ใบคำขอเอาประกันสุขภาพหรือประกันชีวิตมักมีหน้าให้ติ๊ก "ประวัติสุขภาพ" ยาวเป็นหางว่าว — เคยผ่าตัดไหม มีโรคประจำตัวอะไร เคยนอนโรงพยาบาลด้วยเรื่องอะไร หลายคนกลัวว่าตอบครบแล้วเบี้ยจะแพงหรือถูกปฏิเสธ เลยเผลอติ๊ก "ไม่มีโรคประจำตัว" ทั้งที่ในใจรู้ว่าเคยรักษาอะไรมาบ้าง เรื่องมาแดงเอาตอนเคลมจริง เมื่อบริษัทรื้อเวชระเบียนแล้วตอบกลับมาว่า "แถลงสุขภาพไม่ครบ จึงขอปฏิเสธการจ่าย" หน้านี้จะพาไปดูว่ากฎหมายให้สิทธิบริษัทแค่ไหน นาฬิกาสองเรือนที่คุ้มครองเราอยู่คืออะไร และถ้าถูกปฏิเสธไปแล้วยังพลิกได้ตรงไหนบ้าง

KUMKRONG เป็นสื่อให้ความรู้และเปรียบเทียบ ไม่ใช่นายหน้าประกันภัย บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อให้เข้าใจสิทธิและขั้นตอน ไม่ใช่คำแนะนำเฉพาะบุคคลหรือการรับประกันผลการเคลม เงื่อนไขจริงขึ้นอยู่กับถ้อยคำในกรมธรรม์ของคุณและข้อเท็จจริงของแต่ละเคส โปรดตรวจสอบกับบริษัทประกันและที่ปรึกษากฎหมายของคุณ มีค่าตอบแทนจากการแนะนำ (affiliate)

ทำไม "แถลงสุขภาพ" ถึงเป็นหัวใจของสัญญา

การแถลงสุขภาพ คือการตอบคำถามประวัติการเจ็บป่วยตามจริงในใบคำขอเอาประกัน บริษัทใช้คำตอบเหล่านี้ "พิจารณารับประกัน" (underwriting) ว่าจะรับเราด้วยเบี้ยปกติ รับแบบเพิ่มเบี้ย ยกเว้นความคุ้มครองบางโรค หรือไม่รับเลย สัญญาประกันภัยตั้งอยู่บนหลัก "สุจริตต่อกันอย่างยิ่ง" (utmost good faith) ทั้งสองฝ่ายต้องตรงไปตรงมา จุดที่คนมักเข้าใจผิดคือ คำว่า "ปกปิด" ในทางกฎหมายไม่ได้หมายถึงเฉพาะการโกหก แต่กินความรวมถึงการ "ละเว้นเสียไม่เปิดเผยข้อความจริง" ที่ตัวเองรู้อยู่แล้วด้วย เช่น รู้ว่าตัวเองเป็นเบาหวานหรือความดันแล้วเลือกไม่กรอก ก็เข้าข่ายปกปิดตามกฎหมายเช่นกัน

กุญแจอยู่ที่คำว่า "รู้อยู่แล้ว" — มาตรา 865 พูดถึงคนที่ "รู้อยู่แล้วละเว้นเสียไม่เปิดเผย" หรือ "รู้อยู่แล้วแถลงเป็นความเท็จ" ถ้าเป็นโรคที่เราเองยังไม่รู้ตัว (ยังไม่เคยได้รับการวินิจฉัย) ในวันที่กรอกใบคำขอ ก็ยังไม่ใช่การปกปิดตามนิยามนี้

กฎหมายตัวจริง: ป.พ.พ. มาตรา 865

หัวใจของเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่ "ธรรมเนียม 2 ปี" ที่หลายคนได้ยินมา แต่อยู่ที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 865 ซึ่งวางกติกาไว้ตรง ๆ ว่า ถ้าตอนทำสัญญาผู้เอาประกัน "รู้อยู่แล้วละเว้นเสียไม่เปิดเผย" ข้อความจริงที่อาจจูงใจให้บริษัทเรียกเบี้ยสูงขึ้นหรือบอกปัดไม่รับ หรือ "รู้อยู่แล้วแถลงเป็นความเท็จ" ผลคือสัญญานั้นตกเป็น "โมฆียะ" — สำคัญตรงนี้ว่าคือ โมฆียะ ไม่ใช่ โมฆะ กล่าวคือสัญญายังสมบูรณ์อยู่จนกว่าบริษัทจะใช้สิทธิ "บอกล้าง" ถ้าบริษัทไม่บอกล้างหรือบอกล้างไม่ทันตามกรอบเวลา สัญญาก็ยังเดินหน้าคุ้มครองตามปกติ

และมาตรา 865 วรรคสองนี่เองที่ใส่ "นาฬิกาจับเวลา" ไว้คุมบริษัทถึงสองเรือน ทั้งสองเรือนต้องผ่านครบ บริษัทถึงจะบอกล้างได้ ถ้าหมดเวลาเรือนใดเรือนหนึ่ง สิทธิบอกล้างก็ "ระงับสิ้นไป"

กรอบเวลาบอกล้างสัญญาตาม ป.พ.พ. ม.865 วรรคสอง (as of มิ.ย. 2026 — อ้างตัวบทกฎหมาย ใช้ได้ทั้งประกันชีวิตและประกันสุขภาพ)
นาฬิกาเรือนที่กรอบเวลานับจากเมื่อไหร่ถ้าหมดเวลา
เรือนที่ 1 (สั้น)ภายใน 1 เดือนนับแต่วันที่บริษัท "ทราบมูลอันจะบอกล้างได้" (รู้ว่ามีการปกปิด/แถลงเท็จ)สิทธิบอกล้างระงับ — แม้จะยังไม่เกิน 5 ปี
เรือนที่ 2 (ยาว)ภายใน 5 ปีนับแต่วันทำสัญญาสิทธิบอกล้างระงับ — แม้บริษัทเพิ่งมารู้ทีหลัง

จุดที่คนเข้าใจผิดบ่อย: ภาระการพิสูจน์อยู่ที่ "บริษัทประกัน" ไม่ใช่เรา บริษัทต้องแสดงหลักฐานว่าเรา (ก) รู้ข้อเท็จจริงนั้นอยู่แล้วในวันกรอกใบคำขอ และ (ข) มันเป็นข้อความ "สาระสำคัญ" ที่ถ้ารู้แล้วบริษัทจะเรียกเบี้ยสูงขึ้นหรือไม่รับ ไม่ใช่แค่กล่าวอ้างลอย ๆ ว่า "คุณแถลงไม่ครบ" แล้วจบ

แล้ว "2 ปี" ที่ได้ยินกันบ่อยล่ะ คืออะไร

เก็บหลักฐานให้พร้อม ช่วยให้ขั้นตอนเคลมราบรื่นขึ้น

ตัวเลข "2 ปี" ที่หลายคนพูดถึงไม่ใช่มาตรา 865 แต่เป็น "เงื่อนไขในเล่มกรมธรรม์" — กรมธรรม์ประกันชีวิต/สุขภาพมาตรฐานหลายแบบเขียนไว้ว่า ถ้ากรมธรรม์มีผลบังคับต่อเนื่องเกิน 2 ปีแล้ว บริษัทจะไม่ยกเหตุ "แถลงสุขภาพไม่ครบ" มาปฏิเสธการจ่าย เว้นแต่กรณีที่ไม่ชำระเบี้ยหรือกรณีฉ้อฉลชัดแจ้ง พูดง่าย ๆ คือ ม.865 เป็นเกราะตามกฎหมาย (1 เดือน/5 ปี) ส่วน "2 ปี" เป็นเกราะเพิ่มที่บริษัทสมัครใจเขียนให้ในสัญญา ซึ่งมักให้ประโยชน์แก่ผู้เอาประกันมากกว่าในแง่ระยะเวลา แต่ "ถ้อยคำจริงต้องเปิดดูในเล่มกรมธรรม์ของคุณ" เพราะข้อยกเว้นและการนับเวลา (นับจากวันเริ่ม หรือวันต่ออายุ/กลับมามีผลใหม่) ต่างกันได้ในแต่ละแบบ/แต่ละบริษัท

สรุปความต่างให้จำง่าย — "1 เดือน/5 ปี" = กฎหมาย (ม.865) ใช้กับทุกกรมธรรม์เสมอ; "2 ปี" = เงื่อนไขในเล่มกรมธรรม์ ที่อาจมีหรือไม่มี และถ้อยคำต่างกันได้ ตรวจของจริงในกรมธรรม์ของคุณก่อนยึดเป็นหลักเสมอ

ถูกปฏิเสธเคลมไปแล้ว ทำอะไรได้บ้าง — ทีละขั้น

จดหมายปฏิเสธฉบับแรกไม่ใช่จุดจบ มันคือจุดเริ่มของการ "โต้แย้งโดยมีหลักฐาน" สิ่งที่ทำให้เคสพลิกได้จริงคือเอกสารและการชี้ประเด็นให้ตรงจุด ไม่ใช่การโทรไปต่อว่า ลองไล่ตามนี้และเก็บสำเนาทุกอย่างไว้

  • ขอ "หนังสือปฏิเสธเป็นลายลักษณ์อักษร" ที่ระบุเหตุผลและมาตรา/ข้อกรมธรรม์ที่อ้างให้ชัด — นี่คือเอกสารตั้งต้นของการสู้ทุกขั้นตอน
  • ขอสำเนา "ใบคำขอเอาประกันที่เราเซ็น" มาดูว่าเราแถลงอะไรไปจริง ๆ และคำถามถามไว้ว่าอย่างไร (บางครั้งคำถามกว้าง/กำกวมจนตีความว่าไม่ต้องแจ้งได้)
  • รวบรวมเวชระเบียน/ใบรับรองแพทย์ ที่แสดงว่า "โรคที่เคลม" ไม่เกี่ยวกับ "สิ่งที่บริษัทอ้างว่าปกปิด" หรือแสดงว่าเรายังไม่เคยได้รับการวินิจฉัยในวันกรอกใบคำขอ
  • ทำหนังสือโต้แย้ง (อุทธรณ์) ถึงบริษัท แนบหลักฐาน ชี้ว่าบริษัทยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าเรา "รู้และจงใจปกปิดสาระสำคัญ" และ/หรือกรอบเวลาบอกล้างหมดแล้ว — เก็บสำเนาและหลักฐานการส่งทุกครั้ง
  • ถ้ายังไม่เป็นธรรม ยื่นเรื่องที่สำนักงาน คปภ. ผ่านสายด่วน 1186 หรือระบบออนไลน์ PPMS (complaintportal.oic.or.th, ล็อกอินด้วย ThaID) เพื่อเข้าสู่กระบวนการกลาง — ไม่มีค่าใช้จ่าย

จุดสู้ที่ทรงพลังที่สุดคือ "ความเกี่ยวข้อง" และ "สาระสำคัญ" ของโรค เช่น ไม่ได้แถลงว่าเคยเป็นภูมิแพ้ แต่เคลมเรื่องขาหักจากอุบัติเหตุ — สองเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกันและภูมิแพ้อาจไม่ใช่ข้อมูลที่จูงใจให้บริษัทเรียกเบี้ยสูงขึ้น บริษัทจะยกเหตุปกปิดมาปฏิเสธได้ยากขึ้น ระบุประเด็นนี้ให้ชัดในหนังสือโต้แย้ง

เส้นทาง คปภ.: 1186 → ไกล่เกลี่ย → อนุญาโตตุลาการ

สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เป็นหน่วยงานรัฐที่ดูแลสิทธิผู้เอาประกันโดยตรง เมื่อโต้แย้งกับบริษัทเองแล้วยังไม่จบ ยังมีบันได 3 ขั้นที่ใช้ต่อได้ และทั้งสามขั้นแรกไม่มีค่าใช้จ่ายสำหรับประชาชน

3 ขั้นของกระบวนการ คปภ. เมื่อพิพาทเรื่องเคลม (as of มิ.ย. 2026)
ขั้นทำอะไรช่องทาง / กรอบเวลา
1. ร้องเรียนยื่นเรื่องให้ คปภ. รับเป็นคนกลางพิจารณาและประสานบริษัทสายด่วน 1186 (รับเรื่อง 24 ชม.) · ศูนย์รับเรื่องร้องเรียน (ICC) 02-515-3999 · ออนไลน์ PPMS ล็อกอิน ThaID — ไม่มีค่าใช้จ่าย
2. ไกล่เกลี่ยเข้าสู่การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทโดยผู้ชำนาญการ (ผู้ไกล่เกลี่ยภายนอกที่เป็นกลาง) ที่ศูนย์ไกล่เกลี่ยฯนัดผ่าน คปภ. — ประชาชนไม่เสียค่าใช้จ่าย
3. อนุญาโตตุลาการถ้าไกล่เกลี่ยไม่ยุติ และกรมธรรม์/คู่กรณีตกลงใช้วิธีนี้ ยื่น "คำเสนอข้อพิพาท" ต่อ คปภ. (กรมธรรม์มาตรฐานให้สิทธิผู้เรียกร้องเลือกใช้และผูกพันบริษัท)อนุญาโตตุลาการต้องทำคำชี้ขาดภายใน 90 วัน (ขยายได้ถ้ามีเหตุจำเป็น) ตามระเบียบสำนักงาน คปภ.

นาฬิกาที่ห้ามลืม — การฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัยมี "อายุความ 2 ปี นับแต่วันวินาศภัย" ตาม ป.พ.พ. มาตรา 882 (คนละเรื่องกับอายุความละเมิด 1 ปีตาม ม.448 ที่ใช้ฟ้องคนที่ทำละเมิดเราโดยตรง อย่าสับสน) ระหว่างที่ร้องเรียน/ไกล่เกลี่ย เวลายังเดินอยู่ ถ้าใกล้ครบ 2 ปีควรปรึกษาทนายเรื่องการรักษาอายุความควบคู่ไปด้วย

แล้ว "จ่ายช้า" กับ "ปฏิเสธ" ต่างกันอย่างไร

สองอย่างนี้คนละเรื่องและใช้กฎคนละชุด ถ้าบริษัท "ปฏิเสธ" คือบอกว่าไม่จ่ายเพราะอ้างเหตุปกปิด — อันนั้นสู้ด้วย ม.865 และกระบวนการ คปภ. ข้างต้น แต่ถ้าบริษัทรับเคลมแล้วแต่ "ดึงเรื่อง/จ่ายช้าเกินกำหนด" นั่นเป็นอีกประเด็น คือเรื่อง "ประวิงการจ่ายค่าสินไหม"

กรอบเวลาจ่ายและบทห้ามประวิง (as of มิ.ย. 2026)
ประเด็นสาระสำคัญที่มา
ต้องจ่ายภายในกี่วันบริษัทต้องชดใช้ค่าสินไหม/เงินตามสัญญา ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับเอกสารหลักฐานครบถ้วนประกาศ คปภ. ปี 2566 (วินาศภัย และฉบับคู่ขนานประกันชีวิต)
ประกันชีวิต ขยายเวลาได้ไหมได้ — กรณีมีเหตุอันควรสงสัยว่าการเรียกร้องไม่เป็นไปตามกรมธรรม์ ขยายเวลาพิจารณาเป็นไม่เกิน 90 วันได้ โดยภาระพิสูจน์ตกที่บริษัทประกาศ คปภ. การชดใช้เงินตามสัญญาประกันชีวิต พ.ศ. 2559 และฉบับ 2566
ประวิงจ่าย = ผิดกฎหมายไหม (วินาศภัย)การจ่ายเกินกำหนดโดยไม่มีเหตุอันสมควร ถือเป็นการ "ประวิงการจ่ายค่าสินไหม" ซึ่ง "ห้าม" ตาม พ.ร.บ.ประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 มาตรา 36พ.ร.บ.ประกันวินาศภัย 2535
โทษ (วินาศภัย)มีโทษตามมาตรา 88: ปรับไม่เกิน 500,000 บาท และถ้ายังฝ่าฝืนต่อเนื่อง ปรับอีกวันละไม่เกิน 20,000 บาท ตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนพ.ร.บ.ประกันวินาศภัย 2535 ม.88

ข้อควรระวังเรื่องเลขมาตรา: "ห้ามประวิง" อยู่ที่ มาตรา 36 ส่วน "โทษปรับ" อยู่ที่ มาตรา 88 ของ พ.ร.บ.ประกันวินาศภัย — เป็นคนละมาตรากัน และชุดเลขมาตรานี้ใช้กับประกันวินาศภัย ส่วนประกันชีวิตมีบทกำหนดโทษของตัวเองคนละชุด

ป้องกันไว้ก่อน คุ้มกว่าตามแก้ทีหลัง

ทางที่นอนหลับสบายที่สุดคือแถลงตามจริงตั้งแต่วันแรก แม้เป็นเรื่องที่คิดว่าเล็กน้อยก็ควรเขียนไว้ เพราะเบี้ยที่แพงขึ้นนิดหน่อยยังคุ้มกว่าการถูกปฏิเสธก้อนใหญ่ในวันที่ป่วยจริง ก่อนเซ็นใบคำขอ ลองเทียบเงื่อนไขความคุ้มครองและข้อยกเว้นของแต่ละแผนให้ละเอียด ดูได้ที่ หน้าเปรียบเทียบประกัน และเพื่อให้การเคลมในอนาคตราบรื่น การเก็บกรมธรรม์ สำเนาใบคำขอ ใบเสร็จ และเวชระเบียนไว้เป็นที่เป็นทางก็สำคัญไม่แพ้กัน ลองใช้ Vault คลังเก็บเอกสารสำคัญ ช่วยจัดระเบียบ

  • อ่านคำถามในใบคำขอให้ครบทุกข้อ อย่ารีบเซ็น และอย่าให้ใครกรอกแทนโดยเราไม่ได้อ่าน
  • แถลงตามจริง แม้เป็นโรคที่คิดว่าไม่สำคัญ — "รู้แล้วไม่บอก" คือจุดที่ ม.865 จับได้
  • ขอและเก็บ "สำเนาใบคำขอที่เราเซ็น" ไว้เองทุกครั้ง
  • จดวันเริ่มกรมธรรม์และวันต่ออายุไว้ เพื่อนับกรอบเวลา (ทั้ง 5 ปีตามกฎหมาย และ 2 ปีตามกรมธรรม์ถ้ามี)
  • สงสัยถ้อยคำตรงไหน ถามบริษัทให้ได้คำตอบเป็นลายลักษณ์อักษรก่อนตัดสินใจ

สรุป: ปกปิดสุขภาพ = เสี่ยงถูกบอกล้างสัญญาตาม ป.พ.พ. ม.865 (สัญญาเป็นโมฆียะ) แต่ภาระพิสูจน์อยู่ที่บริษัท และมีนาฬิกาคุมสองเรือน — 1 เดือนนับแต่ทราบมูล และ 5 ปีนับแต่ทำสัญญา หมดเวลาเรือนใดเรือนหนึ่งสิทธิบอกล้างก็ระงับ ถ้าถูกปฏิเสธไม่เป็นธรรม เดินเส้นทาง 1186 → ไกล่เกลี่ย → อนุญาโตตุลาการ ได้ฟรี และอย่าลืมอายุความฟ้อง 2 ปีตาม ม.882