คนไทยจำนวนมากยังคำนวณราคาของนำเข้าด้วยสมการเก่าในหัว คือ ราคาสินค้า บวกค่าส่ง แล้วถ้าไม่เกิน 1,500 บาทก็ถือว่าจบ ไม่โดนอากร สมการนั้นใช้ไม่ได้แล้วตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 กรมศุลกากรปรับมูลค่าขั้นต่ำที่ได้รับยกเว้นอากร หรือที่เรียกว่า De Minimis จากเดิมไม่เกิน 1,500 บาท ลงมาเหลือไม่เกิน 1 บาท ผลในทางปฏิบัติคือของที่นำเข้าต้องชำระอากรขาเข้าตั้งแต่บาทแรก ไม่มีเพดานให้หลบอีกต่อไป
เรื่องนี้ไม่ได้กระทบแค่คนที่สั่งของแพง มันกระทบคนที่สั่งของถูกมากที่สุด เพราะพฤติกรรมการช้อปข้ามพรมแดนของคนไทยเกาะอยู่กับเพดานเดิมมาหลายปี สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ประเมินว่ามูลค่าการนำเข้าสินค้ามูลค่าต่ำของไทยอยู่ที่ราว 37,500 ล้านบาทในปี 2568 และกว่า 80% มาจากจีน เพิ่มขึ้นจากราว 20% ในปี 2559 ในบางหมวดการพึ่งพาช่องทางมูลค่าต่ำสูงมาก เช่น เสื้อผ้าสตรีที่ 45% ของมูลค่านำเข้าในหมวดนั้นเข้ามาทางช่องทาง de minimis และกลุ่มวิกผมกับเครื่องประดับผมที่ 35% ตะกร้าสินค้าที่คนไทยสั่งบ่อยที่สุด จึงเป็นตะกร้าเดียวกับที่ต้นทุนขยับมากที่สุด
ปัญหาที่ตามมาหนักกว่าการต้องจ่ายเพิ่ม คือคนคำนวณผิดกันเป็นวงกว้าง จุดที่ผิดบ่อยที่สุดมีสองจุด จุดแรกคือคิดว่าฐานภาษีคือราคาสินค้า ทั้งที่กฎหมายใช้ราคา CIF ซึ่งรวมค่าขนส่งและค่าประกันภัยเข้าไปด้วย จุดที่สองคือคิด VAT 7% จากราคาสินค้าเปล่า ๆ ทั้งที่ประมวลรัษฎากรกำหนดให้ฐาน VAT ของการนำเข้าคือ CIF บวกอากรขาเข้า พูดง่าย ๆ คือ VAT ถูกคิดทับอากรอีกชั้นหนึ่ง บทความนี้จะให้สูตรก่อน แล้วค่อยให้ตาราง เพราะถ้าสูตรผิด ตารางสวยแค่ไหนก็พาคุณไปผิดทาง
มีข้อเท็จจริงหนึ่งที่ควรรู้ตั้งแต่บรรทัดนี้ ก่อนจะถูกพาเดินสูตรสี่ขั้น กรมประชาสัมพันธ์ระบุว่าปัจจุบันกว่าร้อยละ 97 ของสินค้านำเข้า ภาษีถูกคำนวณและรวมอยู่ในราคาสินค้าบนแพลตฟอร์มเรียบร้อยแล้ว แพลตฟอร์มที่ถูกอ้างถึงในกลุ่มนี้ได้แก่ Lazada, Shopee, TikTok, SHEIN และ TEMU ผู้ซื้อส่วนใหญ่จึงจ่ายครั้งเดียวตอนเช็กเอาต์ และจะไม่มีใบสั่งเก็บเงินตามมาที่บ้าน ถ้าคุณอยู่ในกลุ่มนี้ สูตรข้างล่างยังมีประโยชน์อยู่สามอย่าง คือใช้ตรวจว่ายอดที่แพลตฟอร์มบวกมาสมเหตุสมผลไหม ใช้เทียบว่าของนอกยังคุ้มกว่าราคาไทยหรือไม่ และใช้คำนวณเองเมื่อสั่งจากร้านนอกแพลตฟอร์ม ส่วนใครที่อยู่ในเศษที่เหลือซึ่งถูกเก็บปลายทาง หัวข้อ ใครเก็บเงินคุณ ทำให้ยอดจริงต่างกัน อธิบายไว้ว่าบิลจะมาถึงคุณทางไหน
กรมศุลกากรระบุในเอกสารมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ว่าเป็นการยกเลิกการได้รับยกเว้นภาษีอากรสำหรับของนำเข้าที่มีมูลค่าไม่เกิน 1,500 บาท โดยจัดเก็บอากรขาเข้าตั้งแต่บาทแรก ด้วยวิธีปรับลดเพดาน De Minimis จากไม่เกิน 1,500 บาท เหลือไม่เกิน 1 บาท ในทางเทคนิคสิทธิยกเว้นตามภาค 4 ประเภท 12 ยังคงอยู่ เพียงแต่ถูกปรับฐานราคาจนแทบไม่มีของชิ้นใดเข้าเกณฑ์ได้อีก ส่วนกลไกทางกฎหมาย เอกสารฉบับนั้นเขียนไว้ในหัวข้อแนวทางดำเนินการว่าจะแก้ไขประกาศกรมศุลกากร ที่ 191/2561 ซึ่งเชิงอรรถของเอกสารระบุว่าคือประกาศเรื่องหลักเกณฑ์ของนำเข้าที่ได้รับยกเว้นอากรตามประเภท 12 ของภาค 4 ลงวันที่ 31 กรกฎาคม 2561 ข้อที่ต้องอ่านให้ตรงคือ นั่นเป็นแนวทางที่กรมฯ วางไว้ในเอกสารมาตรการ และรอบก่อนหน้ากรมฯ ไม่ได้ทำด้วยการแก้ไขประกาศฉบับนั้นโดยตรง ตอนเฟสปี 2567 กรมฯ ออกประกาศกรมศุลกากร ที่ 116/2567 กำหนดให้ของที่นำเข้าซึ่งแต่ละรายมีราคาไม่เกินหนึ่งบาทได้รับยกเว้นอากร พร้อมข้อความว่ามิให้นำประกาศที่ 191/2561 มาใช้บังคับกับของที่นำเข้าในระหว่างที่ประกาศฉบับใหม่ใช้บังคับ คือระงับการใช้เป็นช่วงเวลาแทนการยกเลิกทิ้ง ฉบับนั้นกำหนดอายุตัวเองไว้ถึง 31 ธันวาคม 2567 เราจึงเขียนกลไกไว้เท่าที่ตรวจสอบได้จริง คือสิ่งที่เปลี่ยนคือฐานราคาของสิทธิยกเว้นตามภาค 4 ประเภท 12 ส่วนเลขที่ประกาศฉบับที่บังคับใช้อยู่กับพัสดุของคุณ ให้ดูจากเลขที่อ้างในใบขนสินค้า หรือสอบถามสายด่วนกรมศุลกากร 1164 วันเริ่มมีผลคือ 1 มกราคม 2569 ตามที่กรมประชาสัมพันธ์เผยแพร่
สูตรเดียวที่ต้องจำ และลำดับที่ห้ามสลับ
การคำนวณภาษีของนำเข้าเดินเป็นขั้นบันได ลำดับจึงสำคัญมาก เพราะตัวเลขของขั้นก่อนหน้ากลายเป็นฐานของขั้นถัดไป การหยิบอัตราทุกตัวมาบวกรวมกันทีเดียวให้ผลต่ำกว่าความจริงเสมอ เช่นเดียวกับการสลับลำดับหรือข้ามขั้น และนั่นคือเหตุผลที่หลายคนตกใจตอนพัสดุมาถึงหน้าบ้าน
- 1ขั้นที่ 1 หาฐานแรกให้ได้ก่อน คือราคา CIF ซึ่งเท่ากับ ราคาสินค้า (Cost) บวก ค่าประกันภัย (Insurance) บวก ค่าขนส่ง (Freight) นี่คือนิยามที่กรมศุลกากรใช้ และถ้าราคาสินค้าเป็นเงินสกุลต่างประเทศ ต้องแปลงเป็นเงินบาทด้วยอัตราแลกเปลี่ยนที่กรมศุลกากรประกาศ ซึ่งเป็นคนละชุดกับอัตราที่บัตรของคุณใช้
- 2ขั้นที่ 2 คูณ CIF ด้วยอัตราอากรขาเข้าตามพิกัดศุลกากรของสินค้าชิ้นนั้น ได้ออกมาเป็นค่าอากรขาเข้า อัตราแต่ละพิกัดไม่เท่ากันเลย ตั้งแต่ 0% ไปจนถึง 30% หรือมากกว่า
- 3ขั้นที่ 3 สร้างฐาน VAT ใหม่ ซึ่งเท่ากับ CIF บวกอากรขาเข้า และถ้าสินค้านั้นต้องเสียภาษีสรรพสามิต ให้บวกภาษีสรรพสามิตพร้อมภาษีเก็บเพิ่มเพื่อกระทรวงมหาดไทยอีก 10% ของค่าสรรพสามิตนั้นเข้าไปในฐานด้วย ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 79/2
- 4ขั้นที่ 4 คูณฐาน VAT ด้วย 7% ได้ออกมาเป็นภาษีมูลค่าเพิ่ม
ยอดที่ต้องจ่ายจริงคือผลรวมของทุกก้อน คือ CIF บวกอากรขาเข้า บวกภาษีสรรพสามิตและภาษีเก็บเพิ่มเพื่อกระทรวงมหาดไทยถ้ามี บวก VAT แล้วบวกค่าธรรมเนียมหรือค่าดำเนินการที่ผู้ขนส่งเรียกเก็บถ้ามี บรรทัดนี้คือการรวมยอดของสี่ขั้นข้างบน ไม่มีขั้นที่ห้า
ตัวบทที่รองรับขั้นที่ 3 อยู่ในประมวลรัษฎากร มาตรา 79/2 ซึ่งกำหนดว่าฐานภาษีสำหรับการนำเข้าสินค้าทุกประเภท ได้แก่ มูลค่าของสินค้านำเข้าโดยให้ใช้ราคา ซี.ไอ.เอฟ. ของสินค้า บวกด้วยอากรขาเข้า ภาษีสรรพสามิตตามที่กำหนดในมาตรา 77/1 (19) ค่าธรรมเนียมพิเศษตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน และภาษีและค่าธรรมเนียมอื่นตามที่จะได้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา ลำดับนี้จึงไม่ใช่การตีความของใคร แต่มาจากถ้อยคำในกฎหมายเอง
มีรายละเอียดหนึ่งที่คนทำธุรกิจควรรู้ไว้ด้วย มาตรา 79/2 ยังกำหนดว่า ถ้าผู้นำเข้าได้รับยกเว้นหรือลดหย่อนอากรขาเข้า เช่นตามสิทธิ BOI หรือกฎหมายอื่น ให้นำอากรที่ได้รับยกเว้นหรือลดหย่อนนั้นกลับมารวมเป็นมูลค่าของฐานภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย การได้ลดอากรจึงไม่ได้ทำให้ฐานภาษีมูลค่าเพิ่มลดลงตามไปด้วยโดยอัตโนมัติ
VAT 7% ไม่ได้คิดจากราคาสินค้า และไม่ได้คิดจาก CIF เฉย ๆ แต่คิดจาก CIF บวกอากรขาเข้า ยิ่งสินค้าอยู่ในพิกัดที่อากรสูง ส่วนต่างระหว่างการคำนวณแบบผิดกับแบบถูกยิ่งบานปลาย ในตัวอย่างจริงของกรมศุลกากรที่เราจะแสดงต่อไปนี้ ส่วนต่างของ VAT อย่างเดียวอยู่ที่หลักสิบถึงหลักร้อยบาทต่อรายการ แถวเสื้อผ้าที่อากร 30% ต่างกันถึงประมาณ 229 บาท
หลักฐานจากตารางของกรมศุลกากรเอง ว่า VAT คิดทับอากรจริง
แทนที่จะให้เชื่อคำอธิบาย เราไปหยิบเอกสารเผยแพร่ของด่านศุลกากรนครศรีธรรมราชที่แสดงข้อมูลการนำเข้าสินค้า 10 อันดับ โดยมีคอลัมน์อัตราอากร มูลค่านำเข้า ค่าอากรขาเข้า และภาษีมูลค่าเพิ่ม เรียงกันอยู่ในตารางเดียว เมื่อคำนวณย้อนกลับ จะเห็นชัดว่า VAT ในเอกสารตรงกับสูตร (มูลค่านำเข้า + อากรขาเข้า) × 7% ไม่ใช่ มูลค่านำเข้า × 7%
| พิกัด / สินค้า | อัตราอากร | มูลค่านำเข้า (บาท) | อากรขาเข้าในเอกสาร (บาท) | VAT ในเอกสาร (บาท) | ถ้าคิด VAT จากมูลค่าสินค้าเปล่า ๆ (บาท) | คำนวณต่ำไปเท่าไร |
|---|---|---|---|---|---|---|
| 6206 เสื้อผ้าผู้หญิง | 30% | 10,895.58 | 3,268.00 | 992.00 | 763 (10,895.58 × 7%) | ประมาณ 229 บาท |
| 4202 กระเป๋าใส่ของ | 20% | 6,015.00 | 1,203.00 | 505.00 | 421 (6,015 × 7%) | ประมาณ 84 บาท |
ตรวจสอบ: 6206 → (10,895.58 + 3,268) × 7% = 991.45 เอกสารระบุ 992 · 4202 → (6,015 + 1,203) × 7% = 505.26 เอกสารระบุ 505 ส่วนต่างเป็นการปัดเศษ อัตราอากรสองบรรทัดนี้เป็นข้อมูลปี 2564 แต่ยังตรงกับอัตรา MFN ล่าสุดที่เผยแพร่ในฐาน TRAINS (6206 = 30%, 4202 = 20%) ซึ่งเราแสดงไว้ในตารางรายพิกัดถัดไป
สองแถวนี้ทำหน้าที่เดียวคือปิดข้อถกเถียงเรื่องลำดับการคำนวณ สูตรลัดที่เขียนว่า ภาษีรวม เท่ากับ ราคาสินค้า คูณด้วย อากรบวก 7% ให้ผลต่ำกว่าความจริงเสมอ เพราะมันลืมสองอย่างพร้อมกัน คือค่าขนส่งกับค่าประกันภัยที่อยู่ในฐาน และการที่ VAT ถูกคิดทับอากรอีกชั้น
ราคาสินค้าถูกแปลงเป็นเงินบาทด้วยอัตราของกรมศุลกากร และวันที่ใช้คือวันที่ของมาถึงไทย
พัสดุจากต่างประเทศเกือบทั้งหมดออกใบกำกับสินค้าเป็นดอลลาร์ หยวน ยูโร หรือเยน ก่อนจะเข้าสูตรได้ ราคานั้นต้องถูกแปลงเป็นเงินบาทเสียก่อน ตัวแปลงที่ใช้คืออัตราที่กรมศุลกากรประกาศเอง ส่วนอัตราที่แอปธนาคารหรือบัตรเครดิตของคุณใช้เป็นคนละชุดกันและไม่เกี่ยวกับการประเมินอากร กรมศุลกากรเผยแพร่ตารางอัตราแลกเปลี่ยนไว้บนเว็บไซต์ ค้นได้เป็นรายวัน และแยกออกเป็นสองคอลัมน์ที่ไม่เท่ากัน คืออัตราสำหรับการส่งออกกับอัตราสำหรับการนำเข้า ของขาเข้าใช้คอลัมน์หลัง ซึ่งสูงกว่าคอลัมน์แรกทุกสกุลเงินในตาราง
| สกุลเงิน | อัตราสำหรับการส่งออก (บาท) | อัตราสำหรับการนำเข้า (บาท) | อัตรานำเข้าสูงกว่าอัตราส่งออก |
|---|---|---|---|
| ดอลลาร์สหรัฐ (USD) | 33.4405 | 33.8498 | 1.2% |
| เรนมินบิ (CNY) | 4.9004 | 5.0246 | 2.5% |
| ยูโร (EUR) | 38.0611 | 38.8153 | 2.0% |
| เยน (JPY ต่อ 100 เยน) | 20.3297 | 21.0335 | 3.5% |
| ปอนด์สเตอร์ลิง (GBP) | 44.7177 | 45.6291 | 2.0% |
ที่มาของตัวเลข หน้าอัตราแลกเปลี่ยนของกรมศุลกากร ให้เลือกดูรายวันได้ คอลัมน์สำหรับการนำเข้าคือคอลัมน์ที่ใช้กับพัสดุขาเข้า ส่วนคำถามว่าใช้อัตราของวันไหน มีคำตอบอยู่ในตัวบทและเราเดินให้ดูในย่อหน้าถัดไป เมื่อได้ใบขนสินค้าหรือใบเสร็จจากผู้ขนส่งแล้ว ให้เทียบบรรทัดอัตราแลกเปลี่ยนในเอกสารนั้นกับตารางของวันที่ของถึงไทย ก่อนจะสรุปว่าถูกคิดผิด
คำถามที่ตามมาทันทีคือ ตารางมีทุกวัน แล้ววันไหนคือวันของพัสดุคุณ คำตอบอยู่ในตัวบท พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 14 เขียนว่าการคำนวณอากรสำหรับของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักร ให้คำนวณตามสภาพแห่งของ ราคาศุลกากร และพิกัดอัตราศุลกากร ที่เป็นอยู่ในเวลาที่นำของเข้าสำเร็จ และคำว่านำของเข้าสำเร็จมีนิยามของตัวเองอยู่ในมาตรา 50 คือทางอากาศ ถือว่าสำเร็จเมื่ออากาศยานที่นำของเข้ามานั้นได้ถึงสนามบินที่เป็นด่านศุลกากร ทางบก เมื่อยานพาหนะเข้ามาถึงเขตด่านพรมแดน ทางไปรษณีย์ เมื่อได้เปิดถุงไปรษณีย์ และทางทะเล เมื่อเรือเข้ามาในเขตท่าที่จะขนถ่ายของ ราคาศุลกากรของพัสดุที่ออกใบกำกับเป็นเงินสกุลต่างประเทศจะเป็นเงินบาทได้ก็ต่อเมื่อแปลงค่าแล้ว อัตราที่ใช้จึงเป็นอัตราที่ใช้อยู่ ณ เวลานั้น คือวันที่ของเดินทางมาถึงไทย ไม่ใช่วันที่คุณกดสั่ง วันที่บัตรตัดยอด หรือวันที่พัสดุมาส่งถึงหน้าบ้าน สามวันหลังนี้ห่างจากวันที่ของถึงไทยได้เป็นสัปดาห์ และในช่วงที่ค่าเงินวิ่งแรง ความห่างนั้นเห็นเป็นตัวเงินได้ ข้อจำกัดที่ยังเหลือมีข้อเดียว หน้าประกาศอัตราแลกเปลี่ยนไม่ได้อธิบายรอบการปรับอัตราภายในวัน ถ้าใบขนสินค้าของคุณใช้อัตราต่างจากตารางของวันนั้น ให้ขอคำอธิบายจากผู้ขนส่งหรือถามสายด่วน 1164
ส่วนต่างดูเล็กแต่ไม่เป็นศูนย์ ของราคา 138 หยวน ถ้าแปลงด้วยอัตราส่งออก 4.9004 จะได้ 676.26 บาท แต่เมื่อแปลงด้วยอัตรานำเข้า 5.0246 จะได้ 693.39 บาท ต่างกัน 17 บาทตั้งแต่บรรทัดแรก และบรรทัดแรกคือฐานที่ทุกขั้นถัดไปยืนอยู่บน ส่วนต่างตรงนี้จึงไม่ได้จบลงที่ 17 บาท อีกเรื่องที่คนละเรื่องกันแต่มักถูกนับรวมคือค่าธรรมเนียมแปลงสกุลเงินของบัตร ตัวนั้นเป็นค่าบริการของผู้ออกบัตร อยู่นอกฐานภาษีของศุลกากร และไม่ทำให้ภาษีเพิ่มหรือลด
ค่าส่งฟรีไม่ได้แปลว่าฐานคำนวณเป็นศูนย์
หลายแพลตฟอร์มโฆษณาส่งฟรี และผู้ซื้อจำนวนมากเข้าใจว่าเมื่อไม่มีค่าส่งบนใบเสร็จ ตัว F ในสูตร CIF ก็เป็นศูนย์ ความจริงคือกรมศุลกากรไม่ได้ปล่อยช่องนั้นว่าง เอกสารของสำนักงานศุลกากรตรวจสินค้าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิวางลำดับไว้ชัดว่า ค่าขนส่งที่ใช้กำหนดราคาศุลกากรให้ใช้ตัวเลขที่ปรากฏในบัญชีราคาสินค้าหรือเอกสารหลักฐานการจ่ายค่าขนส่งก่อน ตามประกาศกรมศุลกากรที่ 16/2561 และถ้าไม่มีหลักฐานนั้น จึงใช้อัตราเฉลี่ยค่าระวางบรรทุกตามพื้นที่ (ZONE) ตามประกาศกรมศุลกากรที่ 7/2561 แทน ส่วนค่าประกันภัย หน้าคำถามที่พบบ่อยของกรมศุลกากรระบุว่า กรณีไม่มีเอกสารหลักฐานแสดงค่าประกันภัย ให้บวกค่าประกันภัย 1% ของราคา FOB
คำว่าราคา FOB ตรงนี้ต้องอ่านให้ตรง มันคือราคาของ ณ จุดที่ผู้ขายส่งมอบขึ้นพาหนะที่ต้นทาง ยังไม่รวมค่าระวางระหว่างประเทศ สำหรับพัสดุขายปลีกทั่วไปที่ราคาบนหน้าเว็บยังไม่รวมค่าส่งข้ามประเทศ ราคานั้นใกล้เคียงกับ FOB มากพอจะใช้แทนกันในการประมาณการได้ แต่ถ้าร้านรวมค่าส่งไว้ในราคาแล้ว ราคาที่เห็นจะใกล้ CIF มากกว่า FOB และการเอาไปบวกค่าระวางซ้ำอีกรอบจะทำให้ประเมินสูงเกินจริง ตลอดบทความนี้เมื่อเราเขียนว่า 1% ของราคาสินค้า เราหมายถึงราคาสินค้าที่ยังไม่รวมค่าส่งระหว่างประเทศ ซึ่งก็คือ FOB ในความหมายข้างต้น
ตัวเลขค่าระวางตาม ZONE ที่ต้องอ่านให้ถูกคือ มันเป็นอัตราต่อกิโลกรัม ไม่ใช่ต่อกล่อง เอกสารของสำนักงานศุลกากรตรวจสินค้าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิแบ่งไว้ 17 ZONE เช่น อินเดีย ZONE 1 ที่ 70 บาทต่อกิโลกรัม ฮ่องกง ZONE 2 ที่ 130 บาทต่อกิโลกรัม ไต้หวัน ZONE 3 ที่ 200 บาทต่อกิโลกรัม จีน ZONE 4 ที่ 260 บาทต่อกิโลกรัม อิตาลี ZONE 5 ที่ 330 บาทต่อกิโลกรัม สหราชอาณาจักร ZONE 9 ที่ 590 บาทต่อกิโลกรัม และสหรัฐอเมริกา ZONE 11 ที่ 720 บาทต่อกิโลกรัม ผลคือพัสดุจากจีนน้ำหนัก 1 กิโลกรัมจะถูกบวกค่าขนส่งราว 260 บาท ถ้าเป็น 3 กิโลกรัมก็ราว 780 บาท และของชิ้นเดียวกันจากสหรัฐอเมริกาจะถูกบวกมากกว่านั้นเกือบสามเท่า ใครใช้ตัวเลขกลม ๆ ก้อนเดียวโดยไม่ดูน้ำหนักและโซนต้นทาง จะประเมินต่ำทันที
ผลคือของที่คุณคิดว่าฐานภาษีเท่ากับราคาสินค้า จะมีฐานที่สูงกว่านั้นเสมอ และเพราะฐานนี้ถูกคูณด้วยอัตราอากรก่อน แล้วผลลัพธ์ถูกนำไปคูณ 7% อีกที ส่วนที่บวกเพิ่มเข้ามาจึงถูกขยายสองรอบ ไม่ใช่รอบเดียว ผลข้างเคียงที่คนไม่ทันคิดคือ ประเทศต้นทางกลายเป็นตัวแปรของยอดภาษี ทั้งที่ของเหมือนกันเป๊ะ กราฟข้างล่างเดินสูตรเดียวกันกับของชิ้นเดียวกัน คือเสื้อผ้าราคา 693 บาท น้ำหนัก 0.45 กิโลกรัม พิกัดอากร 30% ที่ร้านไม่ออกหลักฐานค่าระวางให้ เปลี่ยนเฉพาะโซนต้นทางอย่างเดียว
แท่งสุดท้ายสูงกว่าแท่งแรก 40% หรือคิดเป็นเงิน 407 บาท ทั้งที่สินค้า ราคา และอัตราอากรเหมือนกันทุกอย่าง นี่คือเหตุผลว่าทำไมของเบาและถูกจากอเมริกาหรือยุโรปมักไม่คุ้ม ขณะที่ของแบบเดียวกันจากฮ่องกงหรือจีนยังพอสู้ได้ และเป็นเหตุผลว่าทำไมการมีหลักฐานค่าระวางจริงติดมากับพัสดุจึงมีค่า เพราะถ้าค่าส่งจริงต่ำกว่าอัตรา ZONE ลำดับตามประกาศกรมศุลกากรให้ใช้ตัวเลขจริงก่อน
ถ้าร้านไม่แยกค่าส่งให้ ให้ประมาณการแบบระมัดระวังโดยคูณน้ำหนักพัสดุเป็นกิโลกรัมด้วยอัตรา ZONE ของประเทศต้นทาง แล้วบวกค่าประกันภัยอีก 1% ของราคาสินค้าก่อนค่าส่ง ซึ่งเป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงราคา FOB ตามที่กรมศุลกากรระบุ จากนั้นค่อยเดินตามสูตรสี่ขั้น ตัวเลขที่ได้จะใกล้ความจริงกว่าการสมมติว่าค่าส่งเป็นศูนย์มาก
เดินทีละบรรทัดกับพัสดุที่เมื่อก่อนไม่เสียอากร
ตัวอย่างที่มีความหมายที่สุดหลังวันที่ 1 มกราคม 2569 ไม่ใช่ของราคาหลักหมื่น แต่คือของที่เมื่อก่อนอยู่ใต้เพดาน 1,500 บาทและผ่านมาได้ฟรี สมมติเสื้อฮู้ดผ้าฝ้ายตัวหนึ่งบนแพลตฟอร์มจีน ติดราคา 138 หยวน น้ำหนักพัสดุ 0.45 กิโลกรัม ร้านโฆษณาส่งฟรีและไม่ออกหลักฐานค่าระวางมาให้ พิกัดของสินค้าคือ 6110.20 เสื้อกันหนาวและเสื้อฮู้ดผ้าฝ้ายแบบถัก ซึ่งเป็นบรรทัดอากร 30% ทุกตัวเลขข้างล่างนี้เดินตามสูตรสี่ขั้นและสมมติฐานที่แสดงไว้ในตาราง
| บรรทัด | ที่มาของตัวเลข | จำนวน (บาท) |
|---|---|---|
| C ราคาสินค้า | 138 หยวน คูณอัตรานำเข้า CNY 5.0246 ที่กรมศุลกากรประกาศไว้สำหรับวันที่ 17 สิงหาคม 2569 | 693.39 |
| I ค่าประกันภัย | ไม่มีเอกสารแสดงค่าประกันภัย จึงบวก 1% ของราคา FOB ตามที่กรมศุลกากรระบุ | 6.93 |
| F ค่าขนส่ง | ไม่มีหลักฐานค่าระวาง จึงใช้อัตรา ZONE 4 (จีน) 260 บาทต่อกิโลกรัม คูณ 0.45 กิโลกรัม | 117.00 |
| ฐานแรก CIF | 693.39 บวก 6.93 บวก 117.00 | 817.32 |
| อากรขาเข้า (ขั้นที่ 2) | 817.32 คูณ 30% ตามพิกัด 6110.20 | 245.20 |
| ฐาน VAT (ขั้นที่ 3) | 817.32 บวก 245.20 สินค้านี้ไม่เข้าบัญชีสรรพสามิต จึงไม่มีก้อนที่สาม | 1,062.52 |
| VAT (ขั้นที่ 4) | 1,062.52 คูณ 7% | 74.38 |
| ภาษีรวมที่ต้องจ่าย | 245.20 บวก 74.38 | 319.58 |
| ยอดรวมของชิ้นนี้ | 817.32 บวก 319.58 | 1,136.90 |
อ่านสองบรรทัดนี้ให้ครบ หนึ่ง ของที่ติดราคา 693 บาท จบที่ราว 1,137 บาท คือสูงกว่าราคาป้าย 64% ทั้งที่อัตราอากรคือ 30% และ VAT คือ 7% ส่วนที่เกินมาคือค่าระวางกับค่าประกันภัยที่เข้าไปอยู่ในฐานตั้งแต่ต้น สอง ถ้าใช้สูตรลัดที่ผิดคือ 693.39 คูณ 37% จะได้ภาษี 256.55 บาท ต่ำกว่าความจริง 63.03 บาท หรือคิดเป็น 19.7% ของภาษีที่ต้องจ่ายจริง
สิ่งที่ตัวอย่างนี้เปลี่ยนไปจากก่อนปี 2569 ลึกกว่าตัวเลข มันเปลี่ยนชนิดของคำถาม เดิมของราคาไม่เกิน 1,500 บาทถูกถามแค่ว่าเกินเพดานหรือยัง ตอนนี้ทุกกล่องต้องเดินสูตรเดียวกันหมด และของยิ่งถูก ค่าระวางกับค่าประกันภัยที่บวกเข้าฐานยิ่งกินสัดส่วนใหญ่ขึ้นเมื่อเทียบกับราคาสินค้า ตัวเลข 64% ในตัวอย่างนี้จึงอยู่ระดับกลาง ๆ ของตะกร้าที่คนไทยสั่งบ่อยที่สุด ไม่ได้เป็นกรณีสุดขั้ว

ทำไมของถูกถึงถูกลงโทษหนักกว่าของแพง
ถ้าเปลี่ยนคำถามจาก จ่ายเท่าไร เป็น จ่ายเกินราคาป้ายกี่เปอร์เซ็นต์ รูปทรงของปัญหาจะโผล่ขึ้นมาทันที กราฟข้างล่างตรึงทุกอย่างไว้เหมือนตัวอย่างเสื้อฮู้ด คือพัสดุจากจีนน้ำหนัก 0.45 กิโลกรัม ค่าระวางตาม ZONE 4 เท่ากับ 117 บาท ค่าประกันภัย 1% ของราคาสินค้า และอัตราอากร 30% แล้วเลื่อนเฉพาะราคาป้ายอย่างเดียว ตั้งแต่ 300 บาทถึง 10,000 บาท แกนตั้งคือยอดที่จ่ายจริงคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของราคาป้าย
เส้นนี้ไม่ได้ลากลงเป็นเส้นตรง มันดิ่งเร็วในช่วงราคาต่ำแล้วค่อย ๆ แบนราบเข้าหาระดับราว 140% ซึ่งเป็นเพดานที่กำหนดโดยอัตราอากรกับ VAT ล้วน ๆ ส่วนที่โผล่สูงเกินเส้นแบนนั้นขึ้นไปคือค่าระวางกับค่าประกันภัย ที่กินสัดส่วนใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อราคาป้ายเล็กลง ของราคา 300 บาทจึงจ่ายจริงเกือบสองเท่าของราคาป้าย ขณะที่ของราคา 10,000 บาทจ่ายราว 1.42 เท่า การยกเลิกเพดาน 1,500 บาทจึงกระทบกล่องที่ถูกที่สุดหนักที่สุดในเชิงสัดส่วน ซึ่งพอดีกับตะกร้าสินค้ามูลค่าต่ำที่ข้อมูลของสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ชี้ว่าขยายตัวต่อเนื่องตลอดสิบปีที่ผ่านมา ตัวเลขทั้งชุดนี้เป็นการคำนวณของ KUMKRONG เพื่อให้เห็นรูปทรง ไม่ใช่ยอดที่จะถูกเรียกเก็บกับพัสดุของคุณจริง
ตารางอัตราอากรรายพิกัด ของสินค้าที่คนไทยสั่งบ่อยที่สุด
หัวใจของการประเมินยอดล่วงหน้าคือรู้อัตราอากรของพิกัดสินค้าตัวเอง ตารางข้างล่างคืออัตราอากรทั่วไป (MFN applied) ที่ไทยรายงานไว้ในฐานข้อมูล TRAINS ซึ่งเผยแพร่ผ่าน WITS ของธนาคารโลก เป็นชุดข้อมูลรายพิกัดล่าสุดที่มีการเผยแพร่ ณ ปีข้อมูล 2023 เราตรวจสอบความน่าเชื่อถือด้วยการเทียบกับเอกสารของกรมศุลกากรเองสองจุด คือ 6206 ที่เอกสารด่านศุลกากรนครศรีธรรมราชระบุ 30% และ 4202 ที่ระบุ 20% ทั้งสองค่าตรงกันพอดี จุดที่ต้องอธิบายก่อนอ่านคือ เราไม่แสดงค่าเฉลี่ยของพิกัดใดเลย เพราะอัตราเฉลี่ยไม่มีอยู่จริงในทางกฎหมาย ของชิ้นหนึ่งเสียอากรตามบรรทัดพิกัด 8 หลักบรรทัดเดียวเสมอ พิกัดไหนที่ในฐานข้อมูลมีหลายบรรทัดและอัตราไม่เท่ากัน เราจึงแสดงเป็นช่วง พร้อมบอกจำนวนบรรทัดย่อยไว้ให้เห็นว่าต้องไปเปิดกี่ทาง
| พิกัด (HS 6 หลัก) | สินค้า | อัตราอากร MFN | บรรทัดย่อย 8 หลักในพิกัดนี้ | สิ่งที่ต้องระวังเพิ่ม |
|---|---|---|---|---|
| 6109.10 | เสื้อยืดผ้าฝ้าย (ถัก) | 30% | 2 บรรทัด ทั้งคู่ 30% | หมวดเสื้อผ้าสำเร็จรูปแทบไม่มีบรรทัดไหนได้ 0% เลย |
| 6206.40 | เสื้อสตรี ทำจากเส้นใยประดิษฐ์ (ทอ) | 30% | 1 บรรทัด | ตรงกับเอกสารด่านศุลกากรนครศรีธรรมราชที่ระบุ 6206 = 30% |
| 6203.42 / 6204.62 | กางเกงบุรุษ / กางเกงสตรี ผ้าฝ้าย (ทอ) | 30% | 2 บรรทัด และ 1 บรรทัด ทุกบรรทัด 30% | ทั้งสองพิกัดอัตราเท่ากัน แยกกันแค่เพศของสินค้า |
| 6110.20 | เสื้อกันหนาว เสื้อฮู้ด ผ้าฝ้าย (ถัก) | 30% | 1 บรรทัด | พิกัดของตัวอย่างคำนวณในบทความนี้ |
| 6404.11 | รองเท้ากีฬา/ผ้าใบ พื้นยางหรือพลาสติก หน้าผ้า | 10-30% | 3 บรรทัด ต่ำสุด 10% สูงสุด 30% | ช่วงกว้างที่สุดในหมวดรองเท้า ต้องเปิดพิกัด 8 หลักให้ตรงรุ่น อย่าเหมาว่าเป็น 30% |
| 6403.51 | รองเท้าหนังหุ้มข้อ | 30% | 1 บรรทัด | รองเท้าหนังส่วนใหญ่อยู่แถบเพดานบน |
| 6402.99 | รองเท้าอื่น ๆ พื้นและหน้าเป็นยางหรือพลาสติก | 30% | 3 บรรทัด ทุกบรรทัด 30% | รวมรองเท้าแตะและรองเท้าพลาสติกทั่วไป |
| 4202.22 | กระเป๋าถือ ด้านนอกเป็นแผ่นพลาสติกหรือวัตถุทอ | 20% | 2 บรรทัด ทั้งคู่ 20% | ตรงกับเอกสารด่านศุลกากรนครศรีธรรมราชที่ระบุ 4202 = 20% |
| 4202.12 | กระเป๋าเดินทาง/เป้ ด้านนอกเป็นพลาสติกหรือวัตถุทอ | 20% | 4 บรรทัด ทุกบรรทัด 20% | วัสดุด้านนอกคือสิ่งที่ตัดสินพิกัดย่อย ไม่ใช่แบรนด์ |
| 3304.99 | ครีมและโลชันบำรุงผิวหน้าหรือผิวกาย | 30% | 3 บรรทัด ทุกบรรทัด 30% | อัตราสูงกว่าที่คนส่วนใหญ่คิด และยังต้องดูเรื่อง อย. อีกชั้น |
| 3303.00 | น้ำหอมและหัวน้ำหอม | 30% | 1 บรรทัด | มีภาษีสรรพสามิตหมวดผลิตภัณฑ์เครื่องหอมซ้อนอีกชั้น |
| 2106.90 | ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (สิ่งปรุงแต่งอาหารอื่น ๆ) | 1-60% | 31 บรรทัด ต่ำสุด 1% สูงสุด 60% | ช่วงกว้างที่สุดในตารางนี้ ห้ามเดา และเป็นของที่ต้องจดแจ้งกับ อย. |
| 8471.30 | โน้ตบุ๊กและเครื่องประมวลผลข้อมูลแบบพกพา | 0% | 2 บรรทัด ทั้งคู่ 0% | อากรเป็นศูนย์จริง แต่ VAT 7% ยังคิดบนฐาน CIF อยู่ |
| 8517.13 | สมาร์ตโฟน | 0% | 1 บรรทัด | อากร 0% แต่เป็นเครื่องวิทยุคมนาคม ต้องดูเงื่อนไข กสทช. |
| 8517.62 | เราเตอร์และอุปกรณ์รับส่งข้อมูลเครือข่าย | 0% | 15 บรรทัด ทุกบรรทัด 0% | เช่นเดียวกัน อากร 0% แต่เข้าข่ายเครื่องวิทยุคมนาคม |
| 8518.30 | หูฟังและเฮดโฟน | 0-10% | 6 บรรทัด ต่ำสุด 0% สูงสุด 10% | มีทั้งบรรทัด 0% และ 10% อยู่ในพิกัดเดียวกัน อย่าเหมาว่าเป็น 0% |
| 8518.21 | ลำโพงเดี่ยวในตู้ลำโพง | 10% | 2 บรรทัด ทั้งคู่ 10% | ต่างจากหูฟังชัดเจน ทั้งที่คนมักคิดว่าเป็นหมวดเดียวกัน |
| 8507.60 | แบตเตอรี่ลิเทียมไอออน รวมพาวเวอร์แบงก์ | 10% | 5 บรรทัด ทุกบรรทัด 10% | มีภาษีสรรพสามิตหมวดแบตเตอรี่ซ้อน และเป็นของที่สายการบินจำกัดการขนส่ง |
| 9004.10 | แว่นกันแดด | 5% | 1 บรรทัด | อัตราต่ำกว่าเครื่องแต่งกายอื่นอย่างมีนัยสำคัญ |
| 9102.19 | นาฬิกาข้อมือ (อื่น ๆ) | 5% | 1 บรรทัด | นาฬิกาแบรนด์เนมมักถูกประเมินราคาใหม่มากกว่าถูกเถียงเรื่องอัตรา |
| 9503.00 | ของเล่น | 10% | 15 บรรทัด ทุกบรรทัด 10% | ของเล่นบางประเภทเป็นของต้องกำกัดด้านความปลอดภัย |
| 7113.19 | เครื่องประดับทำด้วยโลหะมีค่าอื่น ๆ | 0% | 2 บรรทัด ทั้งคู่ 0% | อากร 0% แต่ราคาสำแดงคือจุดที่ถูกตรวจหนักที่สุด |
ข้อจำกัดที่ต้องอ่านก่อนใช้ หนึ่ง ตัวเลขนี้อยู่ที่ระดับพิกัด 6 หลัก ส่วนอัตราที่ศุลกากรใช้จริงคือบรรทัดพิกัด 8 หลักตามพิกัดอัตราศุลกากร (AHTN) แถวที่แสดงเป็นช่วงแปลว่าในพิกัด 6 หลักนั้นมีบรรทัดย่อยหลายอัตรา และของของคุณจะตกอยู่บรรทัดใดบรรทัดหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่ค่ากลางของช่วง สอง เป็นอัตรา MFN ไม่ใช่อัตราตามความตกลงการค้าเสรี สาม ปีข้อมูลคือ 2023 อัตราอาจเปลี่ยนได้ ให้ยืนยันบรรทัด 8 หลักกับ Tariff e-Service ของกรมศุลกากรที่ tariffeservice.customs.go.th หรือสายด่วน 1164 ก่อนตัดสินใจจริง
จากตารางจะเห็นว่าโน้ตบุ๊ก สมาร์ตโฟน และอุปกรณ์เครือข่ายอยู่ที่ 0% จริง แต่หูฟังมีทั้งบรรทัด 0% และ 10% ในพิกัดเดียวกัน ลำโพง 10% และแบตเตอรี่ลิเทียม 10% ซึ่งเป็นของที่คนสั่งพร้อมกันในตะกร้าเดียว หมวดเดียวกันจึงไม่ได้หมายความว่าอัตราเดียวกัน และต่อให้อากรเป็น 0% ทั้งกล่อง VAT 7% ก็ยังคิดจากฐาน CIF ซึ่งรวมค่าระวางและค่าประกันภัยไว้แล้ว ราคาที่จ่ายจึงไม่มีทางเท่ากับราคาป้าย กล่องเดียวที่มีทั้งสามอย่างจึงถูกคิดเป็นสามบรรทัดพิกัด และหัวข้อ กล่องเดียวที่มีของหลายพิกัด ข้างล่าง เดินตัวเลขให้ดูทั้งกล่อง
ถ้าหาพิกัดของตัวเองไม่เจอ ให้ดูที่ช่วงอัตรารายหมวดก่อน
ถ้าสินค้าที่คุณจะสั่งไม่อยู่ในตารางข้างบน สิ่งที่ยืนยันได้และมีประโยชน์รองลงมาคือช่วงอัตราอากรรายหมวดจาก เอกสาร Tariff Profile ของประเทศไทยที่ WTO เผยแพร่ ซึ่งรายงานอัตรา MFN ที่ไทยใช้จริงในปี 2025 พร้อมสัดส่วนรายการที่ปลอดอากร ตารางนี้บอกคุณได้ว่าหมวดไหนมีโอกาสเจออากรหนัก และหมวดไหนมีโอกาสสูงที่จะเจอ 0%
| หมวดสินค้า | อัตราเฉลี่ย | สัดส่วนรายการที่ปลอดอากร (0%) | อัตราสูงสุดในหมวด | อ่านอย่างไร |
|---|---|---|---|---|
| เสื้อผ้าสำเร็จรูป (Clothing) | 29.6% | 0% | 60% | หมวดที่โหดที่สุด ไม่มีรายการใดปลอดอากรเลย |
| ยาง หนัง และรองเท้า (Rubber, leather and footwear) | 11.4% | 10.9% | 30% | กระเป๋าหนังและรองเท้าอยู่แถบนี้ โอกาสเจอ 0% น้อย |
| สิ่งทอ (Textiles) | 8.5% | 2.9% | 32% | ผ้าผืนถูกกว่าเสื้อสำเร็จรูปอย่างมีนัยสำคัญ |
| เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (Electrical machinery and electronic equipment) | 6.6% | 46.0% | 30% | เกือบครึ่งของรายการปลอดอากร แต่อีกครึ่งไม่ใช่ |
| เคมีภัณฑ์ (Chemicals) ครอบคลุมเครื่องสำอาง HS ตอนที่ 33 | 2.6% | 65.5% | 30% | เฉลี่ยต่ำ แต่บรรทัดเครื่องสำอางสำเร็จรูปอยู่ที่เพดานบน 30% ตามตารางรายพิกัด |
| เครื่องจักรสำนักงานและคอมพิวเตอร์ (Mechanical, office and computing machinery) | 2.1% | 68.9% | 30% | สัดส่วนปลอดอากรสูงที่สุด แต่ไม่ได้แปลว่าทุกรายการเป็น 0% |
| ภาพรวมทั้งประเทศ | 9.9% (เกษตร 28.2% / นอกเกษตร 7.0%) | 41.8% ของรายการนอกภาคเกษตร | ไม่ระบุ | ค่าเฉลี่ยรวมไม่มีประโยชน์ในการประเมินพัสดุชิ้นเดียว |
ตารางนี้เป็นค่าเฉลี่ยรายหมวด ไม่ใช่อัตราที่พัสดุของคุณจะโดนจริง สังเกตว่าค่าเฉลี่ยหมวดเคมีภัณฑ์ที่ 2.6% ต่างจากบรรทัดเครื่องสำอาง 3304.99 ที่ 30% อย่างสุดขั้ว เพราะค่าเฉลี่ยถูกถ่วงลงด้วยเคมีภัณฑ์อุตสาหกรรมจำนวนมาก ใช้ตารางนี้เพื่อประเมินความเสี่ยงของหมวด ไม่ใช่เพื่อคำนวณยอดสุดท้าย
- 1ระบุว่าสินค้าคือของอะไรจริง ๆ ในเชิงวัสดุและการใช้งาน ไม่ใช่ชื่อทางการตลาด เช่น กระเป๋าผ้าใบสะพายไหล่ ไม่ใช่ กระเป๋ารุ่นลิมิเต็ด
- 2หาพิกัดสี่หลักแรกให้ได้ก่อน (เช่น 4202 สำหรับกระเป๋า) แล้วค่อยไล่ลงไปหาพิกัดย่อยที่ตรงวัสดุและลักษณะสินค้า
- 3เปิด Tariff e-Service ของกรมศุลกากรที่ https://tariffeservice.customs.go.th แล้วค้นด้วยเลขพิกัดหรือคำอธิบายสินค้า ถ้าระบบฐานข้อมูลอัตราอากรอีกตัวที่ itd.customs.go.th เข้าไม่ได้ ให้ใช้ตัวนี้แทน
- 4อ่านทั้งอัตราทั่วไป (MFN) และอัตราตามความตกลงการค้าเสรี แต่โปรดอ่านหัวข้อเรื่อง FTA ในบทความนี้ก่อน เพราะพัสดุส่วนบุคคลมักใช้สิทธิ FTA ไม่ได้จริง
- 5ถ้าไม่แน่ใจ โทรสายด่วนกรมศุลกากร 1164 แล้วอธิบายตัวสินค้า อย่าเดาพิกัดเอง เพราะพิกัดผิดคือที่มาของการประเมินใหม่

ราคาศุลกากรคืออะไร และทำไมของถูกถึงถูกประเมินราคาใหม่
ตัว C ในสูตร CIF ไม่ใช่ตัวเลขที่คุณเขียนอะไรลงไปก็ได้ กฎหมายเรียกมันว่า ราคาศุลกากร และกรมศุลกากรมีลำดับวิธีกำหนดราคาไว้ 6 วิธีตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 132 (พ.ศ. 2543) ซึ่งเป็นการรับหลักเกณฑ์ราคาแกตต์เข้ามาใช้ วิธีแรกคือราคาซื้อขายของที่นำเข้า หรือราคาที่ผู้ซื้อจ่ายจริงให้ผู้ขายในต่างประเทศ และเป็นวิธีที่ใช้เป็นหลักในเกือบทุกกรณี ถ้าใช้วิธีแรกไม่ได้ จึงค่อยไล่ลงไปตามลำดับ
- 1ราคาซื้อขายของที่นำเข้า (Transaction Value) คือราคาที่จ่ายจริงตามใบกำกับสินค้า ใช้ได้เมื่อเข้าเงื่อนไข เช่น ผู้ซื้อกับผู้ขายไม่มีความสัมพันธ์กันในลักษณะที่กระทบราคา
- 2ราคาซื้อขายของที่เหมือนกัน (Identical Goods) คือหยิบราคาของสินค้าที่เหมือนกันซึ่งนำเข้ามาก่อนหน้ามาใช้
- 3ราคาซื้อขายของที่คล้ายกัน (Similar Goods) หลักการเดียวกันแต่ผ่อนเกณฑ์ความเหมือนลง
- 4ราคาหักทอน (Deductive Value) คือเริ่มจากราคาขายในประเทศไทยแล้วหักกำไรและค่าใช้จ่ายย้อนกลับไป
- 5ราคาคำนวณ (Computed Value) คือบวกต้นทุนวัตถุดิบ ค่าผลิต และกำไรขึ้นมาใหม่ ผู้นำเข้าขอสลับให้ใช้วิธีนี้ก่อนวิธีที่ 4 ได้ ถ้าเจ้าหน้าที่เห็นชอบ
- 6ราคาย้อนกลับ (Fallback) คือใช้วิธีที่ 1 ถึง 5 อย่างยืดหยุ่นเท่าที่เหมาะสม เป็นทางเลือกสุดท้าย
ความหมายในทางปฏิบัติสำหรับคนสั่งของออนไลน์คือ คำว่าประเมินราคาใหม่ไม่ได้หมายความว่าเจ้าหน้าที่นึกตัวเลขขึ้นมาเอง แต่หมายความว่าวิธีที่ 1 ถูกปฏิเสธเพราะราคาที่สำแดงไม่ผ่านเงื่อนไข แล้วระบบเลื่อนไปใช้วิธีที่ 2 หรือ 3 ซึ่งอิงราคาของสินค้าเหมือนหรือคล้ายกันที่เคยนำเข้ามา ถ้าคุณซื้อของลดราคาแรงในช่วงแคมเปญ ราคาของคุณจะดูต่ำผิดปกติเมื่อเทียบกับฐานข้อมูลนั้นทันที ทางแก้ที่ได้ผลจึงเป็นการมีหลักฐานชุดที่สอดคล้องกันพอจะรักษาวิธีที่ 1 ไว้ให้ได้ มากกว่าการเถียง
ภาษีสรรพสามิต และของที่ห้ามนำเข้าโดยเด็ดขาด
ขั้นที่ 3 ของสูตรพูดถึงภาษีสรรพสามิตไว้ แต่คนส่วนใหญ่ข้ามไป ทั้งที่สินค้าที่คนสั่งจากต่างประเทศอยู่ในบัญชีพิกัดภาษีสรรพสามิตหลายรายการ บัญชีท้ายพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 มี 21 ตอน โดยตอนที่คนสั่งของออนไลน์มีโอกาสชนมากที่สุดคือ ตอนที่ 4 สินค้าแบตเตอรี่ ตอนที่ 9 สินค้าผลิตภัณฑ์เครื่องหอมและเครื่องสำอาง และตอนที่ 3 สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า พาวเวอร์แบงก์กับน้ำหอมจึงไม่ได้จบแค่อากรกับ VAT
กรมสรรพสามิตเผยแพร่สูตรกรณีนำเข้าไว้ชัดเจนว่า ภาษีสรรพสามิต = (CIF + อากรขาเข้า + ภาษีและค่าธรรมเนียมอื่นที่ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) × อัตราภาษี หารด้วย 1 ลบ (1.1 × อัตราภาษี) และยังต้องชำระภาษีเก็บเพิ่มเพื่อกระทรวงมหาดไทยอีก 10% ของค่าภาษีสรรพสามิตนั้น สังเกตว่าฐานของสรรพสามิตคือ CIF บวกอากร ซึ่งเป็นฐานเดียวกับที่ต่อไปจะถูกบวกเข้าฐาน VAT อีกทอด ของที่ติดสรรพสามิตจึงถูกภาษีซ้อนกันสามชั้น ส่วนตัวเลขอัตราที่จะเอาไปแทนในสูตร หน้าเดียวกันของกรมสรรพสามิตเดินตัวอย่างการคำนวณของสินค้าแบตเตอรี่นำเข้าไว้ด้วยอัตราภาษีตามมูลค่าร้อยละ 10 (ตัวอย่างของกรมฯ ใช้ ซี.ไอ.เอฟ. 420,000 บาท อากรขาเข้า 10,000 บาท อากรพิเศษ 20,000 บาท ได้ภาษีสรรพสามิต 50,561.80 บาท บวกภาษีเพื่อกระทรวงมหาดไทยอีก 5,056.18 บาท) เราจึงหยิบอัตราเดียวกันนั้นไปเดินตัวอย่างพาวเวอร์แบงก์ในหัวข้อ กล่องเดียวที่มีของหลายพิกัด ข้างล่าง โดยกำกับไว้ให้ชัดว่าเป็นอัตราที่ยกมาจากตัวอย่างของกรมสรรพสามิตเอง เพื่อให้ผู้อ่านเห็นผลของภาษีสามชั้นเป็นตัวเลขจริง สิ่งที่เราไม่ยืนยันคืออัตราตามกฎกระทรวงที่ใช้อยู่กับสินค้าของคุณ ณ สิงหาคม 2569 เท่ากับ 10% พอดีหรือไม่ เพราะอัตรารายสินค้าถูกปรับเป็นรอบ ถ้าของคุณเข้าข่าย ให้ยืนยันอัตราปัจจุบันกับกรมสรรพสามิตก่อนคำนวณจริง แล้วแทนค่า r ตัวนั้นลงในสูตรเดิม
เอกสารเผยแพร่ของกรมศุลกากรระบุว่าบุหรี่ไฟฟ้ายังคงเป็นของต้องห้ามในประเทศไทย ห้ามนำเข้าโดยเด็ดขาด ตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ พ.ศ. 2557 ภายใต้พระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ. 2522 ผู้ฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับเป็นเงิน 5 เท่าของสินค้าที่นำเข้า หรือทั้งจำทั้งปรับ พร้อมถูกริบสินค้า และยังมีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 244 ซ้อนอีกกระทง ของต้องห้ามคือของที่ไม่มีอัตราภาษีให้จ่าย เพราะกฎหมายไม่ให้เข้าประเทศตั้งแต่แรก
ถัดจากของต้องห้ามคือของต้องกำกัด ซึ่งกรมศุลกากรนิยามว่าเป็นของบางชนิดที่กฎหมายควบคุมการนำเข้า ต้องมีใบอนุญาตจากหน่วยงานผู้กำกับก่อน กลุ่มที่คนสั่งออนไลน์ชนบ่อยที่สุดคือ อาหาร อาหารเสริม วิตามิน เครื่องดื่ม เครื่องสำอาง ยา และเครื่องมือแพทย์ ซึ่งอยู่ในขอบเขตของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ส่วนเครื่องวิทยุคมนาคม ซึ่งครอบคลุมอุปกรณ์ที่ส่งคลื่นวิทยุอย่างวิทยุสื่อสารและโดรน อยู่ในรายการของต้องกำกัดที่กรมศุลกากรระบุว่าต้องมีใบอนุญาตนำเข้าจากสำนักงาน กสทช. ก่อน คำถามยอดฮิตคือซื้อมาใช้เองปริมาณน้อยได้รับยกเว้นไหม เราค้นแล้วยังไม่พบเอกสารทางการที่ระบุปริมาณหรือมูลค่ายกเว้นไว้เป็นตัวเลข จึงไม่เขียนตัวเลขให้ ถ้าจะสั่ง ให้สอบถามหน่วยงานที่กำกับสินค้านั้นโดยตรงก่อนจ่ายเงิน

กล่องเดียวที่มีของหลายพิกัด ถูกคิดอย่างไร
คำถามที่ตามมาจากตารางรายพิกัดเสมอคือ ถ้าสั่งหูฟัง ลำโพง และพาวเวอร์แบงก์มาในกล่องเดียว ศุลกากรใช้อัตราไหน คำตอบมีสองชั้นและอยู่คนละระดับกัน ชั้นแรกคืออัตราอากร ซึ่งผูกกับตัวสินค้าแต่ละชิ้น พระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 มาตรา 7 เขียนไว้ว่าการสำแดงรายการในใบขนสินค้าขาเข้ามิให้ถือว่าบริบูรณ์ นอกจากจะสำแดงประเภทของและเกณฑ์ปริมาณที่ต้องใช้ในการเก็บอากรให้ถูกต้องครบถ้วน ตามที่จำแนกและกำหนดไว้ในพิกัดอัตราอากรท้ายพระราชกำหนดนั้น ของสามชิ้นที่อยู่คนละประเภทพิกัด จึงเป็นสามบรรทัดในใบขนสินค้าฉบับเดียว แต่ละบรรทัดถูกคูณด้วยอัตราของตัวเอง ไม่มีการเฉลี่ยอัตราของทั้งกล่องให้เหลือตัวเลขเดียว และไม่มีกติกาให้ยกอัตราของชิ้นที่แพงที่สุดมาคลุมทั้งกล่อง
ข้อยกเว้นมีจริง แต่แคบกว่าที่คนเข้าใจ หลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากร ภาค 1 ข้อ 3 ใช้กับของที่เมื่อดูเผิน ๆ แล้วจำแนกเข้าได้ตั้งแต่สองประเภทขึ้นไป โดยไล่เป็นสามชั้น และชั้นที่คนมักเข้าใจผิดคือข้อ 3 (ข) ซึ่งจำกัดอยู่กับของผสม ของรวมที่ประกอบด้วยวัตถุต่างชนิดกัน และของที่จัดทำขึ้นเป็นชุดเพื่อการขายปลีกเท่านั้น ข้อ 3 (ก) ให้จัดเข้าประเภทที่ระบุลักษณะของของไว้โดยเฉพาะ ก่อนประเภทที่ระบุไว้อย่างกว้าง ๆ ข้อ 3 (ข) ถ้าใช้ชั้นแรกไม่ได้ ให้จำแนกโดยถือเสมือนว่าของนั้นประกอบด้วยวัตถุหรือองค์ประกอบที่แสดงลักษณะอันเป็นสาระสำคัญของของนั้น และข้อ 3 (ค) ถ้ายังชี้ขาดไม่ได้ ให้จัดเข้าประเภทที่ลำดับไว้หลังสุดในบรรดาประเภทที่จำแนกเข้าได้โดยเท่าเทียมกัน คำที่ต้องอ่านให้ตรงคือ ชุดเพื่อการขายปลีก หมายถึงของที่ถูกจัดมาด้วยกันเพื่อขายเป็นชุดเดียว เช่นชุดของขวัญที่บรรจุรวมมาเพื่อขายพร้อมกัน การที่ผู้ขายเอาสินค้าสามรายการที่คุณกดสั่งแยกรายการมาใส่กล่องเดียวเพื่อประหยัดค่าส่ง ไม่ทำให้ของสามชิ้นนั้นกลายเป็นชุดตามข้อ 3 ยังคงเป็นสามบรรทัดเหมือนเดิม และในทางกลับกัน มาตรา 6 ของพระราชกำหนดฉบับเดียวกันเขียนว่า ถ้าอธิบดีเห็นว่ามีการหลีกเลี่ยงอากรของสิ่งที่สมบูรณ์แล้ว โดยนำสิ่งนั้นเข้ามาเป็นส่วน ๆ ต่างหากจากกัน จะเป็นวาระเดียวกันหรือต่างวาระกันก็ตาม ให้เรียกเก็บอากรแก่ส่วนนั้น ๆ รวมกันในอัตราที่ถือเสมือนว่าเป็นสิ่งที่ประกอบมาสมบูรณ์แล้ว การถอดของชิ้นเดียวออกเป็นชิ้นส่วนแล้วสั่งแยกกล่อง จึงมีบทรองรับไว้อยู่แล้ว
ชั้นที่สองคือระดับกล่อง และตรงนี้กลับกัน กรมศุลกากรมองทั้งใบตราส่งเป็นก้อนเดียว เงื่อนไขของเร่งด่วนขาเข้าตามประกาศกรมศุลกากร ซึ่งเราแจกแจงเป็นตารางสี่ประเภทไว้ในหัวข้อ ใครเก็บเงินคุณ ข้างล่าง ผูกอยู่กับใบตราส่ง เช่นประเภทที่ 3 กำหนดว่าแต่ละใบตราส่งสินค้าทางอากาศยานต้องมีราคา FOB ไม่เกิน 40,000 บาท และต้องไม่เป็นของต้องห้ามของต้องกำกัด ผลในทางปฏิบัติคือชิ้นที่เข้มงวดที่สุดในกล่องเป็นตัวกำหนดช่องทางของทั้งกล่อง ถ้ามีสักชิ้นที่ต้องมีใบอนุญาต อย. หรือ กสทช. ทั้งกล่องเดินช่องของเร่งด่วนตามปกติไม่ได้ ต้องไปพิธีการเต็มรูปแบบ และของอีกสองชิ้นที่ไม่มีปัญหาก็ต้องรอไปพร้อมกัน อีกเรื่องที่ต้องจัดการคือค่าระวางกับค่าประกันภัยของทั้งกล่อง ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายก้อนเดียวแต่ต้องเข้าไปอยู่ในราคาศุลกากรของทุกบรรทัด ตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 ที่กำหนดว่าการกำหนดราคาศุลกากรในกรณีนำของเข้าจะต้องรวมค่าประกันภัย ค่าขนส่งของ ค่าขนของลง ค่าขนของขึ้น และค่าจัดการต่าง ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการขนส่ง ตารางข้างล่างเราเฉลี่ยตามสัดส่วนราคาสินค้าและแสดงตัวเลขทุกบรรทัดไว้ให้ตรวจตามได้
| บรรทัด | ที่มาของตัวเลข | จำนวน (บาท) |
|---|---|---|
| C ราคาสินค้ารวมสามชิ้น | หูฟัง 400.00 บวก ลำโพง 900.00 บวก พาวเวอร์แบงก์ 700.00 | 2,000.00 |
| F ค่าขนส่งทั้งกล่อง | ไม่มีหลักฐานค่าระวาง จึงใช้อัตรา ZONE 4 (จีน) 260 บาทต่อกิโลกรัม คูณน้ำหนักรวม 1.2 กิโลกรัม | 312.00 |
| I ค่าประกันภัย | ไม่มีเอกสารแสดงค่าประกันภัย จึงบวก 1% ของราคาสินค้าก่อนค่าส่ง ตามที่กรมศุลกากรระบุ | 20.00 |
| CIF ทั้งกล่อง | 2,000.00 บวก 312.00 บวก 20.00 | 2,332.00 |
| บรรทัดที่ 1 หูฟัง พิกัด 8518.30 (บรรทัดย่อยที่เป็น 0%) | CIF ของบรรทัดนี้ = 400.00 บวกส่วนแบ่งค่าระวางและค่าประกันภัย 20% ของ 332.00 คือ 66.40 เท่ากับ 466.40 คูณอากร 0% | 0.00 |
| บรรทัดที่ 2 ลำโพง พิกัด 8518.21 | CIF ของบรรทัดนี้ = 900.00 บวก 149.40 (45%) เท่ากับ 1,049.40 คูณอากร 10% | 104.94 |
| บรรทัดที่ 3 พาวเวอร์แบงก์ พิกัด 8507.60 | CIF ของบรรทัดนี้ = 700.00 บวก 116.20 (35%) เท่ากับ 816.20 คูณอากร 10% | 81.62 |
| อากรขาเข้ารวมทั้งกล่อง | 0.00 บวก 104.94 บวก 81.62 | 186.56 |
| ภาษีสรรพสามิต เฉพาะบรรทัดพาวเวอร์แบงก์ | สูตรกรมสรรพสามิตกรณีนำเข้า (816.20 บวก 81.62) คูณ r หารด้วย 1 ลบ (1.1 คูณ r) โดยแทน r = 10% ซึ่งเป็นอัตราที่กรมสรรพสามิตใช้ในตัวอย่างการคำนวณแบตเตอรี่นำเข้าของตัวเอง | 100.88 |
| ภาษีเก็บเพิ่มเพื่อกระทรวงมหาดไทย | 10% ของภาษีสรรพสามิต 100.88 | 10.09 |
| ฐาน VAT (ขั้นที่ 3) | 2,332.00 บวก 186.56 บวก 100.88 บวก 10.09 ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 79/2 | 2,629.53 |
| VAT (ขั้นที่ 4) | 2,629.53 คูณ 7% | 184.07 |
| ภาษีรวมทั้งกล่อง | 186.56 บวก 100.88 บวก 10.09 บวก 184.07 | 481.60 |
| ยอดรวมทั้งกล่อง | 2,332.00 บวก 481.60 | 2,813.60 |
สามอย่างที่ตารางนี้ตอบ หนึ่ง อัตราอากรไม่ถูกเฉลี่ยทั้งกล่อง ถ้าเอา CIF 2,332.00 ไปคูณ 10% ทั้งก้อนตามอัตราของชิ้นที่แพงที่สุด จะได้อากร 233.20 บาท สูงกว่าความจริง 46.64 บาท และถ้าเหมาว่าเป็นของไอทีจึงเป็น 0% ทั้งกล่อง จะได้ภาษีทั้งสิ้นเพียง 163.24 บาท ต่ำกว่าความจริง 318.36 บาท สอง การเฉลี่ยค่าระวางและค่าประกันภัยเข้าทุกบรรทัดเป็นสิ่งที่ต้องทำ เพราะราคาศุลกากรตามมาตรา 17 ต้องรวมค่าใช้จ่ายเหล่านั้น เราเลือกเฉลี่ยตามสัดส่วนราคาสินค้าและแสดงตัวเลขไว้ให้ตรวจตามได้ ถ้าผู้ขนส่งเฉลี่ยตามน้ำหนักแทน ตัวเลขรายบรรทัดจะขยับ แต่ยอดอากรรวมของทั้งกล่องขยับน้อยมากเมื่ออัตราของแต่ละบรรทัดใกล้เคียงกัน สาม บรรทัดสรรพสามิตกับภาษีเพื่อกระทรวงมหาดไทยเข้าไปอยู่ในฐาน VAT ด้วย จึงถูกคูณ 7% ซ้ำอีกรอบ นั่นคือชั้นที่สามที่หายไปจากการคำนวณของคนส่วนใหญ่
ใครเก็บเงินคุณ ทำให้ยอดจริงต่างกัน
ตัวเลขภาษีตามกฎหมายเป็นเรื่องหนึ่ง แต่ประสบการณ์จ่ายจริงของผู้ซื้อขึ้นกับว่าใครเป็นคนเก็บ อย่างที่บอกไว้ตั้งแต่ต้นบทความ กว่าร้อยละ 97 ของสินค้านำเข้าถูกคำนวณภาษีและรวมไว้ในราคาบนแพลตฟอร์มแล้ว ตามข้อมูลของกรมประชาสัมพันธ์ กลุ่มนั้นจบที่การจ่ายครั้งเดียวตอนเช็กเอาต์ สิ่งที่ต้องทำจึงเหลือแค่เปิดสรุปคำสั่งซื้อดูว่ามีบรรทัดภาษีนำเข้าแยกให้เห็น หรือมีข้อความว่าราคารวมภาษีนำเข้าแล้ว บทที่เหลือของหัวข้อนี้เขียนไว้สำหรับเศษที่เหลือ ซึ่งเป็นกลุ่มที่บิลมาถึงทีหลังและเป็นที่มาของเรื่องเล่าน่าตกใจทั้งหลาย
กรณีเก็บปลายทางมีสองรูปแบบหลัก ทางไปรษณีย์ เจ้าหน้าที่จะประเมินภาษีหน้ากล่อง แล้วพนักงานไปรษณีย์จะนำจ่ายพัสดุพร้อมใบสั่งเก็บเงิน ผู้รับสแกน QR Code จ่ายผ่านมือถือ หรือนำใบสั่งเก็บเงินไปชำระที่ธนาคารที่กำหนดก็ได้ ส่วนบริษัทขนส่งเอกชนที่ลงทะเบียนเป็นผู้ประกอบการของเร่งด่วนกับกรมศุลกากร จะเป็นผู้รับผิดชอบนำส่งภาษีให้ แล้วเรียกเก็บจากผู้รับตอนส่งของ ตรงจุดนี้เองที่ค่าดำเนินการของผู้ขนส่งจะโผล่มาเป็นบรรทัดเพิ่ม และเป็นบรรทัดที่ผู้ซื้อไม่เคยเห็นตอนกดสั่ง
| ช่องทาง | จ่ายตอนไหน | ยอดที่เห็นตอนเช็กเอาต์คือยอดสุดท้ายหรือไม่ | สัญญาณให้สังเกต |
|---|---|---|---|
| แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ที่รวมภาษีให้แล้ว | ตอนเช็กเอาต์ ครั้งเดียว | โดยทั่วไปใช่ ยอดที่เห็นตอนเช็กเอาต์คือยอดสุดท้าย | มีบรรทัดภาษี/อากร แยกให้เห็นในสรุปคำสั่งซื้อ หรือระบุว่าราคารวมภาษีนำเข้าแล้ว |
| ไปรษณีย์ไทย | ตอนของมาถึง | ไม่ใช่ เจ้าหน้าที่ประเมินหน้ากล่อง | ใบสั่งเก็บเงินที่แนบมากับพัสดุ และช่องทางชำระผ่าน QR Code หรือที่ธนาคารที่กำหนด |
| บริษัทขนส่งเอกชน / ตัวแทนออกของ | ตอนส่งของ หรือเรียกเก็บย้อนหลัง | ไม่ใช่ ผู้ขนส่งเป็นผู้รับผิดชอบนำส่งภาษีแล้วมาเก็บจากผู้ซื้อ | อาจมีค่าดำเนินการของผู้ขนส่งเพิ่มจากตัวภาษี ให้ถามอัตราค่าบริการล่วงหน้า |
| ร้านต่างประเทศที่ขายตรง ไม่ผ่านแพลตฟอร์ม | ขึ้นกับเงื่อนไขที่ร้านเลือก | ต้องอ่านเงื่อนไขเอง | มองหาคำว่าภาษีและอากรรวมแล้ว หรือ ผู้รับเป็นผู้ชำระภาษีปลายทาง ในหน้าชำระเงินและนโยบายจัดส่ง |
ข้อควรระวังด้านคำศัพท์ คำว่า DDP (ผู้ขายจ่ายภาษีปลายทางให้) และ DDU/DAP (ผู้รับจ่ายเอง) เป็นเงื่อนไขทางพาณิชย์ตาม Incoterms ไม่ใช่ข้อกำหนดของกฎหมายศุลกากรไทย ร้านไม่ได้ถูกบังคับให้ติดป้ายคำเหล่านี้ จึงต้องอ่านนโยบายจัดส่งเป็นข้อความ ไม่ใช่มองหาตัวย่อ
อีกเรื่องที่ควรรู้คือค่าธรรมเนียมการดำเนินพิธีการศุลกากร เอกสารของกรมศุลกากรเรื่องการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการดำเนินพิธีการศุลกากรระบุอัตราไว้ว่า การยื่นใบขนสินค้า ฉบับละ 200 บาท และการขอบันทึกข้อมูลเข้าสู่ระบบอิเล็กทรอนิกส์ ฉบับละ 100 บาท โดยรายการยกเว้นข้อ 2 คือใบขนสินค้าขาเข้าหรือขาออกพิเศษที่มีราคาของไม่เกิน 20,000 บาท ซึ่งเป็นไปตามกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมฯ พ.ศ. 2560 พัสดุส่วนบุคคลทั่วไปจึงมักไม่โดนค่านี้ ระวังอย่าสับสนกับตัวเลข 20,000 บาทอีกตัวหนึ่ง นั่นคือเกณฑ์ของส่วนตัวที่ผู้เดินทางนำติดตัวเข้ามาตามภาค 4 ประเภทที่ 5 ซึ่งกรมศุลกากรกำหนดว่ามูลค่าไม่เกิน 20,000 บาทถือเป็นของส่วนตัวและได้รับยกเว้นภาษีอากร คนละเรื่องกันคนละกฎหมายกัน ส่วนค่าดำเนินการที่ผู้ขนส่งเอกชนหรือตัวแทนออกของเรียกเก็บเป็นค่าบริการเชิงพาณิชย์ที่แต่ละเจ้ากำหนดเอง ให้ถามผู้ขนส่งโดยตรงก่อนสั่งของ
คำถามที่ตามมาทันทีคือแล้วของขวัญของฝากล่ะ เอกสารของกรมศุลกากรตอบไว้ตรงมากว่า ของหรือสินค้าทุกอย่างที่นำเข้ามาในประเทศต้องมีค่าภาระภาษีอากรทั้งสิ้น ถึงแม้ว่าจะเป็นของที่ซื้อมาใช้เอง ของขวัญ ของฝาก ของได้มาโดยให้เปล่า หรือของที่ไม่มีราคาค่างวดใด ๆ เพราะตัวสินค้าเองก็มีมูลค่าในตัวมันเอง การให้ผู้ขายติ๊กช่อง gift บนใบตราส่งไม่ได้ทำให้ภาระภาษีหายไป และถ้าราคาที่สำแดงต่ำกว่าความจริงก็กลายเป็นความผิดอีกเรื่องหนึ่งแทน
คำถามที่ลึกกว่านั้นคือ หลังเพดานยกเว้นหายไป พัสดุ 500 บาทของคุณเดินผ่านช่องไหน กรมศุลกากรจัดประเภทของเร่งด่วนขาเข้าไว้สี่ประเภท ตามประกาศกรมศุลกากรที่ 66/2561 ประกอบประกาศที่ 130/2561 และเงื่อนไขของแต่ละประเภทเขียนไว้ละเอียดพอจะตอบคำถามนี้ได้ ประเภทที่ 2 คือช่องของของที่ไม่ต้องเสียอากรตามภาค 2 ของนำเข้าซึ่งแต่ละรายมีราคา CIF ไม่เกิน 1,500 บาท ที่ได้รับยกเว้นอากรตามประเภท 12 ภาค 4 และตัวอย่างสินค้าที่ไม่มีราคาในทางการค้า จุดสำคัญคือเงื่อนไขข้อกลางผูกอยู่กับสิทธิยกเว้นตามประเภท 12 ซึ่งเป็นสิทธิที่ถูกปรับฐานเมื่อ 1 มกราคม 2569 เมื่อเพดานเหลือไม่เกิน 1 บาท ของราคา 500 บาทจึงกลายเป็นของต้องเสียอากร และตกไปอยู่ประเภทที่ 3 ซึ่งเป็นช่องของของต้องเสียอากรที่แต่ละใบตราส่งทางอากาศยานมีราคา FOB ไม่เกิน 40,000 บาท
| ประเภท | นิยามตามประกาศกรมศุลกากร | รวมใบตราส่งได้กี่ฉบับต่อใบขนสินค้าหนึ่งฉบับ | ความหมายหลัง 1 มกราคม 2569 |
|---|---|---|---|
| ประเภทที่ 1 เอกสาร | เอกสารที่ไม่ต้องเสียอากรตามภาค 2 พิกัดอัตราอากรขาเข้า (พิกัด 4902.90.90) และต้องไม่เป็นของต้องห้ามของต้องกำกัด | รวมได้ทุกใบตราส่งในเที่ยวบินนั้น | ไม่กระทบ เพราะเป็นเอกสาร ไม่ใช่สินค้าที่มีอากร |
| ประเภทที่ 2 ของไม่ต้องเสียอากร | ของที่ไม่ต้องเสียอากรตามภาค 2, ของนำเข้าซึ่งแต่ละรายมีราคา CIF ไม่เกิน 1,500 บาท ที่ได้รับยกเว้นอากรตามประเภท 12 ภาค 4, ตัวอย่างสินค้าที่ไม่มีราคาในทางการค้า | ไม่เกิน 250 ฉบับ | เงื่อนไขข้อ CIF ไม่เกิน 1,500 บาท ใช้กับพัสดุทั่วไปไม่ได้อีก เพราะสิทธิยกเว้นตามประเภท 12 ถูกปรับฐานเหลือไม่เกิน 1 บาท เหลือใช้ได้กับของที่พิกัดอากร 0% อยู่แล้ว |
| ประเภทที่ 3 ของต้องเสียอากร | ของต้องเสียอากรที่แต่ละใบตราส่งสินค้าทางอากาศยานมีราคา FOB ไม่เกิน 40,000 บาท ไม่เป็นของที่ได้รับยกเว้นอากรตามภาค 4 ไม่เป็นของที่ใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอากร และไม่เป็นของต้องห้ามของต้องกำกัด | ไม่เกิน 40 ฉบับ | ช่องที่พัสดุราคาไม่กี่ร้อยบาทเลื่อนเข้ามาอยู่ ผู้ประกอบการของเร่งด่วนเป็นผู้ชำระค่าอากรและพิมพ์ใบเสร็จรับเงิน กศก. 123 ก่อนปล่อยของ แล้วไปเรียกเก็บจากผู้รับ |
| ประเภทที่ 4 ของอื่น ๆ | ของอื่นนอกจากประเภทที่ 1 ถึง 3 ให้ปฏิบัติพิธีการลงคลัง | ไม่ได้กำหนดเพดานรวมใบตราส่งไว้ในเอกสารนี้ | ของที่เกิน FOB 40,000 บาท หรือเป็นของต้องกำกัดที่ต้องมีใบอนุญาต ต้องเดินพิธีการเต็มรูปแบบ ซึ่งช้ากว่าและมีเอกสารมากกว่า |
คอลัมน์สุดท้ายเป็นการอ่านเงื่อนไขตามถ้อยคำในประกาศของ KUMKRONG ไม่ใช่ถ้อยแถลงของกรมศุลกากร และประกาศชุดนี้อาจถูกแก้ไขตามมาตรการปี 2569 ได้อีก สิ่งที่ผู้รับปลายทางเห็นจริงคือใบเสร็จหรือใบสั่งเก็บเงินที่ผู้ขนส่งยื่นให้ ให้ดูว่ามีเลขใบขนสินค้าและยอดอากรกับ VAT แยกบรรทัดหรือไม่ ถ้ามีเฉพาะยอดรวมก้อนเดียว ให้ขอรายละเอียดจากผู้ขนส่งก่อนจ่าย
จุดนี้ตอบคำถามเรื่อง FTA ให้จบไปเลย เอกสารของกรมศุลกากรกำหนดเงื่อนไขของประเภทที่ 3 ไว้ว่าต้องไม่เป็นของที่ได้รับยกเว้นอากรตามภาค 4 และไม่เป็นของที่ใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอากร ส่วนมาตรการปี 2569 ระบุเงื่อนไขทำนองเดียวกันกับประเภทที่ 2 ผลคือพัสดุที่จะใช้สิทธิ FTA ต้องออกจากช่องของเร่งด่วนไปเดินพิธีการเต็มรูปแบบ สิทธิตามความตกลงการค้าเสรีไม่ได้หายไป แต่ใช้ในช่องทางด่วนไม่ได้ และในทางปฏิบัติ ต่อให้สินค้านั้นผลิตในจีนและตามทฤษฎีมีอัตราอาเซียน-จีนที่ต่ำกว่า คนซื้อรายย่อยแทบไม่มีใครเดินพิธีการเต็มรูปแบบพร้อมยื่นหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Form E) ให้ครบ ดังนั้นตัวเลขที่ควรใช้ประเมินคืออัตรา MFN ในตารางรายพิกัดข้างต้น ไม่ใช่อัตรา FTA
กรมประชาสัมพันธ์ระบุว่าระยะเวลาดำเนินการโดยรวมใกล้เคียงเดิม ส่วนที่อาจช้าเพิ่มประมาณ 3 ถึง 5 วัน คือกรณีที่ต้องไปรับของที่ไปรษณีย์และพัสดุถูกสุ่มตรวจ ไม่ใช่คำอธิบายที่ครอบคลุมทุกช่องทางขนส่ง

ตารางจุดตัด ของนอกต้องถูกกว่าราคาไทยกี่เปอร์เซ็นต์ถึงจะคุ้ม
คำถามที่ผู้อ่านอยากได้คำตอบจริง ๆ ไม่ใช่ ภาษีเท่าไร แต่คือ ตกลงสั่งนอกหรือซื้อในไทยดีกว่า เราจึงพลิกสมการ แทนที่จะถามว่าจ่ายภาษีเท่าไร เราถามว่าราคาป้ายของนอกต้องต่ำกว่าราคาไทยกี่เปอร์เซ็นต์ ถึงจะเสมอตัวหลังบวกอากรและ VAT แล้ว ตัวเลขนี้ไม่มีหน่วยงานใดเผยแพร่ เป็นการคำนวณของ KUMKRONG ทั้งหมด และเราแสดงสมมติฐานให้เห็นทุกตัว
- อัตราอากรที่ใช้ = อัตราเฉลี่ยรายหมวด MFN ของไทยจากเอกสาร Tariff Profile ของ WTO (ปี 2025) ไม่ใช่อัตรารายพิกัดจริง ถ้าสินค้าของคุณอยู่ในตารางรายพิกัดข้างบน ให้ใช้อัตรานั้นแทนจะแม่นกว่า
- VAT = 7% คิดตามลำดับในสูตรสี่ขั้น ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 79/2
- ค่าประกันภัย = 1% ของราคาสินค้าก่อนค่าส่ง ซึ่งใช้แทนราคา FOB ตามที่กรมศุลกากรระบุไว้กรณีไม่มีเอกสารแสดงค่าประกันภัย
- ค่าขนส่ง = 300 บาท สำหรับกรณีราคาไทย 3,000 บาท และ 500 บาท สำหรับกรณีราคาไทย 10,000 บาท ซึ่งเทียบได้กับพัสดุจากจีนราวหนึ่งถึงสองกิโลกรัมตามอัตรา ZONE 4
- ไม่รวมค่าดำเนินการของผู้ขนส่ง ไม่รวมค่าธรรมเนียมแปลงสกุลเงินของบัตร ไม่รวมภาษีสรรพสามิตกรณีสินค้าเข้าข่าย และไม่รวมสิทธิลดอากรตาม FTA
- ไม่รวมต้นทุนที่ตีเป็นเงินยาก เช่น เวลารอของ ความเสี่ยงของหาย และความยากในการเคลมหรือส่งคืน
| หมวดสินค้า | อัตราอากรที่ใช้คำนวณ | ถ้าของในไทยราคา 3,000 บาท ราคาป้ายของนอกต้องไม่เกิน | คิดเป็นส่วนลดขั้นต่ำ | ถ้าของในไทยราคา 10,000 บาท ราคาป้ายของนอกต้องไม่เกิน | คิดเป็นส่วนลดขั้นต่ำ |
|---|---|---|---|---|---|
| เสื้อผ้าสำเร็จรูป | 29.6% | ประมาณ 1,845 บาท | ประมาณ 38.5% | ประมาณ 6,645 บาท | ประมาณ 33.6% |
| ยาง หนัง รองเท้า | 11.4% | ประมาณ 2,195 บาท | ประมาณ 26.8% | ประมาณ 7,811 บาท | ประมาณ 21.9% |
| สิ่งทอ ผ้าผืน | 8.5% | ประมาณ 2,262 บาท | ประมาณ 24.6% | ประมาณ 8,033 บาท | ประมาณ 19.7% |
| เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ | 6.6% | ประมาณ 2,307 บาท | ประมาณ 23.1% | ประมาณ 8,185 บาท | ประมาณ 18.1% |
| เคมีภัณฑ์ รวมเครื่องสำอาง | 2.6% | ประมาณ 2,409 บาท | ประมาณ 19.7% | ประมาณ 8,524 บาท | ประมาณ 14.8% |
| คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์สำนักงาน | 2.1% | ประมาณ 2,422 บาท | ประมาณ 19.3% | ประมาณ 8,568 บาท | ประมาณ 14.3% |
วิธีอ่าน แถวเสื้อผ้าหมายความว่า ถ้าเสื้อตัวเดียวกันขายในไทย 3,000 บาท ของนอกต้องติดราคาไม่เกินราว 1,845 บาท จึงจะเสมอตัวหลังบวกค่าส่ง ค่าประกันภัย อากร และ VAT แล้ว สังเกตว่ายิ่งของราคาสูง ส่วนลดขั้นต่ำที่ต้องการยิ่งลดลง เพราะค่าขนส่งถูกเฉลี่ยไปกับมูลค่าที่มากขึ้น · เปิดเผยสมมติฐานที่ลำเอียง ตารางนี้คำนวณด้วยอัตรา MFN โดยไม่รวมสิทธิลดอากรตาม FTA ถ้าผู้นำเข้ารายใดสามารถใช้สิทธิได้จริงพร้อมหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าเช่น Form E เส้นจุดตัดจริงจะต่ำกว่าตัวเลขในตารางนี้อย่างมีนัยสำคัญ นั่นคือสมมติฐานที่เข้าข้างการซื้อในประเทศ เราจึงเปิดเผยไว้ตรงนี้ · ในทางกลับกัน ถ้าสินค้าของคุณติดภาษีสรรพสามิต เส้นจุดตัดจริงจะสูงกว่าตารางนี้ · แถวยาง หนัง รองเท้า ใช้ค่าเฉลี่ยรายหมวด 11.4% ส่วนกระเป๋า (พิกัด 4202.12 / 4202.22) อยู่ที่ 20% ตามตารางรายพิกัดข้างต้น จุดตัดจริงของกระเป๋าจึงอยู่ที่ส่วนลดราว 32.8% ที่ราคาไทย 3,000 บาท ไม่ใช่ 26.8% · โปรดคำนวณด้วยอัตราจริงของพิกัดตัวเอง
ข้อสรุปที่ตารางนี้ให้ คือเส้นแบ่งอยู่คนละที่กันในแต่ละหมวด ไม่ได้แปลว่าซื้อในไทยดีกว่าเสมอหรือสั่งนอกแย่เสมอ สำหรับเสื้อผ้าสำเร็จรูป ส่วนลดระดับ 30% ที่ดูน่าสนใจมากบนหน้าเว็บ อาจยังไม่พอให้คุ้ม ขณะที่สำหรับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ส่วนลด 20% ก็อาจเพียงพอแล้ว เพราะโครงสร้างอากรของสองหมวดนี้ต่างกันกว่าสิบสี่เท่าโดยเฉลี่ย (29.6% เทียบกับ 2.1%)
กับดักที่ทำให้เสียเงินมากกว่าตัวภาษี
การสำแดงราคาต่ำกว่าจริงเป็นเรื่องที่ผู้ซื้อบางคนขอให้ผู้ขายทำ โดยคิดว่าเป็นเทคนิคเล็ก ๆ ความจริงคือมันเป็นความผิดตามกฎหมายศุลกากร และโทษไม่ได้เล็ก ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 ความผิดฐานสำแดงเท็จมีโทษปรับไม่เกิน 500,000 บาท ส่วนความผิดฐานหลีกเลี่ยงอากรหนักกว่ามาก คือจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ครึ่งเท่าแต่ไม่เกิน 4 เท่าของค่าอากรที่ต้องเสียเพิ่ม หรือทั้งจำทั้งปรับ และศาลอาจสั่งริบของนั้นด้วย
| ฐานความผิด | โทษตามกฎหมาย | ใครเสี่ยงโดน |
|---|---|---|
| สำแดงเท็จ (มาตรา 202) | ปรับไม่เกิน 500,000 บาท | ผู้สำแดง รวมถึงกรณีที่ผู้ซื้อขอให้ผู้ขายเขียนราคาต่ำกว่าจริง |
| หลีกเลี่ยงอากร (มาตรา 243) | จำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ครึ่งเท่าแต่ไม่เกิน 4 เท่าของค่าอากรที่ต้องเสียเพิ่ม หรือทั้งจำทั้งปรับ และศาลอาจสั่งริบของ | ผู้ที่จงใจทำให้เสียอากรน้อยกว่าที่ควร |
| ลักลอบหนีศุลกากร (มาตรา 242) | จำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับ 4 เท่าของราคาของรวมค่าอากรขาเข้า และให้ริบของ | ผู้ที่นำของเข้ามาโดยไม่ผ่านพิธีการ |
| หลีกเลี่ยงข้อห้ามข้อจำกัด (มาตรา 244) | จำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท และอาจริบของ | ผู้ที่นำเข้าของต้องห้ามอย่างบุหรี่ไฟฟ้า หรือของต้องกำกัดที่ต้องมีใบอนุญาต อย. หรือ กสทช. โดยไม่มีใบอนุญาต |
| รับไว้ซึ่งของลักลอบหนีศุลกากรหรือของหลีกเลี่ยงอากร (มาตรา 246) | จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับ 4 เท่าของราคาของรวมอากร (กรณีของลักลอบ) หรือปรับตั้งแต่ครึ่งเท่าถึง 4 เท่าของอากรที่ต้องเสียเพิ่ม (กรณีของหลีกเลี่ยงอากร) | ผู้รับปลายทาง แม้จะไม่ได้เป็นคนสำแดงเองก็ตาม |
แถวสุดท้ายคือแถวที่ผู้ซื้อทั่วไปมักมองข้าม การเป็นเพียงผู้รับของก็อยู่ในขอบเขตของกฎหมายได้ นี่เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่ความเห็นทางกฎหมายเฉพาะราย
กับดักอีกข้อคือการใช้ช่องทางอื่นเพื่อเลี่ยงอากร กรมศุลกากรระบุไว้ในเอกสารมาตรการปี 2569 เองว่าต้องระมัดระวังไม่ให้สินค้าที่เดิมส่งเป็นหีบห่อของผู้รับที่เป็นบุคคลธรรมดา เปลี่ยนไปนำเข้าโดยเป็นผู้นำเข้ารายเดียวแล้วใช้สิทธิพิเศษตามความตกลงการค้าเสรีเพื่อได้รับยกเว้นอากร โดยมอบหมายให้กองสืบสวนและปราบปรามคุมเข้มและสุ่มตรวจตู้สินค้า ช่องทางที่ดูฉลาดในวันนี้ จึงอยู่ในสายตาของหน่วยงานอยู่ก่อนแล้ว
กรมศุลกากรประเมินว่ามาตรการนี้จะทำให้จัดเก็บอากรเพิ่มขึ้นได้ประมาณ 2,200 ล้านบาท ในช่วง 9 เดือนหลังของปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 และเหตุผลเชิงนโยบายที่ภาครัฐสื่อสารคือการสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันให้ผู้ประกอบการรายย่อยของไทย เมื่อมีทั้งเป้ารายได้และเหตุผลเชิงนโยบายรองรับ การบังคับใช้จึงไม่น่าจะผ่อนคลายลงในระยะสั้น
เรื่องนี้มาเป็นสองเฟส และ VAT 7% ก็ไม่ใช่อัตราถาวร
สิ่งที่คนสับสนมากที่สุดคือคิดว่าทุกอย่างเพิ่งเริ่มต้นปี 2569 ความจริงคือมาตรการนี้เดินมาสองเฟส เฟสแรกเริ่มวันที่ 5 กรกฎาคม 2567 เมื่อรัฐเริ่มเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากสินค้านำเข้าที่มูลค่าไม่เกิน 1,500 บาท โดยอาศัยประกาศกระทรวงการคลังเรื่องการยกเว้นอากรศุลกากรสำหรับของกลุ่มนี้ ลงวันที่ 19 มิถุนายน 2567 ประกอบประกาศกรมศุลกากรที่ 116/2567 และ 129/2567 เฟสนั้นเก็บเฉพาะ VAT ของยังปลอดอากรอยู่ เฟสที่สองคือ 1 มกราคม 2569 ที่เพดานยกเว้นอากรถูกลดลงเหลือ 1 บาท ทำให้ตอนนี้ของนำเข้าโดนทั้งอากรและ VAT ตั้งแต่บาทแรก
ขนาดของเฟสแรกอธิบายว่าทำไมรัฐถึงเดินต่อไปเฟสสอง เอกสารของกรมศุลกากรระบุว่าในช่วง 5 กรกฎาคมถึง 30 กันยายน 2567 ซึ่งเป็นเวลาไม่ถึงสามเดือน จัดเก็บ VAT จากของมูลค่าต่ำได้ 346.96 ล้านบาท จากรายการสินค้า 132.06 ล้านรายการ พอเป็นปีงบประมาณเต็มปี 2568 ตัวเลขขึ้นเป็น 2,106.53 ล้านบาท จาก 166.02 ล้านรายการ รวมสองปีงบประมาณเป็นรายได้เพิ่ม 2,453.49 ล้านบาท ตัวเลขสองชุดนี้เทียบกันตรง ๆ ไม่ได้ เพราะชุดแรกเป็นช่วงไม่ถึงสามเดือน ส่วนชุดหลังเป็นปีเต็ม สิ่งที่เทียบได้คือส่วนประกอบภายในปี 2568 ด้วยกันเอง ซึ่งเก็บได้จากทางบก 1,758.02 ล้านบาท ทางอากาศ 320.65 ล้านบาท และทางไปรษณีย์เพียง 27.87 ล้านบาท ช่องทางไปรษณีย์ที่คนนึกถึงเป็นภาพแรก จึงคิดเป็นราว 1.3% ของยอดเท่านั้น
รายละเอียดสุดท้ายที่ต้องรู้คือ อัตรา VAT 7% ที่เราคุ้นเคยเป็นอัตราลดชั่วคราวที่ต้องต่ออายุเป็นรอบ ไม่ใช่ตัวเลขถาวรในกฎหมาย ประกาศที่ใช้อยู่คงอัตราไว้ที่ร้อยละ 6.3 ไม่รวมภาษีท้องถิ่น หรือร้อยละ 7 เมื่อรวมภาษีท้องถิ่น สำหรับการขายสินค้า การให้บริการ และการนำเข้าทุกกรณี ชุดปัจจุบันจะสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2569 และคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 อนุมัติหลักการขยายเวลาออกไปอีก 1 ปี คือตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 ถึง 30 กันยายน 2570 ถ้าคุณทำสเปรดชีตประเมินต้นทุนนำเข้าไว้ใช้ประจำ ให้ตั้งเตือนทบทวนอัตรานี้ทุกปี อย่าฝังเลข 7 ไว้ถาวร

ถ้าโดนประเมินแล้วไม่เห็นด้วย ทำอะไรได้บ้าง
สิ่งแรกที่ต้องแยกให้ออกคือ การไม่เห็นด้วยกับการประเมิน กับ การขอคืนอากร เป็นคนละเรื่องกัน และมีเส้นทางคนละเส้น การไม่เห็นด้วยกับการประเมินมักเกิดจากสองสาเหตุ คือศุลกากรจัดพิกัดสินค้าไม่ตรงกับที่คุณเข้าใจ หรือใช้ราคาศุลกากรตามวิธีที่ 2 หรือ 3 แทนราคาที่คุณสำแดงเพราะเห็นว่าราคานั้นต่ำผิดปกติ
กรอบเวลาที่ต้องจำมีตัวเดียว คือ 30 วัน พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 37 เขียนไว้ว่า ผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของออกมีสิทธิอุทธรณ์การประเมินอากร ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายในกำหนดสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแบบแจ้งการประเมินอากร โดยการยื่นและวิธีพิจารณาให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่อธิบดีประกาศกำหนด และเอกสารคำอธิบายสรุปสาระสำคัญของกรมศุลกากรก็ยืนยันว่ามาตรา 37 คือบทบัญญัติเรื่องสิทธิอุทธรณ์นี้
สองข้อที่ต้องรู้ต่อ ข้อแรก การอุทธรณ์ไม่เป็นเหตุทุเลาการเสียอากรตามมาตรา 38 เว้นแต่ผู้อุทธรณ์ได้รับอนุญาตจากอธิบดีให้รอคำวินิจฉัยหรือคำพิพากษาถึงที่สุด ข้อที่สอง มาตรา 41 กำหนดให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 180 วันนับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์พร้อมเอกสารครบถ้วน ขยายได้อีกไม่เกิน 90 วัน และมาตรา 42 ให้สิทธิผู้นำของเข้านำคดีไปฟ้องต่อศาลได้ ถ้าพิจารณาไม่แล้วเสร็จภายในกำหนดนั้น
เลข 30 วันตัวเดียวกันนี้ยังเป็นเส้นตายอีกเส้นที่คนมักไม่ทันสังเกต มาตรา 20 กำหนดให้ผู้นำของเข้าเสียอากรให้ครบถ้วนภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับแบบแจ้งการประเมินอากร และมาตรา 22 กำหนดว่าถ้าไม่เสียภายในกำหนดนั้น ต้องเสียเบี้ยปรับร้อยละ 20 ของอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม ส่วนกรณีเสียอากรไม่ครบถ้วนยังมีเงินเพิ่มอีกร้อยละ 1 ต่อเดือนโดยไม่คิดทบต้น ซึ่งกฎหมายกำหนดเพดานไว้ว่าต้องไม่เกินตัวอากรเอง การเงียบไว้ก่อนแล้วค่อยคิด จึงเป็นทางเลือกที่มีราคา วิธีที่ปลอดภัยกว่าคือเมื่อได้รับแบบแจ้งการประเมิน ให้โทรสายด่วนกรมศุลกากร 1164 ถามช่องทางยื่นในวันนั้นเลย
การใช้ราคาศุลกากรวิธีอื่นแทนราคาที่คุณสำแดง มักเกิดเมื่อราคานั้นดูต่ำผิดปกติเมื่อเทียบกับราคาของสินค้าเหมือนหรือคล้ายกันที่เคยนำเข้ามา สิ่งที่ทำให้คุณอธิบายได้คือหลักฐานที่สอดคล้องกันทั้งชุด ทั้งใบเสร็จ สลิปการชำระเงิน หน้าจอคำสั่งซื้อ และอีเมลยืนยันจากร้าน ถ้าคุณซื้อของลดราคาจริงในช่วงแคมเปญ ให้บันทึกหน้าจอราคาและเงื่อนไขแคมเปญไว้ตั้งแต่วันสั่ง เพราะหน้าเว็บนั้นจะหายไปภายในไม่กี่วัน
สามคำถามที่ตามมาทันทีหลังเพดานหายไป
คำถามแรกคือ แบ่งคำสั่งซื้อออกเป็นหลายกล่องเล็กช่วยได้ไหม เชิงกลไก เพดานที่เขียนในประกาศเป็นเกณฑ์ต่อใบตราส่ง ประเภทที่ 2 ใช้ถ้อยคำว่า ของนำเข้าซึ่งแต่ละรายมีราคา CIF ไม่เกิน 1,500 บาท และประเภทที่ 3 ใช้ถ้อยคำว่า ของต้องเสียอากรแต่ละรายใบตราส่งสินค้าทางอากาศยานมีราคา FOB ไม่เกิน 40,000 บาท แต่คำตอบที่ใช้ตัดสินใจได้จริงคือ ตั้งแต่เพดานยกเว้นเหลือ 1 บาท การแบ่งกล่องไม่ได้ทำให้อากรหายไปอีกแล้ว เพราะกล่องเล็กทุกกล่องก็เสียอากรเหมือนกัน สิ่งที่เพิ่มขึ้นจริงคือค่าระวาง เพราะอัตรา ZONE คิดต่อกิโลกรัมและการแตกกล่องแทบไม่เคยลดน้ำหนักรวม เท่ากับจ่ายภาษีเท่าเดิมบนฐานที่ใหญ่ขึ้น สิ่งที่มีบทรองรับชัดคือกรณีถอดของชิ้นเดียวออกเป็นส่วน ๆ แล้วสั่งแยกกล่อง ซึ่งมาตรา 6 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ให้เรียกเก็บอากรรวมกันในอัตราที่ถือเสมือนว่าเป็นสิ่งที่ประกอบมาสมบูรณ์แล้ว ส่วนกรณีของคนละชิ้นกันจริง ๆ เราไม่พบเอกสารเผยแพร่ที่ระบุว่ากรมศุลกากรรวมมูลค่าพัสดุหลายใบตราส่งของผู้รับรายเดียวกันเข้าด้วยกันโดยอัตโนมัติ จึงไม่ยืนยันว่ามีหรือไม่มีกฎนั้น แต่เอกสารมาตรการปี 2569 ระบุเองว่าให้เฝ้าระวังการปรับรูปแบบการนำเข้าเพื่อเลี่ยงอากร
คำถามที่สองคือ มีขั้นต่ำของตัวภาษีไหม เช่นอากร 3 บาทจะยังถูกเรียกเก็บอยู่หรือไม่ ต้องแยกให้ชัดว่าเพดาน 1,500 บาทที่หายไปเป็นเพดานของมูลค่าของ ไม่ใช่ของตัวภาษี ในกฎหมายที่เผยแพร่ เราพบบทบัญญัติเรื่องจำนวนน้อยเพียงจุดเดียว คือมาตรา 21 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 ซึ่งให้อธิบดีสั่งงดการเรียกเก็บอากรที่เสียไม่ครบถ้วนได้ ถ้าจำนวนไม่เกิน 200 บาทต่อใบขนสินค้าหนึ่งฉบับ และของนั้นพ้นอารักขาของศุลกากรไปแล้ว นั่นคือดุลพินิจสำหรับส่วนที่ขาดหลังปล่อยของ ไม่ใช่เกณฑ์ยกเว้นตอนนำเข้า เราไม่พบประกาศที่กำหนดว่าอากรจำนวนน้อยเท่าไรจะไม่ถูกเรียกเก็บตั้งแต่แรก จึงไม่ระบุตัวเลขให้ ยอดที่ใช้จริงกับพัสดุของคุณคือยอดบนใบสั่งเก็บเงินของไปรษณีย์ หรือบรรทัดอากรขาเข้าในใบเสร็จที่ผู้ขนส่งออกให้
คำถามที่สามคือ ส่งของคืนแล้วได้ภาษีคืนไหม ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดบ่อยมากในการซื้อข้ามพรมแดน กฎหมายมีสองเส้นทางคนละแบบ เส้นแรกคือกรณีเสียอากรไว้เกินจำนวนที่ต้องเสีย มาตรา 25 ให้อธิบดีคืนให้เองได้เฉพาะเหตุคำนวณอากรผิด โดยสั่งคืนได้ภายในสองปีนับแต่วันนำของเข้า หรือผู้นำของเข้ายื่นคำร้องขอคืนเองได้ภายในสามปีนับแต่วันนำของเข้า และมาตรา 27 กำหนดให้คืนพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 0.625 ต่อเดือนโดยไม่คิดทบต้น แต่ดอกเบี้ยต้องไม่เกินจำนวนเงินที่ต้องคืน เส้นที่สองคือกรณีส่งของกลับออกไปนอกราชอาณาจักร มาตรา 28 ให้ขอคืนอากรขาเข้าได้เก้าในสิบส่วน หรือส่วนที่เกินหนึ่งพันบาท แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า โดยต้องพิสูจน์ได้ว่าเป็นของรายเดียวกันกับที่นำเข้า ต้องไม่ได้ใช้ประโยชน์ในระหว่างที่อยู่ในไทย ต้องส่งกลับภายในหนึ่งปีนับแต่วันนำเข้า และต้องยื่นขอคืนภายในหกเดือนนับแต่วันส่งกลับ
ลองแทนตัวเลขจากตัวอย่างเสื้อฮู้ด อากรขาเข้าคือ 245.20 บาท เก้าในสิบส่วนคือ 220.68 บาท ส่วนที่เกินหนึ่งพันบาทคือศูนย์ กฎหมายให้เลือกจำนวนที่สูงกว่า จึงได้คืนราว 220 บาท แต่การใช้สิทธินี้ต้องมีใบขนสินค้าขาออกและการพิสูจน์ของ ซึ่งสำหรับพัสดุที่อากรหลักร้อยบาทมักไม่คุ้มค่าดำเนินการ และต้องอ่านให้ตรงอีกจุดหนึ่งว่า ทั้งมาตรา 25 และมาตรา 28 พูดถึงอากรขาเข้า ส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มอยู่คนละกฎหมาย กรอบกลางของฝั่งนั้นคือประมวลรัษฎากร มาตรา 27 ตรี ซึ่งกำหนดว่าการขอคืนภาษีอากรที่ชำระไว้เกินกว่าที่ควรต้องเสีย หรือที่ไม่มีหน้าที่ต้องเสีย ให้ผู้มีสิทธิขอคืนยื่นคำร้องภายในสามปี คำถามที่ยากกว่าคือการส่งของกลับทำให้ VAT ที่ชำระไปแล้วกลายเป็นเงินที่ชำระเกินหรือไม่ ข้อนั้นขึ้นกับข้อเท็จจริงรายกรณีและควรถามกรมสรรพากรสายด่วน 1161 ทางที่ประหยัดแรงกว่ามากคือคุยกับผู้ขายเรื่องคืนเงินเต็มจำนวนตั้งแต่ต้น
เพื่อความโปร่งใส เรารวบข้อจำกัดของรอบนี้ไว้ที่เดียว หนึ่ง อัตราค่าดำเนินการที่ผู้ขนส่งเอกชนแต่ละรายเรียกเก็บ เป็นค่าบริการเชิงพาณิชย์ที่ไม่มีอัตรากลาง ให้ถามผู้ขนส่งโดยตรงก่อนสั่งของ สอง เกณฑ์ปริมาณหรือมูลค่าที่ อย. และ กสทช. ยกเว้นให้สำหรับการนำเข้าเพื่อใช้ส่วนตัว เราไม่พบเอกสารทางการที่ระบุไว้เป็นตัวเลข ทั้งสองเรื่องนี้ให้ติดต่อหน่วยงานหรือผู้ให้บริการที่เกี่ยวข้องโดยตรง ส่วนอีกสามคำถามที่เคยค้างอยู่ เราตรวจสอบจากตัวบทและเอกสารต้นทางแล้วในรอบนี้ คือวันที่ใช้ตีอัตราแลกเปลี่ยน (มาตรา 14 ประกอบมาตรา 50 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560) วิธีคิดอัตราสรรพสามิตเข้าไปในสูตร (สูตรและอัตราตัวอย่างของกรมสรรพสามิต) และเงื่อนไขการขอคืนอากรกับกรอบเวลาขอคืนภาษีตามมาตรา 27 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร ทั้งสามเรื่องเขียนไว้ในหัวข้อของมันแล้ว
สรุป ทำอะไรต่อ ตามลำดับ
ถ้าจะจำอะไรจากบทความนี้ได้อย่างเดียว ให้จำว่าฐาน VAT คือ CIF บวกอากรขาเข้า ไม่ใช่ราคาสินค้า เพราะความเข้าใจผิดข้อนี้ข้อเดียว ทำให้คนประเมินยอดต่ำกว่าความจริงได้เป็นหลักร้อยถึงหลักพันบาทต่อคำสั่งซื้อ และเมื่อเพดานยกเว้นถูกลดลงเหลือ 1 บาท ความผิดพลาดนั้นก็เกิดกับพัสดุทุกชิ้น ไม่ใช่แค่ชิ้นแพง
- 1ก่อนกดสั่ง เปิดสรุปคำสั่งซื้อแล้วหาว่ามีบรรทัดภาษีนำเข้าหรือยัง ถ้ามีและระบุว่ารวมแล้ว ยอดที่เห็นคือยอดที่จ่าย ถ้าไม่มี ให้ถือว่าจะมีบิลตามมาปลายทาง
- 2ประเมิน CIF ให้ครบ เริ่มจากแปลงราคาสินค้าเป็นบาทด้วยอัตราสำหรับการนำเข้าที่กรมศุลกากรประกาศ แล้วบวกค่าขนส่ง (น้ำหนักเป็นกิโลกรัม คูณอัตรา ZONE ของประเทศต้นทาง ถ้าไม่มีหลักฐานค่าระวางจริง) บวกค่าประกันภัย 1% ของราคาสินค้าก่อนค่าส่ง อย่าปล่อยค่าส่งเป็นศูนย์เพราะร้านเขียนว่าส่งฟรี
- 3หาอัตราอากรของพิกัดตัวเองจากตารางรายพิกัดในบทความนี้ก่อน ถ้าไม่มี ให้ค้นที่ tariffeservice.customs.go.th หรือโทรถาม 1164 และถ้าหาไม่ได้จริง ๆ ให้ใช้ช่วงอัตรารายหมวดโดยเผื่อไว้ที่ปลายสูง
- 4คำนวณสี่ขั้น CIF คูณอัตราอากรได้อากรขาเข้า แล้ว CIF บวกอากรขาเข้า คูณ 7% ได้ VAT รวมทั้งสามก้อนคือยอดจริงก่อนค่าดำเนินการของผู้ขนส่ง ถ้าสินค้าติดสรรพสามิตให้บวกสรรพสามิตพร้อมภาษีเก็บเพิ่มเพื่อกระทรวงมหาดไทยเข้าฐานก่อนคิด VAT
- 5เทียบกับราคาขายในไทยด้วยตารางจุดตัด ถ้าส่วนลดของนอกยังไม่ถึงเส้นของหมวดนั้น ในเชิงตัวเงินยังไม่คุ้ม เส้นนี้เป็นเกณฑ์ตัวเลข ไม่ใช่คำตัดสินแทนคุณ
- 6ตรวจว่าสินค้าเป็นของต้องห้ามหรือของต้องกำกัดหรือไม่ ถ้าเป็นของต้องห้ามอย่างบุหรี่ไฟฟ้า คำตอบคือไม่มีทางจ่ายภาษีให้ผ่าน ถ้าเป็นของต้องกำกัด ให้จบเรื่องใบอนุญาตให้ชัดก่อนจ่ายเงิน ไม่ใช่หลังของถูกกัก
- 7เก็บหลักฐานราคาทุกชิ้นไว้ตั้งแต่วันสั่ง และถ้าได้รับแบบแจ้งการประเมินที่ไม่เห็นด้วย ให้เริ่มนับ 30 วันจากวันที่ได้รับ แล้วโทร 1164 ถามช่องทางยื่นอุทธรณ์ทันทีในวันนั้น
สุดท้าย ข้อเตือนเรื่องแหล่งข้อมูล ในระหว่างเตรียมบทความนี้ เราพบว่าเว็บไซต์จำนวนมากที่ขึ้นหน้าแรกของการค้นหา และบางแห่งระบุว่าอัปเดตปี 2569 แล้ว ยังเขียนกติกาเก่าอยู่ว่าของราคาต่ำได้รับยกเว้นอากรขาเข้า ถ้าคุณอ่านเจอประโยคนั้นที่ไหน ให้ถือว่าหน้านั้นยังไม่อัปเดต และอย่าใช้ตัวเลขจากหน้านั้นคำนวณ ให้กลับไปที่เอกสารของกรมศุลกากร กรมสรรพากร และกรมสรรพสามิตที่เราลิงก์ไว้ท้ายบทความแทน
บทความนี้มีลิงก์พันธมิตรกับร้านในไทย ตารางจุดตัดคำนวณแบบไม่รวมสิทธิ FTA ซึ่งเป็นสมมติฐานที่เข้าข้างการซื้อในประเทศ โปรดคำนวณด้วยอัตราจริงของพิกัดคุณเอง ราคาและเงื่อนไขบนหน้าผู้ให้บริการคือของจริง ณ เวลาที่คุณกด KUMKRONG ไม่ใช่ผู้ขาย
Power Buyเครื่องใช้ไฟฟ้าและไอที ราคาในไทยรวมภาษีแล้ว มีศูนย์บริการและการรับประกันในประเทศดูข้อเสนอ
Adviceคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์เสริม และของไอทีชิ้นเล็ก หมวดที่ตารางจุดตัดชี้ว่าเส้นแบ่งอยู่ใกล้ที่สุดดูข้อเสนอuStoreสินค้ากลุ่ม Apple พร้อมประกันศูนย์ไทย ใช้เทียบกับราคาสั่งนอกบวกภาษีได้ตรง ๆดูข้อเสนอ
CompAsiaมือถือและแท็บเล็ตสภาพดีมือสอง อีกทางเลือกเมื่อของใหม่จากนอกไม่ผ่านเส้นจุดตัดดูข้อเสนอKUMKRONG อาจได้รับค่าตอบแทนจากการแนะนำ (affiliate) เมื่อคุณคลิก/ซื้อผ่านลิงก์เหล่านี้ โดยไม่กระทบราคาที่คุณจ่าย · เราเป็นสื่อให้ความรู้ ไม่ใช่ผู้ขาย
KUMKRONG เป็นสื่อเปรียบเทียบ ไม่ใช่นายหน้าและไม่ใช่ที่ปรึกษาภาษี เนื้อหานี้เป็นข้อมูลทั่วไปที่อ้างอิงเอกสารของกรมศุลกากร กรมสรรพากร กรมสรรพสามิต กรมประชาสัมพันธ์ WTO และฐานข้อมูล TRAINS ตามที่ลิงก์ไว้ ไม่ใช่คำแนะนำเฉพาะราย ตัวเลขที่คำนวณเองในบทความนี้เป็นประมาณการ ไม่ผูกพัน และอัตราอากรรายพิกัดต้องตรวจสอบกับ Tariff e-Service ของกรมศุลกากรหรือสายด่วน 1164 ก่อนใช้ตัดสินใจจริง ข้อมูลทั้งหมด ณ วันที่ 17 สิงหาคม 2569






