คนไทยจำนวนมากยังคำนวณราคาของนำเข้าด้วยสมการเก่าในหัว คือ ราคาสินค้า บวกค่าส่ง แล้วถ้าไม่เกิน 1,500 บาทก็ถือว่าจบ ไม่โดนอากร สมการนั้นใช้ไม่ได้แล้วตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 กรมศุลกากรปรับมูลค่าขั้นต่ำที่ได้รับยกเว้นอากร หรือที่เรียกว่า De Minimis จากเดิมไม่เกิน 1,500 บาท ลงมาเหลือไม่เกิน 1 บาท ผลในทางปฏิบัติคือของที่นำเข้าต้องชำระอากรขาเข้าตั้งแต่บาทแรก ไม่มีเพดานให้หลบอีกต่อไป

เรื่องนี้ไม่ได้กระทบแค่คนที่สั่งของแพง มันกระทบคนที่สั่งของถูกมากที่สุด เพราะพฤติกรรมการช้อปข้ามพรมแดนของคนไทยเกาะอยู่กับเพดานเดิมมาหลายปี สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ประเมินว่ามูลค่าการนำเข้าสินค้ามูลค่าต่ำของไทยอยู่ที่ราว 37,500 ล้านบาทในปี 2568 และกว่า 80% มาจากจีน เพิ่มขึ้นจากราว 20% ในปี 2559 ในบางหมวดการพึ่งพาช่องทางมูลค่าต่ำสูงมาก เช่น เสื้อผ้าสตรีที่ 45% ของมูลค่านำเข้าในหมวดนั้นเข้ามาทางช่องทาง de minimis และกลุ่มวิกผมกับเครื่องประดับผมที่ 35% ตะกร้าสินค้าที่คนไทยสั่งบ่อยที่สุด จึงเป็นตะกร้าเดียวกับที่ต้นทุนขยับมากที่สุด

ปัญหาที่ตามมาหนักกว่าการต้องจ่ายเพิ่ม คือคนคำนวณผิดกันเป็นวงกว้าง จุดที่ผิดบ่อยที่สุดมีสองจุด จุดแรกคือคิดว่าฐานภาษีคือราคาสินค้า ทั้งที่กฎหมายใช้ราคา CIF ซึ่งรวมค่าขนส่งและค่าประกันภัยเข้าไปด้วย จุดที่สองคือคิด VAT 7% จากราคาสินค้าเปล่า ๆ ทั้งที่ประมวลรัษฎากรกำหนดให้ฐาน VAT ของการนำเข้าคือ CIF บวกอากรขาเข้า พูดง่าย ๆ คือ VAT ถูกคิดทับอากรอีกชั้นหนึ่ง บทความนี้จะให้สูตรก่อน แล้วค่อยให้ตาราง เพราะถ้าสูตรผิด ตารางสวยแค่ไหนก็พาคุณไปผิดทาง

มีข้อเท็จจริงหนึ่งที่ควรรู้ตั้งแต่บรรทัดนี้ ก่อนจะถูกพาเดินสูตรสี่ขั้น กรมประชาสัมพันธ์ระบุว่าปัจจุบันกว่าร้อยละ 97 ของสินค้านำเข้า ภาษีถูกคำนวณและรวมอยู่ในราคาสินค้าบนแพลตฟอร์มเรียบร้อยแล้ว แพลตฟอร์มที่ถูกอ้างถึงในกลุ่มนี้ได้แก่ Lazada, Shopee, TikTok, SHEIN และ TEMU ผู้ซื้อส่วนใหญ่จึงจ่ายครั้งเดียวตอนเช็กเอาต์ และจะไม่มีใบสั่งเก็บเงินตามมาที่บ้าน ถ้าคุณอยู่ในกลุ่มนี้ สูตรข้างล่างยังมีประโยชน์อยู่สามอย่าง คือใช้ตรวจว่ายอดที่แพลตฟอร์มบวกมาสมเหตุสมผลไหม ใช้เทียบว่าของนอกยังคุ้มกว่าราคาไทยหรือไม่ และใช้คำนวณเองเมื่อสั่งจากร้านนอกแพลตฟอร์ม ส่วนใครที่อยู่ในเศษที่เหลือซึ่งถูกเก็บปลายทาง หัวข้อ ใครเก็บเงินคุณ ทำให้ยอดจริงต่างกัน อธิบายไว้ว่าบิลจะมาถึงคุณทางไหน

กรมศุลกากรระบุในเอกสารมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ว่าเป็นการยกเลิกการได้รับยกเว้นภาษีอากรสำหรับของนำเข้าที่มีมูลค่าไม่เกิน 1,500 บาท โดยจัดเก็บอากรขาเข้าตั้งแต่บาทแรก ด้วยวิธีปรับลดเพดาน De Minimis จากไม่เกิน 1,500 บาท เหลือไม่เกิน 1 บาท ในทางเทคนิคสิทธิยกเว้นตามภาค 4 ประเภท 12 ยังคงอยู่ เพียงแต่ถูกปรับฐานราคาจนแทบไม่มีของชิ้นใดเข้าเกณฑ์ได้อีก ส่วนกลไกทางกฎหมาย เอกสารฉบับนั้นเขียนไว้ในหัวข้อแนวทางดำเนินการว่าจะแก้ไขประกาศกรมศุลกากร ที่ 191/2561 ซึ่งเชิงอรรถของเอกสารระบุว่าคือประกาศเรื่องหลักเกณฑ์ของนำเข้าที่ได้รับยกเว้นอากรตามประเภท 12 ของภาค 4 ลงวันที่ 31 กรกฎาคม 2561 ข้อที่ต้องอ่านให้ตรงคือ นั่นเป็นแนวทางที่กรมฯ วางไว้ในเอกสารมาตรการ และรอบก่อนหน้ากรมฯ ไม่ได้ทำด้วยการแก้ไขประกาศฉบับนั้นโดยตรง ตอนเฟสปี 2567 กรมฯ ออกประกาศกรมศุลกากร ที่ 116/2567 กำหนดให้ของที่นำเข้าซึ่งแต่ละรายมีราคาไม่เกินหนึ่งบาทได้รับยกเว้นอากร พร้อมข้อความว่ามิให้นำประกาศที่ 191/2561 มาใช้บังคับกับของที่นำเข้าในระหว่างที่ประกาศฉบับใหม่ใช้บังคับ คือระงับการใช้เป็นช่วงเวลาแทนการยกเลิกทิ้ง ฉบับนั้นกำหนดอายุตัวเองไว้ถึง 31 ธันวาคม 2567 เราจึงเขียนกลไกไว้เท่าที่ตรวจสอบได้จริง คือสิ่งที่เปลี่ยนคือฐานราคาของสิทธิยกเว้นตามภาค 4 ประเภท 12 ส่วนเลขที่ประกาศฉบับที่บังคับใช้อยู่กับพัสดุของคุณ ให้ดูจากเลขที่อ้างในใบขนสินค้า หรือสอบถามสายด่วนกรมศุลกากร 1164 วันเริ่มมีผลคือ 1 มกราคม 2569 ตามที่กรมประชาสัมพันธ์เผยแพร่

สูตรเดียวที่ต้องจำ และลำดับที่ห้ามสลับ

การคำนวณภาษีของนำเข้าเดินเป็นขั้นบันได ลำดับจึงสำคัญมาก เพราะตัวเลขของขั้นก่อนหน้ากลายเป็นฐานของขั้นถัดไป การหยิบอัตราทุกตัวมาบวกรวมกันทีเดียวให้ผลต่ำกว่าความจริงเสมอ เช่นเดียวกับการสลับลำดับหรือข้ามขั้น และนั่นคือเหตุผลที่หลายคนตกใจตอนพัสดุมาถึงหน้าบ้าน

  1. 1ขั้นที่ 1 หาฐานแรกให้ได้ก่อน คือราคา CIF ซึ่งเท่ากับ ราคาสินค้า (Cost) บวก ค่าประกันภัย (Insurance) บวก ค่าขนส่ง (Freight) นี่คือนิยามที่กรมศุลกากรใช้ และถ้าราคาสินค้าเป็นเงินสกุลต่างประเทศ ต้องแปลงเป็นเงินบาทด้วยอัตราแลกเปลี่ยนที่กรมศุลกากรประกาศ ซึ่งเป็นคนละชุดกับอัตราที่บัตรของคุณใช้
  2. 2ขั้นที่ 2 คูณ CIF ด้วยอัตราอากรขาเข้าตามพิกัดศุลกากรของสินค้าชิ้นนั้น ได้ออกมาเป็นค่าอากรขาเข้า อัตราแต่ละพิกัดไม่เท่ากันเลย ตั้งแต่ 0% ไปจนถึง 30% หรือมากกว่า
  3. 3ขั้นที่ 3 สร้างฐาน VAT ใหม่ ซึ่งเท่ากับ CIF บวกอากรขาเข้า และถ้าสินค้านั้นต้องเสียภาษีสรรพสามิต ให้บวกภาษีสรรพสามิตพร้อมภาษีเก็บเพิ่มเพื่อกระทรวงมหาดไทยอีก 10% ของค่าสรรพสามิตนั้นเข้าไปในฐานด้วย ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 79/2
  4. 4ขั้นที่ 4 คูณฐาน VAT ด้วย 7% ได้ออกมาเป็นภาษีมูลค่าเพิ่ม

ยอดที่ต้องจ่ายจริงคือผลรวมของทุกก้อน คือ CIF บวกอากรขาเข้า บวกภาษีสรรพสามิตและภาษีเก็บเพิ่มเพื่อกระทรวงมหาดไทยถ้ามี บวก VAT แล้วบวกค่าธรรมเนียมหรือค่าดำเนินการที่ผู้ขนส่งเรียกเก็บถ้ามี บรรทัดนี้คือการรวมยอดของสี่ขั้นข้างบน ไม่มีขั้นที่ห้า

ตัวบทที่รองรับขั้นที่ 3 อยู่ในประมวลรัษฎากร มาตรา 79/2 ซึ่งกำหนดว่าฐานภาษีสำหรับการนำเข้าสินค้าทุกประเภท ได้แก่ มูลค่าของสินค้านำเข้าโดยให้ใช้ราคา ซี.ไอ.เอฟ. ของสินค้า บวกด้วยอากรขาเข้า ภาษีสรรพสามิตตามที่กำหนดในมาตรา 77/1 (19) ค่าธรรมเนียมพิเศษตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน และภาษีและค่าธรรมเนียมอื่นตามที่จะได้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา ลำดับนี้จึงไม่ใช่การตีความของใคร แต่มาจากถ้อยคำในกฎหมายเอง

มีรายละเอียดหนึ่งที่คนทำธุรกิจควรรู้ไว้ด้วย มาตรา 79/2 ยังกำหนดว่า ถ้าผู้นำเข้าได้รับยกเว้นหรือลดหย่อนอากรขาเข้า เช่นตามสิทธิ BOI หรือกฎหมายอื่น ให้นำอากรที่ได้รับยกเว้นหรือลดหย่อนนั้นกลับมารวมเป็นมูลค่าของฐานภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย การได้ลดอากรจึงไม่ได้ทำให้ฐานภาษีมูลค่าเพิ่มลดลงตามไปด้วยโดยอัตโนมัติ

VAT 7% ไม่ได้คิดจากราคาสินค้า และไม่ได้คิดจาก CIF เฉย ๆ แต่คิดจาก CIF บวกอากรขาเข้า ยิ่งสินค้าอยู่ในพิกัดที่อากรสูง ส่วนต่างระหว่างการคำนวณแบบผิดกับแบบถูกยิ่งบานปลาย ในตัวอย่างจริงของกรมศุลกากรที่เราจะแสดงต่อไปนี้ ส่วนต่างของ VAT อย่างเดียวอยู่ที่หลักสิบถึงหลักร้อยบาทต่อรายการ แถวเสื้อผ้าที่อากร 30% ต่างกันถึงประมาณ 229 บาท

หลักฐานจากตารางของกรมศุลกากรเอง ว่า VAT คิดทับอากรจริง

แทนที่จะให้เชื่อคำอธิบาย เราไปหยิบเอกสารเผยแพร่ของด่านศุลกากรนครศรีธรรมราชที่แสดงข้อมูลการนำเข้าสินค้า 10 อันดับ โดยมีคอลัมน์อัตราอากร มูลค่านำเข้า ค่าอากรขาเข้า และภาษีมูลค่าเพิ่ม เรียงกันอยู่ในตารางเดียว เมื่อคำนวณย้อนกลับ จะเห็นชัดว่า VAT ในเอกสารตรงกับสูตร (มูลค่านำเข้า + อากรขาเข้า) × 7% ไม่ใช่ มูลค่านำเข้า × 7%

คำนวณย้อนกลับจากตัวเลขจริงของกรมศุลกากร: VAT คิดทับอากร
พิกัด / สินค้าอัตราอากรมูลค่านำเข้า (บาท)อากรขาเข้าในเอกสาร (บาท)VAT ในเอกสาร (บาท)ถ้าคิด VAT จากมูลค่าสินค้าเปล่า ๆ (บาท)คำนวณต่ำไปเท่าไร
6206 เสื้อผ้าผู้หญิง30%10,895.583,268.00992.00763 (10,895.58 × 7%)ประมาณ 229 บาท
4202 กระเป๋าใส่ของ20%6,015.001,203.00505.00421 (6,015 × 7%)ประมาณ 84 บาท
ตัวเลขคอลัมน์ที่ 2-5 คัดมาจากเอกสารด่านศุลกากรนครศรีธรรมราช (กรมศุลกากร) ข้อมูลเดือนมิถุนายน 2564 คอลัมน์ที่ 6-7 คือการคำนวณของ KUMKRONG เพื่อแสดงส่วนต่าง

ตรวจสอบ: 6206 → (10,895.58 + 3,268) × 7% = 991.45 เอกสารระบุ 992 · 4202 → (6,015 + 1,203) × 7% = 505.26 เอกสารระบุ 505 ส่วนต่างเป็นการปัดเศษ อัตราอากรสองบรรทัดนี้เป็นข้อมูลปี 2564 แต่ยังตรงกับอัตรา MFN ล่าสุดที่เผยแพร่ในฐาน TRAINS (6206 = 30%, 4202 = 20%) ซึ่งเราแสดงไว้ในตารางรายพิกัดถัดไป

สองแถวนี้ทำหน้าที่เดียวคือปิดข้อถกเถียงเรื่องลำดับการคำนวณ สูตรลัดที่เขียนว่า ภาษีรวม เท่ากับ ราคาสินค้า คูณด้วย อากรบวก 7% ให้ผลต่ำกว่าความจริงเสมอ เพราะมันลืมสองอย่างพร้อมกัน คือค่าขนส่งกับค่าประกันภัยที่อยู่ในฐาน และการที่ VAT ถูกคิดทับอากรอีกชั้น

ราคาสินค้าถูกแปลงเป็นเงินบาทด้วยอัตราของกรมศุลกากร และวันที่ใช้คือวันที่ของมาถึงไทย

พัสดุจากต่างประเทศเกือบทั้งหมดออกใบกำกับสินค้าเป็นดอลลาร์ หยวน ยูโร หรือเยน ก่อนจะเข้าสูตรได้ ราคานั้นต้องถูกแปลงเป็นเงินบาทเสียก่อน ตัวแปลงที่ใช้คืออัตราที่กรมศุลกากรประกาศเอง ส่วนอัตราที่แอปธนาคารหรือบัตรเครดิตของคุณใช้เป็นคนละชุดกันและไม่เกี่ยวกับการประเมินอากร กรมศุลกากรเผยแพร่ตารางอัตราแลกเปลี่ยนไว้บนเว็บไซต์ ค้นได้เป็นรายวัน และแยกออกเป็นสองคอลัมน์ที่ไม่เท่ากัน คืออัตราสำหรับการส่งออกกับอัตราสำหรับการนำเข้า ของขาเข้าใช้คอลัมน์หลัง ซึ่งสูงกว่าคอลัมน์แรกทุกสกุลเงินในตาราง

อัตราแลกเปลี่ยนที่กรมศุลกากรประกาศ ของวันที่ 17 สิงหาคม 2569
สกุลเงินอัตราสำหรับการส่งออก (บาท)อัตราสำหรับการนำเข้า (บาท)อัตรานำเข้าสูงกว่าอัตราส่งออก
ดอลลาร์สหรัฐ (USD)33.440533.84981.2%
เรนมินบิ (CNY)4.90045.02462.5%
ยูโร (EUR)38.061138.81532.0%
เยน (JPY ต่อ 100 เยน)20.329721.03353.5%
ปอนด์สเตอร์ลิง (GBP)44.717745.62912.0%
ที่มา หน้าอัตราแลกเปลี่ยนของกรมศุลกากร อัตราของวันที่ 17 สิงหาคม 2569 คอลัมน์สุดท้ายเป็นการคำนวณของ KUMKRONG จากสองคอลัมน์ก่อนหน้า

ที่มาของตัวเลข หน้าอัตราแลกเปลี่ยนของกรมศุลกากร ให้เลือกดูรายวันได้ คอลัมน์สำหรับการนำเข้าคือคอลัมน์ที่ใช้กับพัสดุขาเข้า ส่วนคำถามว่าใช้อัตราของวันไหน มีคำตอบอยู่ในตัวบทและเราเดินให้ดูในย่อหน้าถัดไป เมื่อได้ใบขนสินค้าหรือใบเสร็จจากผู้ขนส่งแล้ว ให้เทียบบรรทัดอัตราแลกเปลี่ยนในเอกสารนั้นกับตารางของวันที่ของถึงไทย ก่อนจะสรุปว่าถูกคิดผิด

คำถามที่ตามมาทันทีคือ ตารางมีทุกวัน แล้ววันไหนคือวันของพัสดุคุณ คำตอบอยู่ในตัวบท พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 14 เขียนว่าการคำนวณอากรสำหรับของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักร ให้คำนวณตามสภาพแห่งของ ราคาศุลกากร และพิกัดอัตราศุลกากร ที่เป็นอยู่ในเวลาที่นำของเข้าสำเร็จ และคำว่านำของเข้าสำเร็จมีนิยามของตัวเองอยู่ในมาตรา 50 คือทางอากาศ ถือว่าสำเร็จเมื่ออากาศยานที่นำของเข้ามานั้นได้ถึงสนามบินที่เป็นด่านศุลกากร ทางบก เมื่อยานพาหนะเข้ามาถึงเขตด่านพรมแดน ทางไปรษณีย์ เมื่อได้เปิดถุงไปรษณีย์ และทางทะเล เมื่อเรือเข้ามาในเขตท่าที่จะขนถ่ายของ ราคาศุลกากรของพัสดุที่ออกใบกำกับเป็นเงินสกุลต่างประเทศจะเป็นเงินบาทได้ก็ต่อเมื่อแปลงค่าแล้ว อัตราที่ใช้จึงเป็นอัตราที่ใช้อยู่ ณ เวลานั้น คือวันที่ของเดินทางมาถึงไทย ไม่ใช่วันที่คุณกดสั่ง วันที่บัตรตัดยอด หรือวันที่พัสดุมาส่งถึงหน้าบ้าน สามวันหลังนี้ห่างจากวันที่ของถึงไทยได้เป็นสัปดาห์ และในช่วงที่ค่าเงินวิ่งแรง ความห่างนั้นเห็นเป็นตัวเงินได้ ข้อจำกัดที่ยังเหลือมีข้อเดียว หน้าประกาศอัตราแลกเปลี่ยนไม่ได้อธิบายรอบการปรับอัตราภายในวัน ถ้าใบขนสินค้าของคุณใช้อัตราต่างจากตารางของวันนั้น ให้ขอคำอธิบายจากผู้ขนส่งหรือถามสายด่วน 1164

ส่วนต่างดูเล็กแต่ไม่เป็นศูนย์ ของราคา 138 หยวน ถ้าแปลงด้วยอัตราส่งออก 4.9004 จะได้ 676.26 บาท แต่เมื่อแปลงด้วยอัตรานำเข้า 5.0246 จะได้ 693.39 บาท ต่างกัน 17 บาทตั้งแต่บรรทัดแรก และบรรทัดแรกคือฐานที่ทุกขั้นถัดไปยืนอยู่บน ส่วนต่างตรงนี้จึงไม่ได้จบลงที่ 17 บาท อีกเรื่องที่คนละเรื่องกันแต่มักถูกนับรวมคือค่าธรรมเนียมแปลงสกุลเงินของบัตร ตัวนั้นเป็นค่าบริการของผู้ออกบัตร อยู่นอกฐานภาษีของศุลกากร และไม่ทำให้ภาษีเพิ่มหรือลด

ค่าส่งฟรีไม่ได้แปลว่าฐานคำนวณเป็นศูนย์

หลายแพลตฟอร์มโฆษณาส่งฟรี และผู้ซื้อจำนวนมากเข้าใจว่าเมื่อไม่มีค่าส่งบนใบเสร็จ ตัว F ในสูตร CIF ก็เป็นศูนย์ ความจริงคือกรมศุลกากรไม่ได้ปล่อยช่องนั้นว่าง เอกสารของสำนักงานศุลกากรตรวจสินค้าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิวางลำดับไว้ชัดว่า ค่าขนส่งที่ใช้กำหนดราคาศุลกากรให้ใช้ตัวเลขที่ปรากฏในบัญชีราคาสินค้าหรือเอกสารหลักฐานการจ่ายค่าขนส่งก่อน ตามประกาศกรมศุลกากรที่ 16/2561 และถ้าไม่มีหลักฐานนั้น จึงใช้อัตราเฉลี่ยค่าระวางบรรทุกตามพื้นที่ (ZONE) ตามประกาศกรมศุลกากรที่ 7/2561 แทน ส่วนค่าประกันภัย หน้าคำถามที่พบบ่อยของกรมศุลกากรระบุว่า กรณีไม่มีเอกสารหลักฐานแสดงค่าประกันภัย ให้บวกค่าประกันภัย 1% ของราคา FOB

คำว่าราคา FOB ตรงนี้ต้องอ่านให้ตรง มันคือราคาของ ณ จุดที่ผู้ขายส่งมอบขึ้นพาหนะที่ต้นทาง ยังไม่รวมค่าระวางระหว่างประเทศ สำหรับพัสดุขายปลีกทั่วไปที่ราคาบนหน้าเว็บยังไม่รวมค่าส่งข้ามประเทศ ราคานั้นใกล้เคียงกับ FOB มากพอจะใช้แทนกันในการประมาณการได้ แต่ถ้าร้านรวมค่าส่งไว้ในราคาแล้ว ราคาที่เห็นจะใกล้ CIF มากกว่า FOB และการเอาไปบวกค่าระวางซ้ำอีกรอบจะทำให้ประเมินสูงเกินจริง ตลอดบทความนี้เมื่อเราเขียนว่า 1% ของราคาสินค้า เราหมายถึงราคาสินค้าที่ยังไม่รวมค่าส่งระหว่างประเทศ ซึ่งก็คือ FOB ในความหมายข้างต้น

ตัวเลขค่าระวางตาม ZONE ที่ต้องอ่านให้ถูกคือ มันเป็นอัตราต่อกิโลกรัม ไม่ใช่ต่อกล่อง เอกสารของสำนักงานศุลกากรตรวจสินค้าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิแบ่งไว้ 17 ZONE เช่น อินเดีย ZONE 1 ที่ 70 บาทต่อกิโลกรัม ฮ่องกง ZONE 2 ที่ 130 บาทต่อกิโลกรัม ไต้หวัน ZONE 3 ที่ 200 บาทต่อกิโลกรัม จีน ZONE 4 ที่ 260 บาทต่อกิโลกรัม อิตาลี ZONE 5 ที่ 330 บาทต่อกิโลกรัม สหราชอาณาจักร ZONE 9 ที่ 590 บาทต่อกิโลกรัม และสหรัฐอเมริกา ZONE 11 ที่ 720 บาทต่อกิโลกรัม ผลคือพัสดุจากจีนน้ำหนัก 1 กิโลกรัมจะถูกบวกค่าขนส่งราว 260 บาท ถ้าเป็น 3 กิโลกรัมก็ราว 780 บาท และของชิ้นเดียวกันจากสหรัฐอเมริกาจะถูกบวกมากกว่านั้นเกือบสามเท่า ใครใช้ตัวเลขกลม ๆ ก้อนเดียวโดยไม่ดูน้ำหนักและโซนต้นทาง จะประเมินต่ำทันที

ผลคือของที่คุณคิดว่าฐานภาษีเท่ากับราคาสินค้า จะมีฐานที่สูงกว่านั้นเสมอ และเพราะฐานนี้ถูกคูณด้วยอัตราอากรก่อน แล้วผลลัพธ์ถูกนำไปคูณ 7% อีกที ส่วนที่บวกเพิ่มเข้ามาจึงถูกขยายสองรอบ ไม่ใช่รอบเดียว ผลข้างเคียงที่คนไม่ทันคิดคือ ประเทศต้นทางกลายเป็นตัวแปรของยอดภาษี ทั้งที่ของเหมือนกันเป๊ะ กราฟข้างล่างเดินสูตรเดียวกันกับของชิ้นเดียวกัน คือเสื้อผ้าราคา 693 บาท น้ำหนัก 0.45 กิโลกรัม พิกัดอากร 30% ที่ร้านไม่ออกหลักฐานค่าระวางให้ เปลี่ยนเฉพาะโซนต้นทางอย่างเดียว

ของชิ้นเดียวกันราคา 693 บาท เปลี่ยนแค่ประเทศต้นทาง ยอดจ่ายจริงต่างกันเท่าไร (กรณีไม่มีหลักฐานค่าระวาง) (บาท)
อินเดีย ZONE 1 (70 บาท/กก.)
1,018
ฮ่องกง ZONE 2 (130)
1,056
ไต้หวัน ZONE 3 (200)
1,099
จีน ZONE 4 (260)
1,137
อิตาลี ZONE 5 (330)
1,181
สหราชอาณาจักร ZONE 9 (590)
1,343
สหรัฐอเมริกา ZONE 11 (720)
1,425

แท่งสุดท้ายสูงกว่าแท่งแรก 40% หรือคิดเป็นเงิน 407 บาท ทั้งที่สินค้า ราคา และอัตราอากรเหมือนกันทุกอย่าง นี่คือเหตุผลว่าทำไมของเบาและถูกจากอเมริกาหรือยุโรปมักไม่คุ้ม ขณะที่ของแบบเดียวกันจากฮ่องกงหรือจีนยังพอสู้ได้ และเป็นเหตุผลว่าทำไมการมีหลักฐานค่าระวางจริงติดมากับพัสดุจึงมีค่า เพราะถ้าค่าส่งจริงต่ำกว่าอัตรา ZONE ลำดับตามประกาศกรมศุลกากรให้ใช้ตัวเลขจริงก่อน

ถ้าร้านไม่แยกค่าส่งให้ ให้ประมาณการแบบระมัดระวังโดยคูณน้ำหนักพัสดุเป็นกิโลกรัมด้วยอัตรา ZONE ของประเทศต้นทาง แล้วบวกค่าประกันภัยอีก 1% ของราคาสินค้าก่อนค่าส่ง ซึ่งเป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงราคา FOB ตามที่กรมศุลกากรระบุ จากนั้นค่อยเดินตามสูตรสี่ขั้น ตัวเลขที่ได้จะใกล้ความจริงกว่าการสมมติว่าค่าส่งเป็นศูนย์มาก

เดินทีละบรรทัดกับพัสดุที่เมื่อก่อนไม่เสียอากร

ตัวอย่างที่มีความหมายที่สุดหลังวันที่ 1 มกราคม 2569 ไม่ใช่ของราคาหลักหมื่น แต่คือของที่เมื่อก่อนอยู่ใต้เพดาน 1,500 บาทและผ่านมาได้ฟรี สมมติเสื้อฮู้ดผ้าฝ้ายตัวหนึ่งบนแพลตฟอร์มจีน ติดราคา 138 หยวน น้ำหนักพัสดุ 0.45 กิโลกรัม ร้านโฆษณาส่งฟรีและไม่ออกหลักฐานค่าระวางมาให้ พิกัดของสินค้าคือ 6110.20 เสื้อกันหนาวและเสื้อฮู้ดผ้าฝ้ายแบบถัก ซึ่งเป็นบรรทัดอากร 30% ทุกตัวเลขข้างล่างนี้เดินตามสูตรสี่ขั้นและสมมติฐานที่แสดงไว้ในตาราง

ตัวอย่างคำนวณเต็มบรรทัด: เสื้อฮู้ด 138 หยวน จากจีน น้ำหนัก 0.45 กิโลกรัม
บรรทัดที่มาของตัวเลขจำนวน (บาท)
C ราคาสินค้า138 หยวน คูณอัตรานำเข้า CNY 5.0246 ที่กรมศุลกากรประกาศไว้สำหรับวันที่ 17 สิงหาคม 2569693.39
I ค่าประกันภัยไม่มีเอกสารแสดงค่าประกันภัย จึงบวก 1% ของราคา FOB ตามที่กรมศุลกากรระบุ6.93
F ค่าขนส่งไม่มีหลักฐานค่าระวาง จึงใช้อัตรา ZONE 4 (จีน) 260 บาทต่อกิโลกรัม คูณ 0.45 กิโลกรัม117.00
ฐานแรก CIF693.39 บวก 6.93 บวก 117.00817.32
อากรขาเข้า (ขั้นที่ 2)817.32 คูณ 30% ตามพิกัด 6110.20245.20
ฐาน VAT (ขั้นที่ 3)817.32 บวก 245.20 สินค้านี้ไม่เข้าบัญชีสรรพสามิต จึงไม่มีก้อนที่สาม1,062.52
VAT (ขั้นที่ 4)1,062.52 คูณ 7%74.38
ภาษีรวมที่ต้องจ่าย245.20 บวก 74.38319.58
ยอดรวมของชิ้นนี้817.32 บวก 319.581,136.90
ประมาณการ · ไม่ผูกพัน · การคำนวณของ KUMKRONG จากสมมติฐานในคอลัมน์กลาง ไม่รวมค่าดำเนินการที่ผู้ขนส่งเรียกเก็บ และไม่ใช่ยอดที่กรมศุลกากรจะเรียกเก็บกับพัสดุของคุณจริง

อ่านสองบรรทัดนี้ให้ครบ หนึ่ง ของที่ติดราคา 693 บาท จบที่ราว 1,137 บาท คือสูงกว่าราคาป้าย 64% ทั้งที่อัตราอากรคือ 30% และ VAT คือ 7% ส่วนที่เกินมาคือค่าระวางกับค่าประกันภัยที่เข้าไปอยู่ในฐานตั้งแต่ต้น สอง ถ้าใช้สูตรลัดที่ผิดคือ 693.39 คูณ 37% จะได้ภาษี 256.55 บาท ต่ำกว่าความจริง 63.03 บาท หรือคิดเป็น 19.7% ของภาษีที่ต้องจ่ายจริง

สิ่งที่ตัวอย่างนี้เปลี่ยนไปจากก่อนปี 2569 ลึกกว่าตัวเลข มันเปลี่ยนชนิดของคำถาม เดิมของราคาไม่เกิน 1,500 บาทถูกถามแค่ว่าเกินเพดานหรือยัง ตอนนี้ทุกกล่องต้องเดินสูตรเดียวกันหมด และของยิ่งถูก ค่าระวางกับค่าประกันภัยที่บวกเข้าฐานยิ่งกินสัดส่วนใหญ่ขึ้นเมื่อเทียบกับราคาสินค้า ตัวเลข 64% ในตัวอย่างนี้จึงอยู่ระดับกลาง ๆ ของตะกร้าที่คนไทยสั่งบ่อยที่สุด ไม่ได้เป็นกรณีสุดขั้ว

ภาพจำของตัวอย่างนี้ สิ่งที่ตารางข้างบนไม่ได้บอกคือน้ำหนักของบรรทัดเดียวที่เป็นค่าประมาณ ค่าระวางสมมติตาม ZONE 4 จำนวน 117.00 บาท สร้างภาษีขึ้นมา 45.75 บาทด้วยตัวมันเอง คิดเป็น 14% ของภาษีทั้งก้อน 319.58 บาท ทั้งที่ไม่มีใครออกใบเสร็จค่าส่งให้เลยสักใบ ถ้าร้านแนบหลักฐานค่าระวางจริงที่ต่ำกว่านั้นมาด้วย ลำดับตามประกาศกรมศุลกากรให้ใช้ตัวเลขจริงก่อน บรรทัดนี้จึงเป็นบรรทัดเดียวในตารางที่ผู้ซื้อพอจะทำอะไรกับมันได้
ภาพจำของตัวอย่างนี้ สิ่งที่ตารางข้างบนไม่ได้บอกคือน้ำหนักของบรรทัดเดียวที่เป็นค่าประมาณ ค่าระวางสมมติตาม ZONE 4 จำนวน 117.00 บาท สร้างภาษีขึ้นมา 45.75 บาทด้วยตัวมันเอง คิดเป็น 14% ของภาษีทั้งก้อน 319.58 บาท ทั้งที่ไม่มีใครออกใบเสร็จค่าส่งให้เลยสักใบ ถ้าร้านแนบหลักฐานค่าระวางจริงที่ต่ำกว่านั้นมาด้วย ลำดับตามประกาศกรมศุลกากรให้ใช้ตัวเลขจริงก่อน บรรทัดนี้จึงเป็นบรรทัดเดียวในตารางที่ผู้ซื้อพอจะทำอะไรกับมันได้

ทำไมของถูกถึงถูกลงโทษหนักกว่าของแพง

ถ้าเปลี่ยนคำถามจาก จ่ายเท่าไร เป็น จ่ายเกินราคาป้ายกี่เปอร์เซ็นต์ รูปทรงของปัญหาจะโผล่ขึ้นมาทันที กราฟข้างล่างตรึงทุกอย่างไว้เหมือนตัวอย่างเสื้อฮู้ด คือพัสดุจากจีนน้ำหนัก 0.45 กิโลกรัม ค่าระวางตาม ZONE 4 เท่ากับ 117 บาท ค่าประกันภัย 1% ของราคาสินค้า และอัตราอากร 30% แล้วเลื่อนเฉพาะราคาป้ายอย่างเดียว ตั้งแต่ 300 บาทถึง 10,000 บาท แกนตั้งคือยอดที่จ่ายจริงคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของราคาป้าย

ราคาป้ายยิ่งต่ำ ยอดจ่ายจริงยิ่งพองเป็นสัดส่วนสูงขึ้น (เสื้อผ้าอากร 30% จากจีน พัสดุ 0.45 กก.) (% ของราคาป้าย)
ราคาป้าย 300 บาท
195
ราคาป้าย 500 บาท
173
ราคาป้าย 693 บาท (ตัวอย่างข้างบน)
164
ราคาป้าย 1,000 บาท
157
ราคาป้าย 2,000 บาท
149
ราคาป้าย 5,000 บาท
144
ราคาป้าย 10,000 บาท
142

เส้นนี้ไม่ได้ลากลงเป็นเส้นตรง มันดิ่งเร็วในช่วงราคาต่ำแล้วค่อย ๆ แบนราบเข้าหาระดับราว 140% ซึ่งเป็นเพดานที่กำหนดโดยอัตราอากรกับ VAT ล้วน ๆ ส่วนที่โผล่สูงเกินเส้นแบนนั้นขึ้นไปคือค่าระวางกับค่าประกันภัย ที่กินสัดส่วนใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อราคาป้ายเล็กลง ของราคา 300 บาทจึงจ่ายจริงเกือบสองเท่าของราคาป้าย ขณะที่ของราคา 10,000 บาทจ่ายราว 1.42 เท่า การยกเลิกเพดาน 1,500 บาทจึงกระทบกล่องที่ถูกที่สุดหนักที่สุดในเชิงสัดส่วน ซึ่งพอดีกับตะกร้าสินค้ามูลค่าต่ำที่ข้อมูลของสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ชี้ว่าขยายตัวต่อเนื่องตลอดสิบปีที่ผ่านมา ตัวเลขทั้งชุดนี้เป็นการคำนวณของ KUMKRONG เพื่อให้เห็นรูปทรง ไม่ใช่ยอดที่จะถูกเรียกเก็บกับพัสดุของคุณจริง

ตารางอัตราอากรรายพิกัด ของสินค้าที่คนไทยสั่งบ่อยที่สุด

หัวใจของการประเมินยอดล่วงหน้าคือรู้อัตราอากรของพิกัดสินค้าตัวเอง ตารางข้างล่างคืออัตราอากรทั่วไป (MFN applied) ที่ไทยรายงานไว้ในฐานข้อมูล TRAINS ซึ่งเผยแพร่ผ่าน WITS ของธนาคารโลก เป็นชุดข้อมูลรายพิกัดล่าสุดที่มีการเผยแพร่ ณ ปีข้อมูล 2023 เราตรวจสอบความน่าเชื่อถือด้วยการเทียบกับเอกสารของกรมศุลกากรเองสองจุด คือ 6206 ที่เอกสารด่านศุลกากรนครศรีธรรมราชระบุ 30% และ 4202 ที่ระบุ 20% ทั้งสองค่าตรงกันพอดี จุดที่ต้องอธิบายก่อนอ่านคือ เราไม่แสดงค่าเฉลี่ยของพิกัดใดเลย เพราะอัตราเฉลี่ยไม่มีอยู่จริงในทางกฎหมาย ของชิ้นหนึ่งเสียอากรตามบรรทัดพิกัด 8 หลักบรรทัดเดียวเสมอ พิกัดไหนที่ในฐานข้อมูลมีหลายบรรทัดและอัตราไม่เท่ากัน เราจึงแสดงเป็นช่วง พร้อมบอกจำนวนบรรทัดย่อยไว้ให้เห็นว่าต้องไปเปิดกี่ทาง

อัตราอากรขาเข้า MFN รายพิกัด ของสินค้าที่คนไทยสั่งจากต่างประเทศบ่อยที่สุด
พิกัด (HS 6 หลัก)สินค้าอัตราอากร MFNบรรทัดย่อย 8 หลักในพิกัดนี้สิ่งที่ต้องระวังเพิ่ม
6109.10เสื้อยืดผ้าฝ้าย (ถัก)30%2 บรรทัด ทั้งคู่ 30%หมวดเสื้อผ้าสำเร็จรูปแทบไม่มีบรรทัดไหนได้ 0% เลย
6206.40เสื้อสตรี ทำจากเส้นใยประดิษฐ์ (ทอ)30%1 บรรทัดตรงกับเอกสารด่านศุลกากรนครศรีธรรมราชที่ระบุ 6206 = 30%
6203.42 / 6204.62กางเกงบุรุษ / กางเกงสตรี ผ้าฝ้าย (ทอ)30%2 บรรทัด และ 1 บรรทัด ทุกบรรทัด 30%ทั้งสองพิกัดอัตราเท่ากัน แยกกันแค่เพศของสินค้า
6110.20เสื้อกันหนาว เสื้อฮู้ด ผ้าฝ้าย (ถัก)30%1 บรรทัดพิกัดของตัวอย่างคำนวณในบทความนี้
6404.11รองเท้ากีฬา/ผ้าใบ พื้นยางหรือพลาสติก หน้าผ้า10-30%3 บรรทัด ต่ำสุด 10% สูงสุด 30%ช่วงกว้างที่สุดในหมวดรองเท้า ต้องเปิดพิกัด 8 หลักให้ตรงรุ่น อย่าเหมาว่าเป็น 30%
6403.51รองเท้าหนังหุ้มข้อ30%1 บรรทัดรองเท้าหนังส่วนใหญ่อยู่แถบเพดานบน
6402.99รองเท้าอื่น ๆ พื้นและหน้าเป็นยางหรือพลาสติก30%3 บรรทัด ทุกบรรทัด 30%รวมรองเท้าแตะและรองเท้าพลาสติกทั่วไป
4202.22กระเป๋าถือ ด้านนอกเป็นแผ่นพลาสติกหรือวัตถุทอ20%2 บรรทัด ทั้งคู่ 20%ตรงกับเอกสารด่านศุลกากรนครศรีธรรมราชที่ระบุ 4202 = 20%
4202.12กระเป๋าเดินทาง/เป้ ด้านนอกเป็นพลาสติกหรือวัตถุทอ20%4 บรรทัด ทุกบรรทัด 20%วัสดุด้านนอกคือสิ่งที่ตัดสินพิกัดย่อย ไม่ใช่แบรนด์
3304.99ครีมและโลชันบำรุงผิวหน้าหรือผิวกาย30%3 บรรทัด ทุกบรรทัด 30%อัตราสูงกว่าที่คนส่วนใหญ่คิด และยังต้องดูเรื่อง อย. อีกชั้น
3303.00น้ำหอมและหัวน้ำหอม30%1 บรรทัดมีภาษีสรรพสามิตหมวดผลิตภัณฑ์เครื่องหอมซ้อนอีกชั้น
2106.90ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (สิ่งปรุงแต่งอาหารอื่น ๆ)1-60%31 บรรทัด ต่ำสุด 1% สูงสุด 60%ช่วงกว้างที่สุดในตารางนี้ ห้ามเดา และเป็นของที่ต้องจดแจ้งกับ อย.
8471.30โน้ตบุ๊กและเครื่องประมวลผลข้อมูลแบบพกพา0%2 บรรทัด ทั้งคู่ 0%อากรเป็นศูนย์จริง แต่ VAT 7% ยังคิดบนฐาน CIF อยู่
8517.13สมาร์ตโฟน0%1 บรรทัดอากร 0% แต่เป็นเครื่องวิทยุคมนาคม ต้องดูเงื่อนไข กสทช.
8517.62เราเตอร์และอุปกรณ์รับส่งข้อมูลเครือข่าย0%15 บรรทัด ทุกบรรทัด 0%เช่นเดียวกัน อากร 0% แต่เข้าข่ายเครื่องวิทยุคมนาคม
8518.30หูฟังและเฮดโฟน0-10%6 บรรทัด ต่ำสุด 0% สูงสุด 10%มีทั้งบรรทัด 0% และ 10% อยู่ในพิกัดเดียวกัน อย่าเหมาว่าเป็น 0%
8518.21ลำโพงเดี่ยวในตู้ลำโพง10%2 บรรทัด ทั้งคู่ 10%ต่างจากหูฟังชัดเจน ทั้งที่คนมักคิดว่าเป็นหมวดเดียวกัน
8507.60แบตเตอรี่ลิเทียมไอออน รวมพาวเวอร์แบงก์10%5 บรรทัด ทุกบรรทัด 10%มีภาษีสรรพสามิตหมวดแบตเตอรี่ซ้อน และเป็นของที่สายการบินจำกัดการขนส่ง
9004.10แว่นกันแดด5%1 บรรทัดอัตราต่ำกว่าเครื่องแต่งกายอื่นอย่างมีนัยสำคัญ
9102.19นาฬิกาข้อมือ (อื่น ๆ)5%1 บรรทัดนาฬิกาแบรนด์เนมมักถูกประเมินราคาใหม่มากกว่าถูกเถียงเรื่องอัตรา
9503.00ของเล่น10%15 บรรทัด ทุกบรรทัด 10%ของเล่นบางประเภทเป็นของต้องกำกัดด้านความปลอดภัย
7113.19เครื่องประดับทำด้วยโลหะมีค่าอื่น ๆ0%2 บรรทัด ทั้งคู่ 0%อากร 0% แต่ราคาสำแดงคือจุดที่ถูกตรวจหนักที่สุด
ที่มาอัตรา ช่วงอัตรา และจำนวนบรรทัด: ฐานข้อมูล TRAINS เผยแพร่ผ่าน WITS ธนาคารโลก รายงานอัตรา MFN applied ของประเทศไทย (reporter 764) ปีข้อมูล 2023 ซึ่งเป็นปีล่าสุดที่มีการเผยแพร่รายพิกัด ณ สิงหาคม 2569

ข้อจำกัดที่ต้องอ่านก่อนใช้ หนึ่ง ตัวเลขนี้อยู่ที่ระดับพิกัด 6 หลัก ส่วนอัตราที่ศุลกากรใช้จริงคือบรรทัดพิกัด 8 หลักตามพิกัดอัตราศุลกากร (AHTN) แถวที่แสดงเป็นช่วงแปลว่าในพิกัด 6 หลักนั้นมีบรรทัดย่อยหลายอัตรา และของของคุณจะตกอยู่บรรทัดใดบรรทัดหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่ค่ากลางของช่วง สอง เป็นอัตรา MFN ไม่ใช่อัตราตามความตกลงการค้าเสรี สาม ปีข้อมูลคือ 2023 อัตราอาจเปลี่ยนได้ ให้ยืนยันบรรทัด 8 หลักกับ Tariff e-Service ของกรมศุลกากรที่ tariffeservice.customs.go.th หรือสายด่วน 1164 ก่อนตัดสินใจจริง

จากตารางจะเห็นว่าโน้ตบุ๊ก สมาร์ตโฟน และอุปกรณ์เครือข่ายอยู่ที่ 0% จริง แต่หูฟังมีทั้งบรรทัด 0% และ 10% ในพิกัดเดียวกัน ลำโพง 10% และแบตเตอรี่ลิเทียม 10% ซึ่งเป็นของที่คนสั่งพร้อมกันในตะกร้าเดียว หมวดเดียวกันจึงไม่ได้หมายความว่าอัตราเดียวกัน และต่อให้อากรเป็น 0% ทั้งกล่อง VAT 7% ก็ยังคิดจากฐาน CIF ซึ่งรวมค่าระวางและค่าประกันภัยไว้แล้ว ราคาที่จ่ายจึงไม่มีทางเท่ากับราคาป้าย กล่องเดียวที่มีทั้งสามอย่างจึงถูกคิดเป็นสามบรรทัดพิกัด และหัวข้อ กล่องเดียวที่มีของหลายพิกัด ข้างล่าง เดินตัวเลขให้ดูทั้งกล่อง

ถ้าหาพิกัดของตัวเองไม่เจอ ให้ดูที่ช่วงอัตรารายหมวดก่อน

ถ้าสินค้าที่คุณจะสั่งไม่อยู่ในตารางข้างบน สิ่งที่ยืนยันได้และมีประโยชน์รองลงมาคือช่วงอัตราอากรรายหมวดจาก เอกสาร Tariff Profile ของประเทศไทยที่ WTO เผยแพร่ ซึ่งรายงานอัตรา MFN ที่ไทยใช้จริงในปี 2025 พร้อมสัดส่วนรายการที่ปลอดอากร ตารางนี้บอกคุณได้ว่าหมวดไหนมีโอกาสเจออากรหนัก และหมวดไหนมีโอกาสสูงที่จะเจอ 0%

อัตราอากรขาเข้า MFN ของไทยรายหมวด (ข้อมูล MFN applied ปี 2025 จากเอกสาร Tariff Profile ของ WTO)
หมวดสินค้าอัตราเฉลี่ยสัดส่วนรายการที่ปลอดอากร (0%)อัตราสูงสุดในหมวดอ่านอย่างไร
เสื้อผ้าสำเร็จรูป (Clothing)29.6%0%60%หมวดที่โหดที่สุด ไม่มีรายการใดปลอดอากรเลย
ยาง หนัง และรองเท้า (Rubber, leather and footwear)11.4%10.9%30%กระเป๋าหนังและรองเท้าอยู่แถบนี้ โอกาสเจอ 0% น้อย
สิ่งทอ (Textiles)8.5%2.9%32%ผ้าผืนถูกกว่าเสื้อสำเร็จรูปอย่างมีนัยสำคัญ
เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (Electrical machinery and electronic equipment)6.6%46.0%30%เกือบครึ่งของรายการปลอดอากร แต่อีกครึ่งไม่ใช่
เคมีภัณฑ์ (Chemicals) ครอบคลุมเครื่องสำอาง HS ตอนที่ 332.6%65.5%30%เฉลี่ยต่ำ แต่บรรทัดเครื่องสำอางสำเร็จรูปอยู่ที่เพดานบน 30% ตามตารางรายพิกัด
เครื่องจักรสำนักงานและคอมพิวเตอร์ (Mechanical, office and computing machinery)2.1%68.9%30%สัดส่วนปลอดอากรสูงที่สุด แต่ไม่ได้แปลว่าทุกรายการเป็น 0%
ภาพรวมทั้งประเทศ9.9% (เกษตร 28.2% / นอกเกษตร 7.0%)41.8% ของรายการนอกภาคเกษตรไม่ระบุค่าเฉลี่ยรวมไม่มีประโยชน์ในการประเมินพัสดุชิ้นเดียว
ที่มา เอกสาร Tariff Profile ของประเทศไทยบนเว็บไซต์ WTO (MFN applied ปี 2025) ข้อมูล ณ สิงหาคม 2569

ตารางนี้เป็นค่าเฉลี่ยรายหมวด ไม่ใช่อัตราที่พัสดุของคุณจะโดนจริง สังเกตว่าค่าเฉลี่ยหมวดเคมีภัณฑ์ที่ 2.6% ต่างจากบรรทัดเครื่องสำอาง 3304.99 ที่ 30% อย่างสุดขั้ว เพราะค่าเฉลี่ยถูกถ่วงลงด้วยเคมีภัณฑ์อุตสาหกรรมจำนวนมาก ใช้ตารางนี้เพื่อประเมินความเสี่ยงของหมวด ไม่ใช่เพื่อคำนวณยอดสุดท้าย

  1. 1ระบุว่าสินค้าคือของอะไรจริง ๆ ในเชิงวัสดุและการใช้งาน ไม่ใช่ชื่อทางการตลาด เช่น กระเป๋าผ้าใบสะพายไหล่ ไม่ใช่ กระเป๋ารุ่นลิมิเต็ด
  2. 2หาพิกัดสี่หลักแรกให้ได้ก่อน (เช่น 4202 สำหรับกระเป๋า) แล้วค่อยไล่ลงไปหาพิกัดย่อยที่ตรงวัสดุและลักษณะสินค้า
  3. 3เปิด Tariff e-Service ของกรมศุลกากรที่ https://tariffeservice.customs.go.th แล้วค้นด้วยเลขพิกัดหรือคำอธิบายสินค้า ถ้าระบบฐานข้อมูลอัตราอากรอีกตัวที่ itd.customs.go.th เข้าไม่ได้ ให้ใช้ตัวนี้แทน
  4. 4อ่านทั้งอัตราทั่วไป (MFN) และอัตราตามความตกลงการค้าเสรี แต่โปรดอ่านหัวข้อเรื่อง FTA ในบทความนี้ก่อน เพราะพัสดุส่วนบุคคลมักใช้สิทธิ FTA ไม่ได้จริง
  5. 5ถ้าไม่แน่ใจ โทรสายด่วนกรมศุลกากร 1164 แล้วอธิบายตัวสินค้า อย่าเดาพิกัดเอง เพราะพิกัดผิดคือที่มาของการประเมินใหม่
พิกัดศุลกากรตัดสินทุกอย่าง สินค้าหน้าตาใกล้กันสองชิ้นอาจอยู่คนละพิกัด และต่างกันได้ตั้งแต่ 0% ถึง 30% การระบุวัสดุและลักษณะการใช้งานให้ถูก จึงสำคัญกว่าการรู้ชื่อรุ่น
พิกัดศุลกากรตัดสินทุกอย่าง สินค้าหน้าตาใกล้กันสองชิ้นอาจอยู่คนละพิกัด และต่างกันได้ตั้งแต่ 0% ถึง 30% การระบุวัสดุและลักษณะการใช้งานให้ถูก จึงสำคัญกว่าการรู้ชื่อรุ่น

ราคาศุลกากรคืออะไร และทำไมของถูกถึงถูกประเมินราคาใหม่

ตัว C ในสูตร CIF ไม่ใช่ตัวเลขที่คุณเขียนอะไรลงไปก็ได้ กฎหมายเรียกมันว่า ราคาศุลกากร และกรมศุลกากรมีลำดับวิธีกำหนดราคาไว้ 6 วิธีตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 132 (พ.ศ. 2543) ซึ่งเป็นการรับหลักเกณฑ์ราคาแกตต์เข้ามาใช้ วิธีแรกคือราคาซื้อขายของที่นำเข้า หรือราคาที่ผู้ซื้อจ่ายจริงให้ผู้ขายในต่างประเทศ และเป็นวิธีที่ใช้เป็นหลักในเกือบทุกกรณี ถ้าใช้วิธีแรกไม่ได้ จึงค่อยไล่ลงไปตามลำดับ

  1. 1ราคาซื้อขายของที่นำเข้า (Transaction Value) คือราคาที่จ่ายจริงตามใบกำกับสินค้า ใช้ได้เมื่อเข้าเงื่อนไข เช่น ผู้ซื้อกับผู้ขายไม่มีความสัมพันธ์กันในลักษณะที่กระทบราคา
  2. 2ราคาซื้อขายของที่เหมือนกัน (Identical Goods) คือหยิบราคาของสินค้าที่เหมือนกันซึ่งนำเข้ามาก่อนหน้ามาใช้
  3. 3ราคาซื้อขายของที่คล้ายกัน (Similar Goods) หลักการเดียวกันแต่ผ่อนเกณฑ์ความเหมือนลง
  4. 4ราคาหักทอน (Deductive Value) คือเริ่มจากราคาขายในประเทศไทยแล้วหักกำไรและค่าใช้จ่ายย้อนกลับไป
  5. 5ราคาคำนวณ (Computed Value) คือบวกต้นทุนวัตถุดิบ ค่าผลิต และกำไรขึ้นมาใหม่ ผู้นำเข้าขอสลับให้ใช้วิธีนี้ก่อนวิธีที่ 4 ได้ ถ้าเจ้าหน้าที่เห็นชอบ
  6. 6ราคาย้อนกลับ (Fallback) คือใช้วิธีที่ 1 ถึง 5 อย่างยืดหยุ่นเท่าที่เหมาะสม เป็นทางเลือกสุดท้าย

ความหมายในทางปฏิบัติสำหรับคนสั่งของออนไลน์คือ คำว่าประเมินราคาใหม่ไม่ได้หมายความว่าเจ้าหน้าที่นึกตัวเลขขึ้นมาเอง แต่หมายความว่าวิธีที่ 1 ถูกปฏิเสธเพราะราคาที่สำแดงไม่ผ่านเงื่อนไข แล้วระบบเลื่อนไปใช้วิธีที่ 2 หรือ 3 ซึ่งอิงราคาของสินค้าเหมือนหรือคล้ายกันที่เคยนำเข้ามา ถ้าคุณซื้อของลดราคาแรงในช่วงแคมเปญ ราคาของคุณจะดูต่ำผิดปกติเมื่อเทียบกับฐานข้อมูลนั้นทันที ทางแก้ที่ได้ผลจึงเป็นการมีหลักฐานชุดที่สอดคล้องกันพอจะรักษาวิธีที่ 1 ไว้ให้ได้ มากกว่าการเถียง

ภาษีสรรพสามิต และของที่ห้ามนำเข้าโดยเด็ดขาด

ขั้นที่ 3 ของสูตรพูดถึงภาษีสรรพสามิตไว้ แต่คนส่วนใหญ่ข้ามไป ทั้งที่สินค้าที่คนสั่งจากต่างประเทศอยู่ในบัญชีพิกัดภาษีสรรพสามิตหลายรายการ บัญชีท้ายพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 มี 21 ตอน โดยตอนที่คนสั่งของออนไลน์มีโอกาสชนมากที่สุดคือ ตอนที่ 4 สินค้าแบตเตอรี่ ตอนที่ 9 สินค้าผลิตภัณฑ์เครื่องหอมและเครื่องสำอาง และตอนที่ 3 สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า พาวเวอร์แบงก์กับน้ำหอมจึงไม่ได้จบแค่อากรกับ VAT

กรมสรรพสามิตเผยแพร่สูตรกรณีนำเข้าไว้ชัดเจนว่า ภาษีสรรพสามิต = (CIF + อากรขาเข้า + ภาษีและค่าธรรมเนียมอื่นที่ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) × อัตราภาษี หารด้วย 1 ลบ (1.1 × อัตราภาษี) และยังต้องชำระภาษีเก็บเพิ่มเพื่อกระทรวงมหาดไทยอีก 10% ของค่าภาษีสรรพสามิตนั้น สังเกตว่าฐานของสรรพสามิตคือ CIF บวกอากร ซึ่งเป็นฐานเดียวกับที่ต่อไปจะถูกบวกเข้าฐาน VAT อีกทอด ของที่ติดสรรพสามิตจึงถูกภาษีซ้อนกันสามชั้น ส่วนตัวเลขอัตราที่จะเอาไปแทนในสูตร หน้าเดียวกันของกรมสรรพสามิตเดินตัวอย่างการคำนวณของสินค้าแบตเตอรี่นำเข้าไว้ด้วยอัตราภาษีตามมูลค่าร้อยละ 10 (ตัวอย่างของกรมฯ ใช้ ซี.ไอ.เอฟ. 420,000 บาท อากรขาเข้า 10,000 บาท อากรพิเศษ 20,000 บาท ได้ภาษีสรรพสามิต 50,561.80 บาท บวกภาษีเพื่อกระทรวงมหาดไทยอีก 5,056.18 บาท) เราจึงหยิบอัตราเดียวกันนั้นไปเดินตัวอย่างพาวเวอร์แบงก์ในหัวข้อ กล่องเดียวที่มีของหลายพิกัด ข้างล่าง โดยกำกับไว้ให้ชัดว่าเป็นอัตราที่ยกมาจากตัวอย่างของกรมสรรพสามิตเอง เพื่อให้ผู้อ่านเห็นผลของภาษีสามชั้นเป็นตัวเลขจริง สิ่งที่เราไม่ยืนยันคืออัตราตามกฎกระทรวงที่ใช้อยู่กับสินค้าของคุณ ณ สิงหาคม 2569 เท่ากับ 10% พอดีหรือไม่ เพราะอัตรารายสินค้าถูกปรับเป็นรอบ ถ้าของคุณเข้าข่าย ให้ยืนยันอัตราปัจจุบันกับกรมสรรพสามิตก่อนคำนวณจริง แล้วแทนค่า r ตัวนั้นลงในสูตรเดิม

เอกสารเผยแพร่ของกรมศุลกากรระบุว่าบุหรี่ไฟฟ้ายังคงเป็นของต้องห้ามในประเทศไทย ห้ามนำเข้าโดยเด็ดขาด ตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ พ.ศ. 2557 ภายใต้พระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ. 2522 ผู้ฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับเป็นเงิน 5 เท่าของสินค้าที่นำเข้า หรือทั้งจำทั้งปรับ พร้อมถูกริบสินค้า และยังมีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 244 ซ้อนอีกกระทง ของต้องห้ามคือของที่ไม่มีอัตราภาษีให้จ่าย เพราะกฎหมายไม่ให้เข้าประเทศตั้งแต่แรก

ถัดจากของต้องห้ามคือของต้องกำกัด ซึ่งกรมศุลกากรนิยามว่าเป็นของบางชนิดที่กฎหมายควบคุมการนำเข้า ต้องมีใบอนุญาตจากหน่วยงานผู้กำกับก่อน กลุ่มที่คนสั่งออนไลน์ชนบ่อยที่สุดคือ อาหาร อาหารเสริม วิตามิน เครื่องดื่ม เครื่องสำอาง ยา และเครื่องมือแพทย์ ซึ่งอยู่ในขอบเขตของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ส่วนเครื่องวิทยุคมนาคม ซึ่งครอบคลุมอุปกรณ์ที่ส่งคลื่นวิทยุอย่างวิทยุสื่อสารและโดรน อยู่ในรายการของต้องกำกัดที่กรมศุลกากรระบุว่าต้องมีใบอนุญาตนำเข้าจากสำนักงาน กสทช. ก่อน คำถามยอดฮิตคือซื้อมาใช้เองปริมาณน้อยได้รับยกเว้นไหม เราค้นแล้วยังไม่พบเอกสารทางการที่ระบุปริมาณหรือมูลค่ายกเว้นไว้เป็นตัวเลข จึงไม่เขียนตัวเลขให้ ถ้าจะสั่ง ให้สอบถามหน่วยงานที่กำกับสินค้านั้นโดยตรงก่อนจ่ายเงิน

ของต้องห้ามกับของต้องกำกัดเป็นคนละเรื่องกัน ของต้องกำกัดขอใบอนุญาตแล้วเข้าได้ ส่วนของต้องห้ามอย่างบุหรี่ไฟฟ้าไม่มีช่องทางจ่ายภาษีให้ผ่าน เพราะกฎหมายห้ามนำเข้าตั้งแต่ต้น
ของต้องห้ามกับของต้องกำกัดเป็นคนละเรื่องกัน ของต้องกำกัดขอใบอนุญาตแล้วเข้าได้ ส่วนของต้องห้ามอย่างบุหรี่ไฟฟ้าไม่มีช่องทางจ่ายภาษีให้ผ่าน เพราะกฎหมายห้ามนำเข้าตั้งแต่ต้น

กล่องเดียวที่มีของหลายพิกัด ถูกคิดอย่างไร

คำถามที่ตามมาจากตารางรายพิกัดเสมอคือ ถ้าสั่งหูฟัง ลำโพง และพาวเวอร์แบงก์มาในกล่องเดียว ศุลกากรใช้อัตราไหน คำตอบมีสองชั้นและอยู่คนละระดับกัน ชั้นแรกคืออัตราอากร ซึ่งผูกกับตัวสินค้าแต่ละชิ้น พระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 มาตรา 7 เขียนไว้ว่าการสำแดงรายการในใบขนสินค้าขาเข้ามิให้ถือว่าบริบูรณ์ นอกจากจะสำแดงประเภทของและเกณฑ์ปริมาณที่ต้องใช้ในการเก็บอากรให้ถูกต้องครบถ้วน ตามที่จำแนกและกำหนดไว้ในพิกัดอัตราอากรท้ายพระราชกำหนดนั้น ของสามชิ้นที่อยู่คนละประเภทพิกัด จึงเป็นสามบรรทัดในใบขนสินค้าฉบับเดียว แต่ละบรรทัดถูกคูณด้วยอัตราของตัวเอง ไม่มีการเฉลี่ยอัตราของทั้งกล่องให้เหลือตัวเลขเดียว และไม่มีกติกาให้ยกอัตราของชิ้นที่แพงที่สุดมาคลุมทั้งกล่อง

ข้อยกเว้นมีจริง แต่แคบกว่าที่คนเข้าใจ หลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากร ภาค 1 ข้อ 3 ใช้กับของที่เมื่อดูเผิน ๆ แล้วจำแนกเข้าได้ตั้งแต่สองประเภทขึ้นไป โดยไล่เป็นสามชั้น และชั้นที่คนมักเข้าใจผิดคือข้อ 3 (ข) ซึ่งจำกัดอยู่กับของผสม ของรวมที่ประกอบด้วยวัตถุต่างชนิดกัน และของที่จัดทำขึ้นเป็นชุดเพื่อการขายปลีกเท่านั้น ข้อ 3 (ก) ให้จัดเข้าประเภทที่ระบุลักษณะของของไว้โดยเฉพาะ ก่อนประเภทที่ระบุไว้อย่างกว้าง ๆ ข้อ 3 (ข) ถ้าใช้ชั้นแรกไม่ได้ ให้จำแนกโดยถือเสมือนว่าของนั้นประกอบด้วยวัตถุหรือองค์ประกอบที่แสดงลักษณะอันเป็นสาระสำคัญของของนั้น และข้อ 3 (ค) ถ้ายังชี้ขาดไม่ได้ ให้จัดเข้าประเภทที่ลำดับไว้หลังสุดในบรรดาประเภทที่จำแนกเข้าได้โดยเท่าเทียมกัน คำที่ต้องอ่านให้ตรงคือ ชุดเพื่อการขายปลีก หมายถึงของที่ถูกจัดมาด้วยกันเพื่อขายเป็นชุดเดียว เช่นชุดของขวัญที่บรรจุรวมมาเพื่อขายพร้อมกัน การที่ผู้ขายเอาสินค้าสามรายการที่คุณกดสั่งแยกรายการมาใส่กล่องเดียวเพื่อประหยัดค่าส่ง ไม่ทำให้ของสามชิ้นนั้นกลายเป็นชุดตามข้อ 3 ยังคงเป็นสามบรรทัดเหมือนเดิม และในทางกลับกัน มาตรา 6 ของพระราชกำหนดฉบับเดียวกันเขียนว่า ถ้าอธิบดีเห็นว่ามีการหลีกเลี่ยงอากรของสิ่งที่สมบูรณ์แล้ว โดยนำสิ่งนั้นเข้ามาเป็นส่วน ๆ ต่างหากจากกัน จะเป็นวาระเดียวกันหรือต่างวาระกันก็ตาม ให้เรียกเก็บอากรแก่ส่วนนั้น ๆ รวมกันในอัตราที่ถือเสมือนว่าเป็นสิ่งที่ประกอบมาสมบูรณ์แล้ว การถอดของชิ้นเดียวออกเป็นชิ้นส่วนแล้วสั่งแยกกล่อง จึงมีบทรองรับไว้อยู่แล้ว

ชั้นที่สองคือระดับกล่อง และตรงนี้กลับกัน กรมศุลกากรมองทั้งใบตราส่งเป็นก้อนเดียว เงื่อนไขของเร่งด่วนขาเข้าตามประกาศกรมศุลกากร ซึ่งเราแจกแจงเป็นตารางสี่ประเภทไว้ในหัวข้อ ใครเก็บเงินคุณ ข้างล่าง ผูกอยู่กับใบตราส่ง เช่นประเภทที่ 3 กำหนดว่าแต่ละใบตราส่งสินค้าทางอากาศยานต้องมีราคา FOB ไม่เกิน 40,000 บาท และต้องไม่เป็นของต้องห้ามของต้องกำกัด ผลในทางปฏิบัติคือชิ้นที่เข้มงวดที่สุดในกล่องเป็นตัวกำหนดช่องทางของทั้งกล่อง ถ้ามีสักชิ้นที่ต้องมีใบอนุญาต อย. หรือ กสทช. ทั้งกล่องเดินช่องของเร่งด่วนตามปกติไม่ได้ ต้องไปพิธีการเต็มรูปแบบ และของอีกสองชิ้นที่ไม่มีปัญหาก็ต้องรอไปพร้อมกัน อีกเรื่องที่ต้องจัดการคือค่าระวางกับค่าประกันภัยของทั้งกล่อง ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายก้อนเดียวแต่ต้องเข้าไปอยู่ในราคาศุลกากรของทุกบรรทัด ตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 ที่กำหนดว่าการกำหนดราคาศุลกากรในกรณีนำของเข้าจะต้องรวมค่าประกันภัย ค่าขนส่งของ ค่าขนของลง ค่าขนของขึ้น และค่าจัดการต่าง ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการขนส่ง ตารางข้างล่างเราเฉลี่ยตามสัดส่วนราคาสินค้าและแสดงตัวเลขทุกบรรทัดไว้ให้ตรวจตามได้

ตัวอย่างกล่องเดียว สามพิกัด: หูฟัง ลำโพง และพาวเวอร์แบงก์ จากจีน น้ำหนักรวม 1.2 กิโลกรัม
บรรทัดที่มาของตัวเลขจำนวน (บาท)
C ราคาสินค้ารวมสามชิ้นหูฟัง 400.00 บวก ลำโพง 900.00 บวก พาวเวอร์แบงก์ 700.002,000.00
F ค่าขนส่งทั้งกล่องไม่มีหลักฐานค่าระวาง จึงใช้อัตรา ZONE 4 (จีน) 260 บาทต่อกิโลกรัม คูณน้ำหนักรวม 1.2 กิโลกรัม312.00
I ค่าประกันภัยไม่มีเอกสารแสดงค่าประกันภัย จึงบวก 1% ของราคาสินค้าก่อนค่าส่ง ตามที่กรมศุลกากรระบุ20.00
CIF ทั้งกล่อง2,000.00 บวก 312.00 บวก 20.002,332.00
บรรทัดที่ 1 หูฟัง พิกัด 8518.30 (บรรทัดย่อยที่เป็น 0%)CIF ของบรรทัดนี้ = 400.00 บวกส่วนแบ่งค่าระวางและค่าประกันภัย 20% ของ 332.00 คือ 66.40 เท่ากับ 466.40 คูณอากร 0%0.00
บรรทัดที่ 2 ลำโพง พิกัด 8518.21CIF ของบรรทัดนี้ = 900.00 บวก 149.40 (45%) เท่ากับ 1,049.40 คูณอากร 10%104.94
บรรทัดที่ 3 พาวเวอร์แบงก์ พิกัด 8507.60CIF ของบรรทัดนี้ = 700.00 บวก 116.20 (35%) เท่ากับ 816.20 คูณอากร 10%81.62
อากรขาเข้ารวมทั้งกล่อง0.00 บวก 104.94 บวก 81.62186.56
ภาษีสรรพสามิต เฉพาะบรรทัดพาวเวอร์แบงก์สูตรกรมสรรพสามิตกรณีนำเข้า (816.20 บวก 81.62) คูณ r หารด้วย 1 ลบ (1.1 คูณ r) โดยแทน r = 10% ซึ่งเป็นอัตราที่กรมสรรพสามิตใช้ในตัวอย่างการคำนวณแบตเตอรี่นำเข้าของตัวเอง100.88
ภาษีเก็บเพิ่มเพื่อกระทรวงมหาดไทย10% ของภาษีสรรพสามิต 100.8810.09
ฐาน VAT (ขั้นที่ 3)2,332.00 บวก 186.56 บวก 100.88 บวก 10.09 ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 79/22,629.53
VAT (ขั้นที่ 4)2,629.53 คูณ 7%184.07
ภาษีรวมทั้งกล่อง186.56 บวก 100.88 บวก 10.09 บวก 184.07481.60
ยอดรวมทั้งกล่อง2,332.00 บวก 481.602,813.60
ประมาณการ · ไม่ผูกพัน · การคำนวณของ KUMKRONG จากสมมติฐานในคอลัมน์กลาง อัตราภาษีสรรพสามิต 10% ที่ใช้ในบรรทัดพาวเวอร์แบงก์เป็นอัตราที่ยกมาจากตัวอย่างการคำนวณของกรมสรรพสามิตเอง ใส่ไว้เพื่อสาธิตผลของภาษีสามชั้นให้ครบสมการ ไม่ใช่การยืนยันอัตราที่ใช้อยู่กับสินค้าของคุณ ไม่รวมค่าดำเนินการที่ผู้ขนส่งเรียกเก็บ

สามอย่างที่ตารางนี้ตอบ หนึ่ง อัตราอากรไม่ถูกเฉลี่ยทั้งกล่อง ถ้าเอา CIF 2,332.00 ไปคูณ 10% ทั้งก้อนตามอัตราของชิ้นที่แพงที่สุด จะได้อากร 233.20 บาท สูงกว่าความจริง 46.64 บาท และถ้าเหมาว่าเป็นของไอทีจึงเป็น 0% ทั้งกล่อง จะได้ภาษีทั้งสิ้นเพียง 163.24 บาท ต่ำกว่าความจริง 318.36 บาท สอง การเฉลี่ยค่าระวางและค่าประกันภัยเข้าทุกบรรทัดเป็นสิ่งที่ต้องทำ เพราะราคาศุลกากรตามมาตรา 17 ต้องรวมค่าใช้จ่ายเหล่านั้น เราเลือกเฉลี่ยตามสัดส่วนราคาสินค้าและแสดงตัวเลขไว้ให้ตรวจตามได้ ถ้าผู้ขนส่งเฉลี่ยตามน้ำหนักแทน ตัวเลขรายบรรทัดจะขยับ แต่ยอดอากรรวมของทั้งกล่องขยับน้อยมากเมื่ออัตราของแต่ละบรรทัดใกล้เคียงกัน สาม บรรทัดสรรพสามิตกับภาษีเพื่อกระทรวงมหาดไทยเข้าไปอยู่ในฐาน VAT ด้วย จึงถูกคูณ 7% ซ้ำอีกรอบ นั่นคือชั้นที่สามที่หายไปจากการคำนวณของคนส่วนใหญ่

ใครเก็บเงินคุณ ทำให้ยอดจริงต่างกัน

ตัวเลขภาษีตามกฎหมายเป็นเรื่องหนึ่ง แต่ประสบการณ์จ่ายจริงของผู้ซื้อขึ้นกับว่าใครเป็นคนเก็บ อย่างที่บอกไว้ตั้งแต่ต้นบทความ กว่าร้อยละ 97 ของสินค้านำเข้าถูกคำนวณภาษีและรวมไว้ในราคาบนแพลตฟอร์มแล้ว ตามข้อมูลของกรมประชาสัมพันธ์ กลุ่มนั้นจบที่การจ่ายครั้งเดียวตอนเช็กเอาต์ สิ่งที่ต้องทำจึงเหลือแค่เปิดสรุปคำสั่งซื้อดูว่ามีบรรทัดภาษีนำเข้าแยกให้เห็น หรือมีข้อความว่าราคารวมภาษีนำเข้าแล้ว บทที่เหลือของหัวข้อนี้เขียนไว้สำหรับเศษที่เหลือ ซึ่งเป็นกลุ่มที่บิลมาถึงทีหลังและเป็นที่มาของเรื่องเล่าน่าตกใจทั้งหลาย

กรณีเก็บปลายทางมีสองรูปแบบหลัก ทางไปรษณีย์ เจ้าหน้าที่จะประเมินภาษีหน้ากล่อง แล้วพนักงานไปรษณีย์จะนำจ่ายพัสดุพร้อมใบสั่งเก็บเงิน ผู้รับสแกน QR Code จ่ายผ่านมือถือ หรือนำใบสั่งเก็บเงินไปชำระที่ธนาคารที่กำหนดก็ได้ ส่วนบริษัทขนส่งเอกชนที่ลงทะเบียนเป็นผู้ประกอบการของเร่งด่วนกับกรมศุลกากร จะเป็นผู้รับผิดชอบนำส่งภาษีให้ แล้วเรียกเก็บจากผู้รับตอนส่งของ ตรงจุดนี้เองที่ค่าดำเนินการของผู้ขนส่งจะโผล่มาเป็นบรรทัดเพิ่ม และเป็นบรรทัดที่ผู้ซื้อไม่เคยเห็นตอนกดสั่ง

ใครเก็บเงินคุณ และคุณควรมองหาอะไรก่อนกดจ่าย
ช่องทางจ่ายตอนไหนยอดที่เห็นตอนเช็กเอาต์คือยอดสุดท้ายหรือไม่สัญญาณให้สังเกต
แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ที่รวมภาษีให้แล้วตอนเช็กเอาต์ ครั้งเดียวโดยทั่วไปใช่ ยอดที่เห็นตอนเช็กเอาต์คือยอดสุดท้ายมีบรรทัดภาษี/อากร แยกให้เห็นในสรุปคำสั่งซื้อ หรือระบุว่าราคารวมภาษีนำเข้าแล้ว
ไปรษณีย์ไทยตอนของมาถึงไม่ใช่ เจ้าหน้าที่ประเมินหน้ากล่องใบสั่งเก็บเงินที่แนบมากับพัสดุ และช่องทางชำระผ่าน QR Code หรือที่ธนาคารที่กำหนด
บริษัทขนส่งเอกชน / ตัวแทนออกของตอนส่งของ หรือเรียกเก็บย้อนหลังไม่ใช่ ผู้ขนส่งเป็นผู้รับผิดชอบนำส่งภาษีแล้วมาเก็บจากผู้ซื้ออาจมีค่าดำเนินการของผู้ขนส่งเพิ่มจากตัวภาษี ให้ถามอัตราค่าบริการล่วงหน้า
ร้านต่างประเทศที่ขายตรง ไม่ผ่านแพลตฟอร์มขึ้นกับเงื่อนไขที่ร้านเลือกต้องอ่านเงื่อนไขเองมองหาคำว่าภาษีและอากรรวมแล้ว หรือ ผู้รับเป็นผู้ชำระภาษีปลายทาง ในหน้าชำระเงินและนโยบายจัดส่ง
กลไกการจัดเก็บอ้างอิงจากเอกสารกรมศุลกากรเรื่องการวิเคราะห์และติดตามการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับสินค้านำเข้ามูลค่าไม่เกิน 1,500 บาท และข้อมูลกรมประชาสัมพันธ์ ณ สิงหาคม 2569 ส่วนคอลัมน์สัญญาณให้สังเกตเป็นคำแนะนำเชิงปฏิบัติของ KUMKRONG

ข้อควรระวังด้านคำศัพท์ คำว่า DDP (ผู้ขายจ่ายภาษีปลายทางให้) และ DDU/DAP (ผู้รับจ่ายเอง) เป็นเงื่อนไขทางพาณิชย์ตาม Incoterms ไม่ใช่ข้อกำหนดของกฎหมายศุลกากรไทย ร้านไม่ได้ถูกบังคับให้ติดป้ายคำเหล่านี้ จึงต้องอ่านนโยบายจัดส่งเป็นข้อความ ไม่ใช่มองหาตัวย่อ

อีกเรื่องที่ควรรู้คือค่าธรรมเนียมการดำเนินพิธีการศุลกากร เอกสารของกรมศุลกากรเรื่องการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการดำเนินพิธีการศุลกากรระบุอัตราไว้ว่า การยื่นใบขนสินค้า ฉบับละ 200 บาท และการขอบันทึกข้อมูลเข้าสู่ระบบอิเล็กทรอนิกส์ ฉบับละ 100 บาท โดยรายการยกเว้นข้อ 2 คือใบขนสินค้าขาเข้าหรือขาออกพิเศษที่มีราคาของไม่เกิน 20,000 บาท ซึ่งเป็นไปตามกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมฯ พ.ศ. 2560 พัสดุส่วนบุคคลทั่วไปจึงมักไม่โดนค่านี้ ระวังอย่าสับสนกับตัวเลข 20,000 บาทอีกตัวหนึ่ง นั่นคือเกณฑ์ของส่วนตัวที่ผู้เดินทางนำติดตัวเข้ามาตามภาค 4 ประเภทที่ 5 ซึ่งกรมศุลกากรกำหนดว่ามูลค่าไม่เกิน 20,000 บาทถือเป็นของส่วนตัวและได้รับยกเว้นภาษีอากร คนละเรื่องกันคนละกฎหมายกัน ส่วนค่าดำเนินการที่ผู้ขนส่งเอกชนหรือตัวแทนออกของเรียกเก็บเป็นค่าบริการเชิงพาณิชย์ที่แต่ละเจ้ากำหนดเอง ให้ถามผู้ขนส่งโดยตรงก่อนสั่งของ

คำถามที่ตามมาทันทีคือแล้วของขวัญของฝากล่ะ เอกสารของกรมศุลกากรตอบไว้ตรงมากว่า ของหรือสินค้าทุกอย่างที่นำเข้ามาในประเทศต้องมีค่าภาระภาษีอากรทั้งสิ้น ถึงแม้ว่าจะเป็นของที่ซื้อมาใช้เอง ของขวัญ ของฝาก ของได้มาโดยให้เปล่า หรือของที่ไม่มีราคาค่างวดใด ๆ เพราะตัวสินค้าเองก็มีมูลค่าในตัวมันเอง การให้ผู้ขายติ๊กช่อง gift บนใบตราส่งไม่ได้ทำให้ภาระภาษีหายไป และถ้าราคาที่สำแดงต่ำกว่าความจริงก็กลายเป็นความผิดอีกเรื่องหนึ่งแทน

คำถามที่ลึกกว่านั้นคือ หลังเพดานยกเว้นหายไป พัสดุ 500 บาทของคุณเดินผ่านช่องไหน กรมศุลกากรจัดประเภทของเร่งด่วนขาเข้าไว้สี่ประเภท ตามประกาศกรมศุลกากรที่ 66/2561 ประกอบประกาศที่ 130/2561 และเงื่อนไขของแต่ละประเภทเขียนไว้ละเอียดพอจะตอบคำถามนี้ได้ ประเภทที่ 2 คือช่องของของที่ไม่ต้องเสียอากรตามภาค 2 ของนำเข้าซึ่งแต่ละรายมีราคา CIF ไม่เกิน 1,500 บาท ที่ได้รับยกเว้นอากรตามประเภท 12 ภาค 4 และตัวอย่างสินค้าที่ไม่มีราคาในทางการค้า จุดสำคัญคือเงื่อนไขข้อกลางผูกอยู่กับสิทธิยกเว้นตามประเภท 12 ซึ่งเป็นสิทธิที่ถูกปรับฐานเมื่อ 1 มกราคม 2569 เมื่อเพดานเหลือไม่เกิน 1 บาท ของราคา 500 บาทจึงกลายเป็นของต้องเสียอากร และตกไปอยู่ประเภทที่ 3 ซึ่งเป็นช่องของของต้องเสียอากรที่แต่ละใบตราส่งทางอากาศยานมีราคา FOB ไม่เกิน 40,000 บาท

ของเร่งด่วนขาเข้าสี่ประเภท และช่องที่พัสดุราคาไม่กี่ร้อยบาทเลื่อนไปอยู่
ประเภทนิยามตามประกาศกรมศุลกากรรวมใบตราส่งได้กี่ฉบับต่อใบขนสินค้าหนึ่งฉบับความหมายหลัง 1 มกราคม 2569
ประเภทที่ 1 เอกสารเอกสารที่ไม่ต้องเสียอากรตามภาค 2 พิกัดอัตราอากรขาเข้า (พิกัด 4902.90.90) และต้องไม่เป็นของต้องห้ามของต้องกำกัดรวมได้ทุกใบตราส่งในเที่ยวบินนั้นไม่กระทบ เพราะเป็นเอกสาร ไม่ใช่สินค้าที่มีอากร
ประเภทที่ 2 ของไม่ต้องเสียอากรของที่ไม่ต้องเสียอากรตามภาค 2, ของนำเข้าซึ่งแต่ละรายมีราคา CIF ไม่เกิน 1,500 บาท ที่ได้รับยกเว้นอากรตามประเภท 12 ภาค 4, ตัวอย่างสินค้าที่ไม่มีราคาในทางการค้าไม่เกิน 250 ฉบับเงื่อนไขข้อ CIF ไม่เกิน 1,500 บาท ใช้กับพัสดุทั่วไปไม่ได้อีก เพราะสิทธิยกเว้นตามประเภท 12 ถูกปรับฐานเหลือไม่เกิน 1 บาท เหลือใช้ได้กับของที่พิกัดอากร 0% อยู่แล้ว
ประเภทที่ 3 ของต้องเสียอากรของต้องเสียอากรที่แต่ละใบตราส่งสินค้าทางอากาศยานมีราคา FOB ไม่เกิน 40,000 บาท ไม่เป็นของที่ได้รับยกเว้นอากรตามภาค 4 ไม่เป็นของที่ใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอากร และไม่เป็นของต้องห้ามของต้องกำกัดไม่เกิน 40 ฉบับช่องที่พัสดุราคาไม่กี่ร้อยบาทเลื่อนเข้ามาอยู่ ผู้ประกอบการของเร่งด่วนเป็นผู้ชำระค่าอากรและพิมพ์ใบเสร็จรับเงิน กศก. 123 ก่อนปล่อยของ แล้วไปเรียกเก็บจากผู้รับ
ประเภทที่ 4 ของอื่น ๆของอื่นนอกจากประเภทที่ 1 ถึง 3 ให้ปฏิบัติพิธีการลงคลังไม่ได้กำหนดเพดานรวมใบตราส่งไว้ในเอกสารนี้ของที่เกิน FOB 40,000 บาท หรือเป็นของต้องกำกัดที่ต้องมีใบอนุญาต ต้องเดินพิธีการเต็มรูปแบบ ซึ่งช้ากว่าและมีเอกสารมากกว่า
ที่มา เอกสารพิธีการศุลกากรของเร่งด่วน ของสำนักงานศุลกากรตรวจสินค้าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ตามประกาศกรมศุลกากรที่ 66/2561 ประกอบประกาศที่ 130/2561) ข้อมูล ณ สิงหาคม 2569

คอลัมน์สุดท้ายเป็นการอ่านเงื่อนไขตามถ้อยคำในประกาศของ KUMKRONG ไม่ใช่ถ้อยแถลงของกรมศุลกากร และประกาศชุดนี้อาจถูกแก้ไขตามมาตรการปี 2569 ได้อีก สิ่งที่ผู้รับปลายทางเห็นจริงคือใบเสร็จหรือใบสั่งเก็บเงินที่ผู้ขนส่งยื่นให้ ให้ดูว่ามีเลขใบขนสินค้าและยอดอากรกับ VAT แยกบรรทัดหรือไม่ ถ้ามีเฉพาะยอดรวมก้อนเดียว ให้ขอรายละเอียดจากผู้ขนส่งก่อนจ่าย

จุดนี้ตอบคำถามเรื่อง FTA ให้จบไปเลย เอกสารของกรมศุลกากรกำหนดเงื่อนไขของประเภทที่ 3 ไว้ว่าต้องไม่เป็นของที่ได้รับยกเว้นอากรตามภาค 4 และไม่เป็นของที่ใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอากร ส่วนมาตรการปี 2569 ระบุเงื่อนไขทำนองเดียวกันกับประเภทที่ 2 ผลคือพัสดุที่จะใช้สิทธิ FTA ต้องออกจากช่องของเร่งด่วนไปเดินพิธีการเต็มรูปแบบ สิทธิตามความตกลงการค้าเสรีไม่ได้หายไป แต่ใช้ในช่องทางด่วนไม่ได้ และในทางปฏิบัติ ต่อให้สินค้านั้นผลิตในจีนและตามทฤษฎีมีอัตราอาเซียน-จีนที่ต่ำกว่า คนซื้อรายย่อยแทบไม่มีใครเดินพิธีการเต็มรูปแบบพร้อมยื่นหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Form E) ให้ครบ ดังนั้นตัวเลขที่ควรใช้ประเมินคืออัตรา MFN ในตารางรายพิกัดข้างต้น ไม่ใช่อัตรา FTA

กรมประชาสัมพันธ์ระบุว่าระยะเวลาดำเนินการโดยรวมใกล้เคียงเดิม ส่วนที่อาจช้าเพิ่มประมาณ 3 ถึง 5 วัน คือกรณีที่ต้องไปรับของที่ไปรษณีย์และพัสดุถูกสุ่มตรวจ ไม่ใช่คำอธิบายที่ครอบคลุมทุกช่องทางขนส่ง

สองเส้นทางของเงินภาษี เส้นทางแรกคือแพลตฟอร์มคำนวณและเก็บรวมไว้ในราคาตอนเช็กเอาต์ จ่ายครั้งเดียวจบ เส้นทางที่สองคือเก็บปลายทางผ่านไปรษณีย์ไทยหรือผู้ขนส่งเอกชน ซึ่งอาจมีค่าดำเนินการของผู้ขนส่งพ่วงมาด้วยนอกเหนือจากตัวภาษี
สองเส้นทางของเงินภาษี เส้นทางแรกคือแพลตฟอร์มคำนวณและเก็บรวมไว้ในราคาตอนเช็กเอาต์ จ่ายครั้งเดียวจบ เส้นทางที่สองคือเก็บปลายทางผ่านไปรษณีย์ไทยหรือผู้ขนส่งเอกชน ซึ่งอาจมีค่าดำเนินการของผู้ขนส่งพ่วงมาด้วยนอกเหนือจากตัวภาษี

ตารางจุดตัด ของนอกต้องถูกกว่าราคาไทยกี่เปอร์เซ็นต์ถึงจะคุ้ม

คำถามที่ผู้อ่านอยากได้คำตอบจริง ๆ ไม่ใช่ ภาษีเท่าไร แต่คือ ตกลงสั่งนอกหรือซื้อในไทยดีกว่า เราจึงพลิกสมการ แทนที่จะถามว่าจ่ายภาษีเท่าไร เราถามว่าราคาป้ายของนอกต้องต่ำกว่าราคาไทยกี่เปอร์เซ็นต์ ถึงจะเสมอตัวหลังบวกอากรและ VAT แล้ว ตัวเลขนี้ไม่มีหน่วยงานใดเผยแพร่ เป็นการคำนวณของ KUMKRONG ทั้งหมด และเราแสดงสมมติฐานให้เห็นทุกตัว

  • อัตราอากรที่ใช้ = อัตราเฉลี่ยรายหมวด MFN ของไทยจากเอกสาร Tariff Profile ของ WTO (ปี 2025) ไม่ใช่อัตรารายพิกัดจริง ถ้าสินค้าของคุณอยู่ในตารางรายพิกัดข้างบน ให้ใช้อัตรานั้นแทนจะแม่นกว่า
  • VAT = 7% คิดตามลำดับในสูตรสี่ขั้น ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 79/2
  • ค่าประกันภัย = 1% ของราคาสินค้าก่อนค่าส่ง ซึ่งใช้แทนราคา FOB ตามที่กรมศุลกากรระบุไว้กรณีไม่มีเอกสารแสดงค่าประกันภัย
  • ค่าขนส่ง = 300 บาท สำหรับกรณีราคาไทย 3,000 บาท และ 500 บาท สำหรับกรณีราคาไทย 10,000 บาท ซึ่งเทียบได้กับพัสดุจากจีนราวหนึ่งถึงสองกิโลกรัมตามอัตรา ZONE 4
  • ไม่รวมค่าดำเนินการของผู้ขนส่ง ไม่รวมค่าธรรมเนียมแปลงสกุลเงินของบัตร ไม่รวมภาษีสรรพสามิตกรณีสินค้าเข้าข่าย และไม่รวมสิทธิลดอากรตาม FTA
  • ไม่รวมต้นทุนที่ตีเป็นเงินยาก เช่น เวลารอของ ความเสี่ยงของหาย และความยากในการเคลมหรือส่งคืน
จุดตัด: ส่วนลดขั้นต่ำที่ของนอกต้องมี เทียบกับราคาขายในไทย (การคำนวณของ KUMKRONG)
หมวดสินค้าอัตราอากรที่ใช้คำนวณถ้าของในไทยราคา 3,000 บาท ราคาป้ายของนอกต้องไม่เกินคิดเป็นส่วนลดขั้นต่ำถ้าของในไทยราคา 10,000 บาท ราคาป้ายของนอกต้องไม่เกินคิดเป็นส่วนลดขั้นต่ำ
เสื้อผ้าสำเร็จรูป29.6%ประมาณ 1,845 บาทประมาณ 38.5%ประมาณ 6,645 บาทประมาณ 33.6%
ยาง หนัง รองเท้า11.4%ประมาณ 2,195 บาทประมาณ 26.8%ประมาณ 7,811 บาทประมาณ 21.9%
สิ่งทอ ผ้าผืน8.5%ประมาณ 2,262 บาทประมาณ 24.6%ประมาณ 8,033 บาทประมาณ 19.7%
เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์6.6%ประมาณ 2,307 บาทประมาณ 23.1%ประมาณ 8,185 บาทประมาณ 18.1%
เคมีภัณฑ์ รวมเครื่องสำอาง2.6%ประมาณ 2,409 บาทประมาณ 19.7%ประมาณ 8,524 บาทประมาณ 14.8%
คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์สำนักงาน2.1%ประมาณ 2,422 บาทประมาณ 19.3%ประมาณ 8,568 บาทประมาณ 14.3%
ประมาณการ · ไม่ผูกพัน · การคำนวณของ KUMKRONG จากสมมติฐานที่แสดงไว้ด้านบน ณ สิงหาคม 2569 ไม่ใช่ตัวเลขจากหน่วยงานราชการ

วิธีอ่าน แถวเสื้อผ้าหมายความว่า ถ้าเสื้อตัวเดียวกันขายในไทย 3,000 บาท ของนอกต้องติดราคาไม่เกินราว 1,845 บาท จึงจะเสมอตัวหลังบวกค่าส่ง ค่าประกันภัย อากร และ VAT แล้ว สังเกตว่ายิ่งของราคาสูง ส่วนลดขั้นต่ำที่ต้องการยิ่งลดลง เพราะค่าขนส่งถูกเฉลี่ยไปกับมูลค่าที่มากขึ้น · เปิดเผยสมมติฐานที่ลำเอียง ตารางนี้คำนวณด้วยอัตรา MFN โดยไม่รวมสิทธิลดอากรตาม FTA ถ้าผู้นำเข้ารายใดสามารถใช้สิทธิได้จริงพร้อมหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าเช่น Form E เส้นจุดตัดจริงจะต่ำกว่าตัวเลขในตารางนี้อย่างมีนัยสำคัญ นั่นคือสมมติฐานที่เข้าข้างการซื้อในประเทศ เราจึงเปิดเผยไว้ตรงนี้ · ในทางกลับกัน ถ้าสินค้าของคุณติดภาษีสรรพสามิต เส้นจุดตัดจริงจะสูงกว่าตารางนี้ · แถวยาง หนัง รองเท้า ใช้ค่าเฉลี่ยรายหมวด 11.4% ส่วนกระเป๋า (พิกัด 4202.12 / 4202.22) อยู่ที่ 20% ตามตารางรายพิกัดข้างต้น จุดตัดจริงของกระเป๋าจึงอยู่ที่ส่วนลดราว 32.8% ที่ราคาไทย 3,000 บาท ไม่ใช่ 26.8% · โปรดคำนวณด้วยอัตราจริงของพิกัดตัวเอง

ข้อสรุปที่ตารางนี้ให้ คือเส้นแบ่งอยู่คนละที่กันในแต่ละหมวด ไม่ได้แปลว่าซื้อในไทยดีกว่าเสมอหรือสั่งนอกแย่เสมอ สำหรับเสื้อผ้าสำเร็จรูป ส่วนลดระดับ 30% ที่ดูน่าสนใจมากบนหน้าเว็บ อาจยังไม่พอให้คุ้ม ขณะที่สำหรับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ส่วนลด 20% ก็อาจเพียงพอแล้ว เพราะโครงสร้างอากรของสองหมวดนี้ต่างกันกว่าสิบสี่เท่าโดยเฉลี่ย (29.6% เทียบกับ 2.1%)

กับดักที่ทำให้เสียเงินมากกว่าตัวภาษี

การสำแดงราคาต่ำกว่าจริงเป็นเรื่องที่ผู้ซื้อบางคนขอให้ผู้ขายทำ โดยคิดว่าเป็นเทคนิคเล็ก ๆ ความจริงคือมันเป็นความผิดตามกฎหมายศุลกากร และโทษไม่ได้เล็ก ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 ความผิดฐานสำแดงเท็จมีโทษปรับไม่เกิน 500,000 บาท ส่วนความผิดฐานหลีกเลี่ยงอากรหนักกว่ามาก คือจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ครึ่งเท่าแต่ไม่เกิน 4 เท่าของค่าอากรที่ต้องเสียเพิ่ม หรือทั้งจำทั้งปรับ และศาลอาจสั่งริบของนั้นด้วย

ความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 ที่เกี่ยวกับพัสดุนำเข้า
ฐานความผิดโทษตามกฎหมายใครเสี่ยงโดน
สำแดงเท็จ (มาตรา 202)ปรับไม่เกิน 500,000 บาทผู้สำแดง รวมถึงกรณีที่ผู้ซื้อขอให้ผู้ขายเขียนราคาต่ำกว่าจริง
หลีกเลี่ยงอากร (มาตรา 243)จำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ครึ่งเท่าแต่ไม่เกิน 4 เท่าของค่าอากรที่ต้องเสียเพิ่ม หรือทั้งจำทั้งปรับ และศาลอาจสั่งริบของผู้ที่จงใจทำให้เสียอากรน้อยกว่าที่ควร
ลักลอบหนีศุลกากร (มาตรา 242)จำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับ 4 เท่าของราคาของรวมค่าอากรขาเข้า และให้ริบของผู้ที่นำของเข้ามาโดยไม่ผ่านพิธีการ
หลีกเลี่ยงข้อห้ามข้อจำกัด (มาตรา 244)จำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท และอาจริบของผู้ที่นำเข้าของต้องห้ามอย่างบุหรี่ไฟฟ้า หรือของต้องกำกัดที่ต้องมีใบอนุญาต อย. หรือ กสทช. โดยไม่มีใบอนุญาต
รับไว้ซึ่งของลักลอบหนีศุลกากรหรือของหลีกเลี่ยงอากร (มาตรา 246)จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับ 4 เท่าของราคาของรวมอากร (กรณีของลักลอบ) หรือปรับตั้งแต่ครึ่งเท่าถึง 4 เท่าของอากรที่ต้องเสียเพิ่ม (กรณีของหลีกเลี่ยงอากร)ผู้รับปลายทาง แม้จะไม่ได้เป็นคนสำแดงเองก็ตาม
ที่มา กรมศุลกากร เอกสารความผิดตามกฎหมายศุลกากร พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 ข้อมูล ณ สิงหาคม 2569

แถวสุดท้ายคือแถวที่ผู้ซื้อทั่วไปมักมองข้าม การเป็นเพียงผู้รับของก็อยู่ในขอบเขตของกฎหมายได้ นี่เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่ความเห็นทางกฎหมายเฉพาะราย

กับดักอีกข้อคือการใช้ช่องทางอื่นเพื่อเลี่ยงอากร กรมศุลกากรระบุไว้ในเอกสารมาตรการปี 2569 เองว่าต้องระมัดระวังไม่ให้สินค้าที่เดิมส่งเป็นหีบห่อของผู้รับที่เป็นบุคคลธรรมดา เปลี่ยนไปนำเข้าโดยเป็นผู้นำเข้ารายเดียวแล้วใช้สิทธิพิเศษตามความตกลงการค้าเสรีเพื่อได้รับยกเว้นอากร โดยมอบหมายให้กองสืบสวนและปราบปรามคุมเข้มและสุ่มตรวจตู้สินค้า ช่องทางที่ดูฉลาดในวันนี้ จึงอยู่ในสายตาของหน่วยงานอยู่ก่อนแล้ว

กรมศุลกากรประเมินว่ามาตรการนี้จะทำให้จัดเก็บอากรเพิ่มขึ้นได้ประมาณ 2,200 ล้านบาท ในช่วง 9 เดือนหลังของปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 และเหตุผลเชิงนโยบายที่ภาครัฐสื่อสารคือการสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันให้ผู้ประกอบการรายย่อยของไทย เมื่อมีทั้งเป้ารายได้และเหตุผลเชิงนโยบายรองรับ การบังคับใช้จึงไม่น่าจะผ่อนคลายลงในระยะสั้น

เรื่องนี้มาเป็นสองเฟส และ VAT 7% ก็ไม่ใช่อัตราถาวร

สิ่งที่คนสับสนมากที่สุดคือคิดว่าทุกอย่างเพิ่งเริ่มต้นปี 2569 ความจริงคือมาตรการนี้เดินมาสองเฟส เฟสแรกเริ่มวันที่ 5 กรกฎาคม 2567 เมื่อรัฐเริ่มเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากสินค้านำเข้าที่มูลค่าไม่เกิน 1,500 บาท โดยอาศัยประกาศกระทรวงการคลังเรื่องการยกเว้นอากรศุลกากรสำหรับของกลุ่มนี้ ลงวันที่ 19 มิถุนายน 2567 ประกอบประกาศกรมศุลกากรที่ 116/2567 และ 129/2567 เฟสนั้นเก็บเฉพาะ VAT ของยังปลอดอากรอยู่ เฟสที่สองคือ 1 มกราคม 2569 ที่เพดานยกเว้นอากรถูกลดลงเหลือ 1 บาท ทำให้ตอนนี้ของนำเข้าโดนทั้งอากรและ VAT ตั้งแต่บาทแรก

ขนาดของเฟสแรกอธิบายว่าทำไมรัฐถึงเดินต่อไปเฟสสอง เอกสารของกรมศุลกากรระบุว่าในช่วง 5 กรกฎาคมถึง 30 กันยายน 2567 ซึ่งเป็นเวลาไม่ถึงสามเดือน จัดเก็บ VAT จากของมูลค่าต่ำได้ 346.96 ล้านบาท จากรายการสินค้า 132.06 ล้านรายการ พอเป็นปีงบประมาณเต็มปี 2568 ตัวเลขขึ้นเป็น 2,106.53 ล้านบาท จาก 166.02 ล้านรายการ รวมสองปีงบประมาณเป็นรายได้เพิ่ม 2,453.49 ล้านบาท ตัวเลขสองชุดนี้เทียบกันตรง ๆ ไม่ได้ เพราะชุดแรกเป็นช่วงไม่ถึงสามเดือน ส่วนชุดหลังเป็นปีเต็ม สิ่งที่เทียบได้คือส่วนประกอบภายในปี 2568 ด้วยกันเอง ซึ่งเก็บได้จากทางบก 1,758.02 ล้านบาท ทางอากาศ 320.65 ล้านบาท และทางไปรษณีย์เพียง 27.87 ล้านบาท ช่องทางไปรษณีย์ที่คนนึกถึงเป็นภาพแรก จึงคิดเป็นราว 1.3% ของยอดเท่านั้น

รายละเอียดสุดท้ายที่ต้องรู้คือ อัตรา VAT 7% ที่เราคุ้นเคยเป็นอัตราลดชั่วคราวที่ต้องต่ออายุเป็นรอบ ไม่ใช่ตัวเลขถาวรในกฎหมาย ประกาศที่ใช้อยู่คงอัตราไว้ที่ร้อยละ 6.3 ไม่รวมภาษีท้องถิ่น หรือร้อยละ 7 เมื่อรวมภาษีท้องถิ่น สำหรับการขายสินค้า การให้บริการ และการนำเข้าทุกกรณี ชุดปัจจุบันจะสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2569 และคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 อนุมัติหลักการขยายเวลาออกไปอีก 1 ปี คือตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 ถึง 30 กันยายน 2570 ถ้าคุณทำสเปรดชีตประเมินต้นทุนนำเข้าไว้ใช้ประจำ ให้ตั้งเตือนทบทวนอัตรานี้ทุกปี อย่าฝังเลข 7 ไว้ถาวร

ไทม์ไลน์สองเฟส เฟสแรก 5 กรกฎาคม 2567 เริ่มเก็บ VAT กับของมูลค่าไม่เกิน 1,500 บาท เฟสที่สอง 1 มกราคม 2569 ลดเพดานยกเว้นอากรเหลือ 1 บาท ทำให้ของนำเข้าโดนทั้งอากรและ VAT ตั้งแต่บาทแรก และตัวคูณ VAT 7% เองก็มีวันหมดอายุที่ต้องต่ออายุเป็นรอบ
ไทม์ไลน์สองเฟส เฟสแรก 5 กรกฎาคม 2567 เริ่มเก็บ VAT กับของมูลค่าไม่เกิน 1,500 บาท เฟสที่สอง 1 มกราคม 2569 ลดเพดานยกเว้นอากรเหลือ 1 บาท ทำให้ของนำเข้าโดนทั้งอากรและ VAT ตั้งแต่บาทแรก และตัวคูณ VAT 7% เองก็มีวันหมดอายุที่ต้องต่ออายุเป็นรอบ

ถ้าโดนประเมินแล้วไม่เห็นด้วย ทำอะไรได้บ้าง

สิ่งแรกที่ต้องแยกให้ออกคือ การไม่เห็นด้วยกับการประเมิน กับ การขอคืนอากร เป็นคนละเรื่องกัน และมีเส้นทางคนละเส้น การไม่เห็นด้วยกับการประเมินมักเกิดจากสองสาเหตุ คือศุลกากรจัดพิกัดสินค้าไม่ตรงกับที่คุณเข้าใจ หรือใช้ราคาศุลกากรตามวิธีที่ 2 หรือ 3 แทนราคาที่คุณสำแดงเพราะเห็นว่าราคานั้นต่ำผิดปกติ

กรอบเวลาที่ต้องจำมีตัวเดียว คือ 30 วัน พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 37 เขียนไว้ว่า ผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของออกมีสิทธิอุทธรณ์การประเมินอากร ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายในกำหนดสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแบบแจ้งการประเมินอากร โดยการยื่นและวิธีพิจารณาให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่อธิบดีประกาศกำหนด และเอกสารคำอธิบายสรุปสาระสำคัญของกรมศุลกากรก็ยืนยันว่ามาตรา 37 คือบทบัญญัติเรื่องสิทธิอุทธรณ์นี้

สองข้อที่ต้องรู้ต่อ ข้อแรก การอุทธรณ์ไม่เป็นเหตุทุเลาการเสียอากรตามมาตรา 38 เว้นแต่ผู้อุทธรณ์ได้รับอนุญาตจากอธิบดีให้รอคำวินิจฉัยหรือคำพิพากษาถึงที่สุด ข้อที่สอง มาตรา 41 กำหนดให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 180 วันนับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์พร้อมเอกสารครบถ้วน ขยายได้อีกไม่เกิน 90 วัน และมาตรา 42 ให้สิทธิผู้นำของเข้านำคดีไปฟ้องต่อศาลได้ ถ้าพิจารณาไม่แล้วเสร็จภายในกำหนดนั้น

เลข 30 วันตัวเดียวกันนี้ยังเป็นเส้นตายอีกเส้นที่คนมักไม่ทันสังเกต มาตรา 20 กำหนดให้ผู้นำของเข้าเสียอากรให้ครบถ้วนภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับแบบแจ้งการประเมินอากร และมาตรา 22 กำหนดว่าถ้าไม่เสียภายในกำหนดนั้น ต้องเสียเบี้ยปรับร้อยละ 20 ของอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม ส่วนกรณีเสียอากรไม่ครบถ้วนยังมีเงินเพิ่มอีกร้อยละ 1 ต่อเดือนโดยไม่คิดทบต้น ซึ่งกฎหมายกำหนดเพดานไว้ว่าต้องไม่เกินตัวอากรเอง การเงียบไว้ก่อนแล้วค่อยคิด จึงเป็นทางเลือกที่มีราคา วิธีที่ปลอดภัยกว่าคือเมื่อได้รับแบบแจ้งการประเมิน ให้โทรสายด่วนกรมศุลกากร 1164 ถามช่องทางยื่นในวันนั้นเลย

การใช้ราคาศุลกากรวิธีอื่นแทนราคาที่คุณสำแดง มักเกิดเมื่อราคานั้นดูต่ำผิดปกติเมื่อเทียบกับราคาของสินค้าเหมือนหรือคล้ายกันที่เคยนำเข้ามา สิ่งที่ทำให้คุณอธิบายได้คือหลักฐานที่สอดคล้องกันทั้งชุด ทั้งใบเสร็จ สลิปการชำระเงิน หน้าจอคำสั่งซื้อ และอีเมลยืนยันจากร้าน ถ้าคุณซื้อของลดราคาจริงในช่วงแคมเปญ ให้บันทึกหน้าจอราคาและเงื่อนไขแคมเปญไว้ตั้งแต่วันสั่ง เพราะหน้าเว็บนั้นจะหายไปภายในไม่กี่วัน

สามคำถามที่ตามมาทันทีหลังเพดานหายไป

คำถามแรกคือ แบ่งคำสั่งซื้อออกเป็นหลายกล่องเล็กช่วยได้ไหม เชิงกลไก เพดานที่เขียนในประกาศเป็นเกณฑ์ต่อใบตราส่ง ประเภทที่ 2 ใช้ถ้อยคำว่า ของนำเข้าซึ่งแต่ละรายมีราคา CIF ไม่เกิน 1,500 บาท และประเภทที่ 3 ใช้ถ้อยคำว่า ของต้องเสียอากรแต่ละรายใบตราส่งสินค้าทางอากาศยานมีราคา FOB ไม่เกิน 40,000 บาท แต่คำตอบที่ใช้ตัดสินใจได้จริงคือ ตั้งแต่เพดานยกเว้นเหลือ 1 บาท การแบ่งกล่องไม่ได้ทำให้อากรหายไปอีกแล้ว เพราะกล่องเล็กทุกกล่องก็เสียอากรเหมือนกัน สิ่งที่เพิ่มขึ้นจริงคือค่าระวาง เพราะอัตรา ZONE คิดต่อกิโลกรัมและการแตกกล่องแทบไม่เคยลดน้ำหนักรวม เท่ากับจ่ายภาษีเท่าเดิมบนฐานที่ใหญ่ขึ้น สิ่งที่มีบทรองรับชัดคือกรณีถอดของชิ้นเดียวออกเป็นส่วน ๆ แล้วสั่งแยกกล่อง ซึ่งมาตรา 6 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ให้เรียกเก็บอากรรวมกันในอัตราที่ถือเสมือนว่าเป็นสิ่งที่ประกอบมาสมบูรณ์แล้ว ส่วนกรณีของคนละชิ้นกันจริง ๆ เราไม่พบเอกสารเผยแพร่ที่ระบุว่ากรมศุลกากรรวมมูลค่าพัสดุหลายใบตราส่งของผู้รับรายเดียวกันเข้าด้วยกันโดยอัตโนมัติ จึงไม่ยืนยันว่ามีหรือไม่มีกฎนั้น แต่เอกสารมาตรการปี 2569 ระบุเองว่าให้เฝ้าระวังการปรับรูปแบบการนำเข้าเพื่อเลี่ยงอากร

คำถามที่สองคือ มีขั้นต่ำของตัวภาษีไหม เช่นอากร 3 บาทจะยังถูกเรียกเก็บอยู่หรือไม่ ต้องแยกให้ชัดว่าเพดาน 1,500 บาทที่หายไปเป็นเพดานของมูลค่าของ ไม่ใช่ของตัวภาษี ในกฎหมายที่เผยแพร่ เราพบบทบัญญัติเรื่องจำนวนน้อยเพียงจุดเดียว คือมาตรา 21 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 ซึ่งให้อธิบดีสั่งงดการเรียกเก็บอากรที่เสียไม่ครบถ้วนได้ ถ้าจำนวนไม่เกิน 200 บาทต่อใบขนสินค้าหนึ่งฉบับ และของนั้นพ้นอารักขาของศุลกากรไปแล้ว นั่นคือดุลพินิจสำหรับส่วนที่ขาดหลังปล่อยของ ไม่ใช่เกณฑ์ยกเว้นตอนนำเข้า เราไม่พบประกาศที่กำหนดว่าอากรจำนวนน้อยเท่าไรจะไม่ถูกเรียกเก็บตั้งแต่แรก จึงไม่ระบุตัวเลขให้ ยอดที่ใช้จริงกับพัสดุของคุณคือยอดบนใบสั่งเก็บเงินของไปรษณีย์ หรือบรรทัดอากรขาเข้าในใบเสร็จที่ผู้ขนส่งออกให้

คำถามที่สามคือ ส่งของคืนแล้วได้ภาษีคืนไหม ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดบ่อยมากในการซื้อข้ามพรมแดน กฎหมายมีสองเส้นทางคนละแบบ เส้นแรกคือกรณีเสียอากรไว้เกินจำนวนที่ต้องเสีย มาตรา 25 ให้อธิบดีคืนให้เองได้เฉพาะเหตุคำนวณอากรผิด โดยสั่งคืนได้ภายในสองปีนับแต่วันนำของเข้า หรือผู้นำของเข้ายื่นคำร้องขอคืนเองได้ภายในสามปีนับแต่วันนำของเข้า และมาตรา 27 กำหนดให้คืนพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 0.625 ต่อเดือนโดยไม่คิดทบต้น แต่ดอกเบี้ยต้องไม่เกินจำนวนเงินที่ต้องคืน เส้นที่สองคือกรณีส่งของกลับออกไปนอกราชอาณาจักร มาตรา 28 ให้ขอคืนอากรขาเข้าได้เก้าในสิบส่วน หรือส่วนที่เกินหนึ่งพันบาท แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า โดยต้องพิสูจน์ได้ว่าเป็นของรายเดียวกันกับที่นำเข้า ต้องไม่ได้ใช้ประโยชน์ในระหว่างที่อยู่ในไทย ต้องส่งกลับภายในหนึ่งปีนับแต่วันนำเข้า และต้องยื่นขอคืนภายในหกเดือนนับแต่วันส่งกลับ

ลองแทนตัวเลขจากตัวอย่างเสื้อฮู้ด อากรขาเข้าคือ 245.20 บาท เก้าในสิบส่วนคือ 220.68 บาท ส่วนที่เกินหนึ่งพันบาทคือศูนย์ กฎหมายให้เลือกจำนวนที่สูงกว่า จึงได้คืนราว 220 บาท แต่การใช้สิทธินี้ต้องมีใบขนสินค้าขาออกและการพิสูจน์ของ ซึ่งสำหรับพัสดุที่อากรหลักร้อยบาทมักไม่คุ้มค่าดำเนินการ และต้องอ่านให้ตรงอีกจุดหนึ่งว่า ทั้งมาตรา 25 และมาตรา 28 พูดถึงอากรขาเข้า ส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มอยู่คนละกฎหมาย กรอบกลางของฝั่งนั้นคือประมวลรัษฎากร มาตรา 27 ตรี ซึ่งกำหนดว่าการขอคืนภาษีอากรที่ชำระไว้เกินกว่าที่ควรต้องเสีย หรือที่ไม่มีหน้าที่ต้องเสีย ให้ผู้มีสิทธิขอคืนยื่นคำร้องภายในสามปี คำถามที่ยากกว่าคือการส่งของกลับทำให้ VAT ที่ชำระไปแล้วกลายเป็นเงินที่ชำระเกินหรือไม่ ข้อนั้นขึ้นกับข้อเท็จจริงรายกรณีและควรถามกรมสรรพากรสายด่วน 1161 ทางที่ประหยัดแรงกว่ามากคือคุยกับผู้ขายเรื่องคืนเงินเต็มจำนวนตั้งแต่ต้น

เพื่อความโปร่งใส เรารวบข้อจำกัดของรอบนี้ไว้ที่เดียว หนึ่ง อัตราค่าดำเนินการที่ผู้ขนส่งเอกชนแต่ละรายเรียกเก็บ เป็นค่าบริการเชิงพาณิชย์ที่ไม่มีอัตรากลาง ให้ถามผู้ขนส่งโดยตรงก่อนสั่งของ สอง เกณฑ์ปริมาณหรือมูลค่าที่ อย. และ กสทช. ยกเว้นให้สำหรับการนำเข้าเพื่อใช้ส่วนตัว เราไม่พบเอกสารทางการที่ระบุไว้เป็นตัวเลข ทั้งสองเรื่องนี้ให้ติดต่อหน่วยงานหรือผู้ให้บริการที่เกี่ยวข้องโดยตรง ส่วนอีกสามคำถามที่เคยค้างอยู่ เราตรวจสอบจากตัวบทและเอกสารต้นทางแล้วในรอบนี้ คือวันที่ใช้ตีอัตราแลกเปลี่ยน (มาตรา 14 ประกอบมาตรา 50 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560) วิธีคิดอัตราสรรพสามิตเข้าไปในสูตร (สูตรและอัตราตัวอย่างของกรมสรรพสามิต) และเงื่อนไขการขอคืนอากรกับกรอบเวลาขอคืนภาษีตามมาตรา 27 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร ทั้งสามเรื่องเขียนไว้ในหัวข้อของมันแล้ว

สรุป ทำอะไรต่อ ตามลำดับ

ถ้าจะจำอะไรจากบทความนี้ได้อย่างเดียว ให้จำว่าฐาน VAT คือ CIF บวกอากรขาเข้า ไม่ใช่ราคาสินค้า เพราะความเข้าใจผิดข้อนี้ข้อเดียว ทำให้คนประเมินยอดต่ำกว่าความจริงได้เป็นหลักร้อยถึงหลักพันบาทต่อคำสั่งซื้อ และเมื่อเพดานยกเว้นถูกลดลงเหลือ 1 บาท ความผิดพลาดนั้นก็เกิดกับพัสดุทุกชิ้น ไม่ใช่แค่ชิ้นแพง

  1. 1ก่อนกดสั่ง เปิดสรุปคำสั่งซื้อแล้วหาว่ามีบรรทัดภาษีนำเข้าหรือยัง ถ้ามีและระบุว่ารวมแล้ว ยอดที่เห็นคือยอดที่จ่าย ถ้าไม่มี ให้ถือว่าจะมีบิลตามมาปลายทาง
  2. 2ประเมิน CIF ให้ครบ เริ่มจากแปลงราคาสินค้าเป็นบาทด้วยอัตราสำหรับการนำเข้าที่กรมศุลกากรประกาศ แล้วบวกค่าขนส่ง (น้ำหนักเป็นกิโลกรัม คูณอัตรา ZONE ของประเทศต้นทาง ถ้าไม่มีหลักฐานค่าระวางจริง) บวกค่าประกันภัย 1% ของราคาสินค้าก่อนค่าส่ง อย่าปล่อยค่าส่งเป็นศูนย์เพราะร้านเขียนว่าส่งฟรี
  3. 3หาอัตราอากรของพิกัดตัวเองจากตารางรายพิกัดในบทความนี้ก่อน ถ้าไม่มี ให้ค้นที่ tariffeservice.customs.go.th หรือโทรถาม 1164 และถ้าหาไม่ได้จริง ๆ ให้ใช้ช่วงอัตรารายหมวดโดยเผื่อไว้ที่ปลายสูง
  4. 4คำนวณสี่ขั้น CIF คูณอัตราอากรได้อากรขาเข้า แล้ว CIF บวกอากรขาเข้า คูณ 7% ได้ VAT รวมทั้งสามก้อนคือยอดจริงก่อนค่าดำเนินการของผู้ขนส่ง ถ้าสินค้าติดสรรพสามิตให้บวกสรรพสามิตพร้อมภาษีเก็บเพิ่มเพื่อกระทรวงมหาดไทยเข้าฐานก่อนคิด VAT
  5. 5เทียบกับราคาขายในไทยด้วยตารางจุดตัด ถ้าส่วนลดของนอกยังไม่ถึงเส้นของหมวดนั้น ในเชิงตัวเงินยังไม่คุ้ม เส้นนี้เป็นเกณฑ์ตัวเลข ไม่ใช่คำตัดสินแทนคุณ
  6. 6ตรวจว่าสินค้าเป็นของต้องห้ามหรือของต้องกำกัดหรือไม่ ถ้าเป็นของต้องห้ามอย่างบุหรี่ไฟฟ้า คำตอบคือไม่มีทางจ่ายภาษีให้ผ่าน ถ้าเป็นของต้องกำกัด ให้จบเรื่องใบอนุญาตให้ชัดก่อนจ่ายเงิน ไม่ใช่หลังของถูกกัก
  7. 7เก็บหลักฐานราคาทุกชิ้นไว้ตั้งแต่วันสั่ง และถ้าได้รับแบบแจ้งการประเมินที่ไม่เห็นด้วย ให้เริ่มนับ 30 วันจากวันที่ได้รับ แล้วโทร 1164 ถามช่องทางยื่นอุทธรณ์ทันทีในวันนั้น

สุดท้าย ข้อเตือนเรื่องแหล่งข้อมูล ในระหว่างเตรียมบทความนี้ เราพบว่าเว็บไซต์จำนวนมากที่ขึ้นหน้าแรกของการค้นหา และบางแห่งระบุว่าอัปเดตปี 2569 แล้ว ยังเขียนกติกาเก่าอยู่ว่าของราคาต่ำได้รับยกเว้นอากรขาเข้า ถ้าคุณอ่านเจอประโยคนั้นที่ไหน ให้ถือว่าหน้านั้นยังไม่อัปเดต และอย่าใช้ตัวเลขจากหน้านั้นคำนวณ ให้กลับไปที่เอกสารของกรมศุลกากร กรมสรรพากร และกรมสรรพสามิตที่เราลิงก์ไว้ท้ายบทความแทน

อ่านต่อในเรื่องที่ต่อกันโดยตรง
ค่าธรรมเนียมแปลงสกุลเงินของบัตร เวลารูดร้านต่างประเทศต้นทุนอีกก้อนที่ไม่อยู่ในสูตร CIF แต่โผล่ในใบแจ้งยอดบัตรทุกครั้งที่จ่ายเป็นสกุลต่างประเทศเปิด →ขายของออนไลน์ต้องเสียภาษีอะไรบ้างถ้าคุณนำเข้ามาขายต่อ ไม่ใช่ซื้อใช้เอง ภาระภาษีจะเปลี่ยนไปอีกชุดหนึ่งเปิด →รีวิว TEMU ในไทย ซื้ออย่างไรให้ไม่พลาดแพลตฟอร์มข้ามพรมแดนที่คนไทยใช้มากที่สุดกลุ่มหนึ่ง และเป็นกลุ่มที่รวมภาษีในราคาแล้วเปิด →เทียบร้านไอทีและเครื่องใช้ไฟฟ้าออนไลน์ในไทยใช้เทียบกับตารางจุดตัด เพื่อดูว่าราคาไทยรวมภาษีแล้วสู้ของนอกได้แค่ไหนเปิด →คู่มือลดหย่อนภาษีปี 2569อีกด้านหนึ่งของบิลภาษีประจำปี สำหรับคนที่กำลังจัดระเบียบเรื่องเงินทั้งชุดเปิด →
โฆษณา · affiliateถ้าคำนวณแล้วราคาในไทยผ่านเส้นจุดตัด เริ่มเทียบราคาในประเทศได้จากที่นี่

บทความนี้มีลิงก์พันธมิตรกับร้านในไทย ตารางจุดตัดคำนวณแบบไม่รวมสิทธิ FTA ซึ่งเป็นสมมติฐานที่เข้าข้างการซื้อในประเทศ โปรดคำนวณด้วยอัตราจริงของพิกัดคุณเอง ราคาและเงื่อนไขบนหน้าผู้ให้บริการคือของจริง ณ เวลาที่คุณกด KUMKRONG ไม่ใช่ผู้ขาย

KUMKRONG อาจได้รับค่าตอบแทนจากการแนะนำ (affiliate) เมื่อคุณคลิก/ซื้อผ่านลิงก์เหล่านี้ โดยไม่กระทบราคาที่คุณจ่าย · เราเป็นสื่อให้ความรู้ ไม่ใช่ผู้ขาย

KUMKRONG เป็นสื่อเปรียบเทียบ ไม่ใช่นายหน้าและไม่ใช่ที่ปรึกษาภาษี เนื้อหานี้เป็นข้อมูลทั่วไปที่อ้างอิงเอกสารของกรมศุลกากร กรมสรรพากร กรมสรรพสามิต กรมประชาสัมพันธ์ WTO และฐานข้อมูล TRAINS ตามที่ลิงก์ไว้ ไม่ใช่คำแนะนำเฉพาะราย ตัวเลขที่คำนวณเองในบทความนี้เป็นประมาณการ ไม่ผูกพัน และอัตราอากรรายพิกัดต้องตรวจสอบกับ Tariff e-Service ของกรมศุลกากรหรือสายด่วน 1164 ก่อนใช้ตัดสินใจจริง ข้อมูลทั้งหมด ณ วันที่ 17 สิงหาคม 2569