสารครบแล้ว บริษัทต้องจ่ายภายในกี่วัน
นี่คือสิทธิที่หลายคนไม่รู้ และเป็นไพ่ใบสำคัญเวลาถูกถ่วงเรื่อง ตามประกาศ คปภ. ที่ลงนาม 24 มกราคม 2566 (ฉบับปัจจุบัน ใช้แทนแนวเดิมปี 2549) บริษัทประกันวินาศภัยต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 'ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับเอกสารหลักฐานครบถ้วน' จุดสำคัญคือ 15 วันเริ่มนับตอนเอกสารครบ ไม่ใช่ตั้งแต่วันเกิดเหตุ — เก็บหลักฐานว่ายื่นเอกสารวันไหนไว้ให้ดี
ถ้าบริษัทจ่ายเกินกำหนด หรือถ่วงเวลาโดยไม่กำหนดวันจ่ายที่แน่นอน อาจเข้าข่าย 'ประวิงการจ่ายค่าสินไหมทดแทน' ซึ่ง 'ห้ามไว้ตามมาตรา 36' แห่ง พ.ร.บ. ประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 และ 'มีโทษตามมาตรา 88' คือปรับไม่เกิน 500,000 บาท และถ้ายังฝ่าฝืนต่อเนื่องปรับอีกวันละไม่เกิน 20,000 บาทตลอดเวลาที่ฝ่าฝืน (สองมาตรานี้คนละหน้าที่ มาตรา 36 = ข้อห้าม, มาตรา 88 = บทลงโทษ ข้อมูล ณ มิ.ย. 2026)
ถ้าถูกปฏิเสธเคลม หรือรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรม
ก่อนอื่นต้องพูดตรง ๆ ว่าการเคลมไม่มีใครการันตีผลได้ 100% เพราะขึ้นกับเงื่อนไขกรมธรรม์และข้อเท็จจริงของแต่ละเคส บางครั้งบริษัทมีสิทธิ์ปฏิเสธโดยชอบ เช่น กรณีที่ตอนทำสัญญามีการปกปิดหรือแถลงข้อความเท็จที่เป็นสาระสำคัญ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 865 ผลคือสัญญาตกเป็น 'โมฆียะ' บริษัทมีสิทธิ 'บอกล้าง' ได้ — แต่ก็มีกรอบเวลาคุมไว้: ต้องบอกล้างภายใน 1 เดือนนับแต่วันที่บริษัท 'ทราบมูล' ที่จะบอกล้าง และอย่างช้าไม่เกิน 5 ปีนับแต่วันทำสัญญา เลยกรอบนี้สิทธิบอกล้างของบริษัทเป็นอันระงับ สิ่งที่คุณ 'มีสิทธิ์ทำได้เสมอ' คือขอเหตุผลเป็นลายลักษณ์อักษร และเดินตามขั้นบันไดร้องเรียนด้านล่าง
- ขั้น 1 — ขอเหตุผลการปฏิเสธเป็นลายลักษณ์อักษรจากบริษัท พร้อมรวบรวมหลักฐานให้ครบ (รูปถ่าย ใบเสร็จ ใบรับรองแพทย์ บันทึกประจำวัน กรมธรรม์)
- ขั้น 2 — ร้องเรียนสำนักงาน คปภ. ผ่านสายด่วน 1186 (รับเรื่องตลอด 24 ชม.) หรือศูนย์รับเรื่องร้องเรียนด้านการประกันภัย (ICC) โทร 0-2515-3999 ต่อ 1015–1016 หรือยื่นออนไลน์ผ่านระบบ PPMS ที่ complaintportal.oic.or.th (ล็อกอินด้วย ThaID) — ทั้งหมดไม่มีค่าใช้จ่าย
- ขั้น 3 — ถ้าตกลงกันไม่ได้ เข้าสู่ 'การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทด้านการประกันภัยโดยผู้ชำนาญการ' ที่ศูนย์ไกล่เกลี่ยฯ ของ คปภ. มีคนกลางที่เป็นบุคคลภายนอกช่วยหาทางออก ประชาชนไม่เสียค่าใช้จ่าย
- ขั้น 4 — ถ้าไกล่เกลี่ยไม่ยุติและกรมธรรม์ให้สิทธิ คุณยื่น 'คำเสนอข้อพิพาท' ต่ออนุญาโตตุลาการ คปภ. ได้ (กรมธรรม์มาตรฐานให้ผู้เรียกร้องเลือกใช้ได้และผูกพันบริษัท) อนุญาโตตุลาการต้องทำคำชี้ขาดให้เสร็จภายใน 90 วัน ขยายได้ถ้ามีเหตุจำเป็น
เรื่องเวลาที่ต้องไม่ลืม: การฟ้องเรียกค่าสินไหมจากบริษัทประกันมีอายุความ 2 ปี นับแต่วันวินาศภัย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 882 — อย่าปล่อยให้เกิน ส่วนถ้าจะไปฟ้อง 'ผู้ทำละเมิด' เอง (ตัวคนชน ไม่ใช่บริษัทประกัน) นั่นคนละอายุความ คือ 1 ปีนับแต่รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้ต้องรับผิด ตามมาตรา 448 อย่าจำสองตัวนี้สลับกัน
การร้องเรียน คปภ. และการไกล่เกลี่ยเป็นการใช้ 'สิทธิ' ตามกฎหมายเพื่อให้มีคนกลางช่วยตรวจสอบ ไม่ใช่การการันตีว่าจะได้เงินเคลมเสมอไป ผลลัพธ์ขึ้นกับข้อเท็จจริงและเงื่อนไขกรมธรรม์ของแต่ละกรณี
สรุปให้จำง่าย
เคลมมอเตอร์ไซค์ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด ถ้าจำเสาหลักไว้ได้: พ.ร.บ. ดูแล 'คน' (ค่าเสียหายเบื้องต้น 30,000/35,000 จ่ายก่อนไม่รอชี้ผิดถูก, ค่าสินไหมเมื่อเป็นฝ่ายถูกสูงสุด 80,000 ค่ารักษา และ 500,000 กรณีเสียชีวิต) ส่วนประกันสมัครใจดูแล 'รถ' และส่วนเกิน เกิดเหตุให้ตั้งสติ-เซฟตัวเอง-เก็บหลักฐาน-แจ้งประกัน-แจ้งความ เอกสารครบแล้วบริษัทมีกรอบจ่าย 15 วัน และถ้าไม่เป็นธรรม คุณมีบันได 1186 → ไกล่เกลี่ย → อนุญาโตตุลาการ รออยู่ รู้สิทธิ์ของตัวเองคืออาวุธที่ดีที่สุด
อย่าลืมต่อ พ.ร.บ. ทุกปี เพราะถ้าขาด นอกจากต่อภาษีไม่ได้ ยังเสี่ยงไม่มีหลักประกันดูแลค่ารักษาเวลาเกิดเหตุด้วย อยากเทียบเบี้ยและความคุ้มครองหลายเจ้าแบบไม่ต้องกรอกข้อมูลส่วนตัว ดูได้ที่ หน้าเปรียบเทียบ







