เงินเดือนงวดแรกของลูกจ้างคนแรกออกไปแล้ว ความรู้สึกของนายจ้างมือใหม่หลายคนคือ "เรากำลังลืมทำอะไรอยู่หรือเปล่า" และคำตอบมักจะใช่ค่ะ เพราะนาทีที่มีลูกจ้างคนแรก กฎหมายมองคุณเป็น "นายจ้าง" ทันที พร้อมหน้าที่ชุดใหม่ที่ไม่มีใครส่งจดหมายมาเตือน บทความนี้จะอยู่ฝั่งคุณ—ฝั่งคนจ่าย คนนำส่ง คนเซ็นเอกสาร—ไล่ทีละขั้นว่าต้องทำอะไร ภายในกี่วัน ใช้เอกสารอะไร และเงินสมทบที่คุณต้องควักจ่ายในนามนายจ้างคิดยังไง โดยใช้เพดานปี 2569 ที่เพิ่งขยับใหม่
KUMKRONG เป็นสื่อให้ความรู้เพื่อการศึกษา ไม่ใช่นายหน้าประกันและไม่ใช่ที่ปรึกษากฎหมาย/บัญชี/ภาษีเฉพาะราย ตัวเลขและกำหนดเวลาในบทความเป็นข้อมูล ณ มิถุนายน 2569 ซึ่งอาจเปลี่ยนได้ ก่อนทำเงินเดือนหรือยื่นเอกสารจริง กรุณายืนยันกับสำนักงานประกันสังคม (สายด่วน 1506) และกรมสรรพากร (1161) ทุกครั้ง
เส้นตายแรกที่พลาดไม่ได้: 30 วันนับจากวันแรกที่มีลูกจ้าง
หัวใจของฝั่งนายจ้างมีสองจังหวะ จังหวะแรกคือ "ขึ้นทะเบียน" ทำครั้งเดียวตอนเริ่มต้น และจังหวะที่สองคือ "นำส่งเงินสมทบ" ทำซ้ำทุกเดือน เริ่มที่จังหวะแรกก่อน เมื่อคุณมีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป คุณต้องขึ้นทะเบียนเป็นนายจ้าง และขึ้นทะเบียนลูกจ้างเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ลูกจ้างเริ่มทำงาน นาฬิกาเริ่มเดินจากวันแรกที่เขามาทำงานจริง ไม่ใช่วันที่จ่ายเงินเดือนงวดแรก ตรงนี้เป็นจุดที่หลายคนนับพลาด
ถ้าปล่อยเลย 30 วัน ความเสี่ยงตกอยู่ที่นายจ้างเต็ม ๆ ทั้งเงินเพิ่มจากการนำส่งล่าช้าและการตามเก็บย้อนหลัง ที่สำคัญกว่านั้นคือลูกจ้างเสียสิทธิคุ้มครองในช่วงต้น เช่น หากเขาเจ็บป่วยหรือประสบอุบัติเหตุก่อนถูกขึ้นทะเบียน ภาระอาจย้อนกลับมาที่คุณ จึงควรลงมือตั้งแต่สัปดาห์แรก ไม่รอให้ครบเดือน รายละเอียดและช่องทางยื่นล่าสุดตรวจกับ สปส. 1506 เสมอ
เอกสารที่นายจ้างต้องเตรียม
ข่าวดีคือเอกสารขึ้นทะเบียนฝั่งนายจ้างไม่ได้เยอะอย่างที่กลัว และส่วนใหญ่เป็นเอกสารที่คุณมีอยู่แล้วจากตอนตั้งธุรกิจ แบ่งง่าย ๆ เป็นสองชุด: ชุดของกิจการ (เพื่อขึ้นทะเบียนนายจ้าง) และชุดของลูกจ้างแต่ละคน (เพื่อขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน) เตรียมล่วงหน้าจะทำให้วันยื่นจริงเร็วขึ้นมาก ไม่ต้องวิ่งกลับไปหาเอกสารหลายรอบ
| ชุดเอกสาร | รายการหลัก | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| ทะเบียนนายจ้าง (สปส. 1-01) | แบบขึ้นทะเบียนนายจ้าง พร้อมข้อมูลกิจการ | นิติบุคคล ใช้หนังสือรับรองบริษัท; บุคคลธรรมดา ใช้บัตรประชาชนเจ้าของ |
| หลักฐานกิจการ | หนังสือรับรองนิติบุคคล / ทะเบียนพาณิชย์ / ทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ถ้ามี) | ใช้พิสูจน์ที่ตั้งและสถานะกิจการ |
| ทะเบียนผู้ประกันตน (สปส. 1-03) | แบบขึ้นทะเบียนลูกจ้างรายคน + สำเนาบัตรประชาชน | ลูกจ้างที่เคยเป็นผู้ประกันตนแล้วใช้แบบแจ้งเข้า (สปส. 1-03/1) |
| ข้อมูลค่าจ้าง | อัตราค่าจ้างของลูกจ้างแต่ละคน เพื่อใช้คำนวณฐานเงินสมทบ | ใช้กำหนดว่าติดเพดาน 17,500 หรือไม่ |
ปัจจุบันยื่นออนไลน์ได้ผ่านระบบ e-Service ของ สปส. (sso.go.th) โดยไม่ต้องเดินทางไปสำนักงาน ทั้งขั้นตอนขึ้นทะเบียนครั้งแรกและการนำส่งเงินสมทบรายเดือน นายจ้างมือใหม่ควรสมัครใช้ระบบนี้ตั้งแต่ต้น เพราะจะช่วยให้นำส่งทันกำหนดทุกเดือนและเก็บหลักฐานย้อนหลังได้ง่าย
เงินสมทบฝั่งนายจ้างคิดยังไง — และเพดานใหม่ปี 2569

นี่คือส่วนที่กระทบกระเป๋านายจ้างโดยตรง เงินสมทบมาตรา 33 มาจากสามฝ่าย คือลูกจ้าง นายจ้าง และรัฐ ในส่วนของลูกจ้างและนายจ้าง แต่ละฝ่ายสมทบในอัตรา 5% ของค่าจ้าง โดยคิดบนฐานค่าจ้างที่มีทั้งขั้นต่ำและขั้นสูง หน้าที่ของคุณคือ "หัก" 5% จากเงินเดือนลูกจ้าง บวกกับ "5% ของนายจ้างเอง" แล้วนำส่งรวมกันให้ สปส. พูดง่าย ๆ คือทุกบาทที่หักจากลูกจ้าง คุณต้องเติมอีกหนึ่งเท่าจากกระเป๋ากิจการ
จุดที่เปลี่ยนในปี 2569 คือ "เพดานฐานค่าจ้าง" ตามกฎกระทรวง พ.ศ. 2568 (ประกาศราชกิจจานุเบกษา 12 ธันวาคม 2568) เดิมฐานค่าจ้างขั้นสูงอยู่ที่ 15,000 บาท ทำให้เงินสมทบสูงสุดของแต่ละฝ่ายเท่ากับ 750 บาท/เดือน ตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 เพดานขยับขึ้นเป็น 17,500 บาท เงินสมทบสูงสุดของแต่ละฝ่ายจึงเป็น 875 บาท/เดือน/คน และฐานขั้นต่ำคือ 1,650 บาท แปลว่าสำหรับลูกจ้างเงินเดือนตั้งแต่ 17,500 บาทขึ้นไป ต้นทุนเงินสมทบฝั่งนายจ้างต่อหัวเพิ่มจากเดิมเดือนละ 750 เป็น 875 บาท หรือเพิ่มขึ้น 125 บาท/คน/เดือน
| ค่าจ้าง/เดือน | ฐานคำนวณ (เพดาน 17,500) | ส่วนลูกจ้าง 5% | ส่วนนายจ้าง 5% | นายจ้างจ่ายต่อหัว (ลจ.+นจ.) |
|---|---|---|---|---|
| 10,000 บาท | 10,000 บาท | 500 บาท | 500 บาท | 1,000 บาท |
| 15,000 บาท | 15,000 บาท | 750 บาท | 750 บาท | 1,500 บาท |
| 17,500 บาท | 17,500 บาท (เพดานใหม่) | 875 บาท | 875 บาท | 1,750 บาท |
| 30,000 บาท | 17,500 บาท (ติดเพดาน) | 875 บาท | 875 บาท | 1,750 บาท |
จุดที่นายจ้างมือใหม่มักเข้าใจผิด: แม้ลูกจ้างเงินเดือน 30,000 หรือ 50,000 บาท ฐานคำนวณก็ "ติดเพดาน" ที่ 17,500 บาท ไม่ได้คิดจากเงินเดือนเต็ม เงินสมทบสูงสุดต่อฝ่ายจึงไม่เกิน 875 บาท/เดือน/คนในปี 2569 และอย่าลืมว่าตัวเลข 750/15,000 ที่เคยเห็นในเอกสารเก่าคือเพดาน "เดิม" ก่อน 1 ม.ค. 2569 แล้วค่ะ
วางแผนงบล่วงหน้า: กฎกระทรวงฉบับเดียวกันกำหนดการขยับเพดานแบบเป็นขั้น หลังจาก 17,500 (875 บาท) ในช่วงปี 2569–2571 จะขึ้นเป็น 20,000 บาท (สมทบสูงสุด 1,000 บาท/เดือน) ตั้งแต่ปี 2572 และ 23,000 บาท (1,150 บาท/เดือน) ตั้งแต่ปี 2575 นายจ้างที่มีลูกจ้างเงินเดือนสูงควรเผื่อต้นทุนส่วนนี้ไว้ในแผนระยะยาว
จังหวะที่สอง: นำส่งเงินสมทบทุกเดือน ภายในวันที่ 15
ขึ้นทะเบียนเสร็จแล้วงานยังไม่จบ เพราะหน้าที่ที่ต้องทำซ้ำทุกเดือนคือการนำส่งเงินสมทบ โดยทั่วไปนายจ้างต้องนำส่งเงินสมทบของเดือนที่ผ่านมา ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป เช่น เงินสมทบของค่าจ้างเดือนมิถุนายน ต้องนำส่งภายในวันที่ 15 กรกฎาคม พร้อมยื่นแบบรายการแสดงการส่งเงินสมทบ (สปส. 1-10) ถ้านำส่งช้าหรือนำส่งไม่ครบ จะมีเงินเพิ่มในอัตราที่กฎหมายกำหนดต่อเดือน ความสม่ำเสมอตรงนี้สำคัญกว่ายอดเงิน เพราะระบบจะตามทุกเดือนแม้คุณจะลืม
- หักเงินสมทบส่วนลูกจ้าง 5% จากเงินเดือน (สูงสุด 875 บาท เมื่อค่าจ้างถึง/เกิน 17,500)
- บวกเงินสมทบส่วนนายจ้างอีก 5% เท่ากัน จากงบกิจการ
- นำส่งยอดรวมพร้อมแบบ สปส. 1-10 ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป
- แจ้ง "เข้า" ลูกจ้างใหม่ (สปส. 1-03) และแจ้ง "ออก" เมื่อลูกจ้างลาออก (สปส. 6-09) ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลง
- เก็บหลักฐานการนำส่งทุกเดือนไว้อ้างอิง โดยเฉพาะถ้ายื่นผ่าน e-Service
เกร็ดที่ช่วยลูกจ้างได้และไม่กระทบหน้าที่นายจ้าง: เงินสมทบประกันสังคมที่ถูกหักไป ลูกจ้างนำไปลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง สำหรับผู้ประกันตน ม.33 ปี 2569 เพดานลดหย่อนเท่ากับ 10,500 บาท/ปี (875 × 12 เดือน) ซึ่งสูงกว่าเดิมที่ 9,000 บาท (750 × 12) เพราะเพดานฐานค่าจ้างขยับขึ้น นายจ้างที่ออก 50 ทวิ ให้ลูกจ้างครบ ก็ช่วยให้เขายื่นลดหย่อนได้สะดวกขึ้น
อย่าลืมฝั่งภาษี: หัก ณ ที่จ่าย และ 50 ทวิ
ประกันสังคมเป็นหน้าที่กับ สปส. แต่การจ่ายเงินเดือนยังพ่วงหน้าที่กับกรมสรรพากรด้วย โดยทั่วไปนายจ้างมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายจากเงินได้ของลูกจ้างตามเกณฑ์ของสรรพากร แล้วนำส่งพร้อมยื่นแบบ ภ.ง.ด.1 รายเดือน สำหรับลูกจ้างเงินเดือนน้อยที่ยังไม่ถึงเกณฑ์เสียภาษี อาจถูกหักเป็นศูนย์ แต่นายจ้างก็ยังต้องยื่นแบบอยู่ดี และเมื่อสิ้นปีต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ให้ลูกจ้าง พร้อมยื่นสรุปประจำปี (ภ.ง.ด.1ก) รายละเอียดเกณฑ์และแบบฟอร์มควรยืนยันกับสรรพากร 1161
ไทม์ไลน์ฝั่งนายจ้าง: ทำอะไร เมื่อไหร่
| ช่วงเวลา | สิ่งที่นายจ้างต้องทำ | หน่วยงาน/แบบฟอร์ม |
|---|---|---|
| ก่อน/วันเริ่มจ้าง | ทำสัญญาจ้าง ตกลงค่าจ้าง เก็บสำเนาบัตรประชาชนและข้อมูลลูกจ้าง | นายจ้าง |
| ภายใน 30 วันแรก | ขึ้นทะเบียนนายจ้าง + ขึ้นทะเบียนลูกจ้างเป็นผู้ประกันตน | สปส. (สปส. 1-01 / 1-03) |
| ทุกเดือน ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป | หัก 5% ลูกจ้าง + สมทบ 5% นายจ้าง นำส่งรวมกัน | สปส. (สปส. 1-10) |
| ทุกเดือน | หักภาษี ณ ที่จ่าย (ถ้าถึงเกณฑ์) และยื่นแบบนำส่ง | สรรพากร (ภ.ง.ด.1) |
| เมื่อมีการเปลี่ยนแปลง | แจ้งลูกจ้างเข้า/ออก ปรับข้อมูลค่าจ้าง | สปส. (สปส. 1-03 / 6-09) |
| สิ้นปีภาษี | ออก 50 ทวิ ให้ลูกจ้าง + ยื่นสรุปประจำปี | สรรพากร (ภ.ง.ด.1ก) |
เช็กลิสต์นายจ้างมือใหม่
- เก็บเอกสารลูกจ้างให้ครบ (สำเนาบัตรประชาชน ข้อมูลติดต่อ บัญชีรับเงินเดือน)
- ทำสัญญาจ้าง/ข้อตกลงการทำงานเป็นลายลักษณ์อักษร
- ขึ้นทะเบียนนายจ้าง + ลูกจ้างกับ สปส. ภายใน 30 วันนับจากวันเริ่มงานจริง
- สมัคร e-Service ของ สปส. เพื่อนำส่งและเก็บหลักฐานออนไลน์
- ตั้งระบบเงินเดือนให้คำนวณ 5% บนเพดานใหม่ 17,500 (สูงสุด 875 บาท/คน) ถูกต้อง
- นำส่งเงินสมทบและยื่นแบบ ภ.ง.ด.1 ให้ตรงกำหนด — ประกันสังคมภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป
- แจ้งลูกจ้างเข้า/ออกทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลง
- ออก 50 ทวิ ให้ลูกจ้างทุกคนเมื่อสิ้นปี
- ทบทวนต้นทุนเงินสมทบเมื่อเพดานขยับเป็น 20,000 (ปี 2572) และ 23,000 (ปี 2575)
อยากดูแลทีมมากกว่าขั้นต่ำ: ประกันกลุ่ม
ประกันสังคมคือพื้นฐานตามกฎหมายที่นายจ้างต้องทำ แต่หลายธุรกิจที่อยากดึงดูดและรักษาคนเก่งเลือกเสริมด้วยประกันกลุ่มพนักงานเป็นสวัสดิการ จุดเด่นคือเบี้ยต่อหัวมักถูกกว่าการซื้อรายเดี่ยว เพราะกระจายความเสี่ยงทั้งกลุ่ม และโดยทั่วไปเบี้ยประกันกลุ่มที่บริษัทจ่ายให้พนักงานลงเป็นรายจ่ายของกิจการได้ (ควรตรวจเงื่อนไขทางบัญชี/ภาษีกับผู้เชี่ยวชาญ) ทั้งนี้ KUMKRONG เป็นสื่อให้ความรู้ ไม่ใช่นายหน้า การเลือกแผนจริงควรปรึกษาโบรกเกอร์หรือบริษัทประกันที่มีใบอนุญาต
ถ้าธุรกิจของคุณจ้างแรงงานต่างด้าว จะมีกฎเกณฑ์เพิ่มเติม เช่น ลูกจ้างบางกลุ่มที่ยังไม่เข้าระบบประกันสังคมต้องมีบัตรประกันสุขภาพตามที่ราชการกำหนด ซึ่งเกี่ยวพันกับใบอนุญาตทำงานและประเภท MOU รายละเอียดต่างกันไป ตรวจสอบกับกรมการจัดหางานควบคู่ไปด้วย
สรุปสำหรับนายจ้างมือใหม่
ถ้าจำได้แค่สามอย่าง ขอให้เป็นสามอย่างนี้ค่ะ หนึ่ง—ขึ้นทะเบียนนายจ้างและลูกจ้างภายใน 30 วันนับจากวันเริ่มงานจริง สอง—ทุกเดือนหัก 5% จากลูกจ้าง บวก 5% ของนายจ้างเอง (สูงสุด 875 บาท/คนต่อฝ่ายในปี 2569) แล้วนำส่งภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป และสาม—อย่าลืมฝั่งภาษี หัก ณ ที่จ่ายและออก 50 ทวิ ให้ครบ ทำให้สม่ำเสมอตั้งแต่ลูกจ้างคนแรก ต้นทุนจะคาดเดาได้และธุรกิจเติบโตได้โดยไม่มีภาระย้อนหลังตามมา และอย่าลืมยืนยันอัตรากับกำหนดเวลาล่าสุดกับ สปส. และสรรพากรเสมอ เพราะเพดานยังจะขยับอีกในปี 2572 และ 2575






